วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระวัง!! กระทรวงทรัพย์ฯ ... มีกรรม หรือปลอดฯกำ




เลือกตั้งผ่านไป ดีใจไม่มีเหตุวุ่นวายรุนแรง ไม่ว่าใครจะไป ใครจะมา ถ้าทำเพื่อชาติบ้านเมือง โดยไม่มีวาระซ่อนเร้นอย่างแท้จริง ก็สมควรสนับสนุน รอดูผลงานกันไป ส่วนเราภาคประชาชนก็จับตาดูช่วยตรวจสอบกันไป แม้สื่อจะหลงทางไปสัมภาษณ์คนต่างด้าว ถือสัญชาติมอนเตรเนโกร อาศัยอยู่ดูไบ ราวกับจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ช่างสื่อเขา  

แต่ที่ตะหงิดในใจ และชักเป็นห่วง เห็นจะเป็นชื่อรัฐมนตรีที่จะมาดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพราะโผสำนักต่างๆ บอกแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านผู้นี้มาแน่ๆ"ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี" แค่ได้ยินชื่อ ภาพหนุ่มใหญ่มาดผู้ดี ขี่หัวเรือยิงไอ้เข้ ผุดขึ้นมาในความคิด ลำเลียงมาด้วยภาพข่าวต่าง ๆ ทั้งเปิปพิสดารเนื้อสัตว์ป่า ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ตามมาด้วยเรื่องส่งเสือเบงกอลนับ 100 ตัว ไปจีน

เลยไปคุ้ยๆ ข่าวเก่าๆ ดู พบว่า ทั่นดร.ของป๋มเคยถูกให้ออกจากราชการ โดยคำสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงนามโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 จากกรณีอนุญาตให้บริษัท ศรีราชาไทเกอร์ซู จำกัด ส่งออกเสือโคร่งเบงกอล จำนวน 100 ตัว โดยไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

โทษให้ออกจากราชการนี้ ... เป็นข้อห้ามกระทั่งลงสมัคร สส. ตามมาตรา 102(6) หรือ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 174(4) ซึ่งอ้างถึงมาตรา 102(6) 

.... แต่ท่านผู้นี้เคยลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อสมัยพรรคพลังประชาชนนี่นา แล้วรัฐบาลนายกฯสมัคร สุนทรเวช ยังให้ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้วย แล้วมาคราวนี้ก็ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ผ่านเกณฑ์เปอร์เซนต์เป็น สส.ด้วย แล้วก็มีชื่อมาแรงว่าจะมาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
 
 เลยต้องไปค้นเรื่องเก่าๆ ดูเส้นทางการเมือง แล้วก็เจอบทความน่าสนใจ เขียนโดย "ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์" 
http://www.onopen.com/2008/01/2998

 (เนื้อหา ก็อปมาให้อ่านง่ายๆ) 

นายปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน (อันดับที่ 8) กลุ่มที่ 6 พรรคพลังประชาชน ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 
 
ก่อนที่นายปลอดประสพจะลงสมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติว่า การที่นายปลอดประสพ (ขณะเป็นอธิบดีกรมป่าไม้) อนุญาตให้ บริษัท ศรีราชาไทเกอร์ซู จำกัด ส่งออกเสือโคร่งเบงกอล 100 ตัว ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีมูลความผิดร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและฐานกระทำอันเชื่อได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535

ต่อมา อ.ก.พ.กระทรวงของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2550 (ครั้งที่ 3/2550) มีมติให้ลงโทษไล่ออกนายปลอดประสพออกจากราชการ

จากนั้นวันที่ 15 ธันวาคม 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 318/2550 เรื่องลงโทษไล่ข้าราชการ (นายปลอดประสพ) ออกจากราชการ ทั้งนี้ (ให้มีผลย้อนหลัง) ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2548 (เป็นวันที่นายปลอดประสพลาออกจากราชการ-ที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำ)

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทั้งๆ ที่นายปลอดประสพถูกไล่ออกจากราชการฐานทุจริตต่อหน้าที่ ทำไมยังสามารถลงสมัคร ส.ส. (เลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550) และยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 ได้

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กำหนดลักษณะบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ไว้ใน มาตรา 102 (6) ว่า เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ ....เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่า กระทำทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

ขณะที่ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมืองฯกำหนดคุณสมบัติและการพ้นตำแหน่งของผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯไว้ในมาตรา 9(9) และมาตรา 10(5) ว่า ไม่เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น

ข้ออ้างของนายปลอดประสพคือ ได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทินในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 ตุลาคม 2550 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป)

ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัยด้วย 2 เงื่อนไข

เงื่อนไขแรก ในกรณีซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550

เงื่อนไขที่สอง ได้รับโทษหรือได้รับทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ (วันที่ 5 ธันวาคม 2550)

โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้นๆ

จากเงื่อนไขทั้งสองข้อ หมายความว่า แม้การกระทำผิดจะเกิดก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 แต่ถ้ายังไม่ได้รับโทษหรือยังไม่ได้ลงโทษ (ก่อนหรือในวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ) หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาโทษ ย่อมไม่ได้รับประโยชน์ในการล้างมลทินจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้

ประเด็นก็คือ อ.ก.พ.กระทรวงมีมติให้ไล่นายปลอดประสพเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2550 และนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งไล่ออกในวันที่ 15 ธันวาคม 2550 (เกิดขึ้นหลังวันที่ 5 ธันวาคม 2550) จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้หรือไม่

 เรื่องดังกล่าวมีความเห็นเป็น 2 ทาง

ทางแรก เมื่อกระบวนการและคำสั่งลงโทษเกิดขึ้นหลังวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันหลังจากที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ หมายความว่า ยังไม่ได้รับโทษหรือลงโทษตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน

ทางที่สอง เมื่อคำสั่งไล่ออกให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2548 เท่ากับได้รับการลงโทษก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 จึงเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ (แต่กรมบัญชีกลางต้องทวงเงินบำเหน็จหรือบำนาญคืนด้วย?)

เมื่อยังมีความเห็นทางกฎหมายออกเป็น 2 ทาง ก็น่าที่นายสมัครจะให้องค์กรที่มีอำนาจในการชี้ขาดทางกฎหมายวินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานซึ่งถ้าผลออกมาชัดเจนว่า นายปลอดประสพมีสิทธิที่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ทุกอย่างก็จบ

แต่ถ้านายสมัครดื้อตามนิสัย ก็เป็นหน้าที่ของ ส.ว.หรือ ส.ส.ฝ่ายค้านใช้กระบวนการทางรัฐสภาดำเนินการเพราะเป็นการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการฝ่าฝืนกฎหมายทำให้นายสมัครเข้าข่ายที่อาจถูกยื่นถอดถอนได้ 

หรือแค่โดนเล่นงานเพราะ "ปาก" ที่กินไม่หยุด (ชิมไปบ่นไป) ยังไม่พออีกหรือ

 ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน 2551

 
 
กรณีของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ก็ฉาวโฉ่   นอกเหนือจากข้่อเสนอเปิดร้านอาหารเปิบพิสดารเนื้อสัตว์ป่าแล้ว  การเอาพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มาผันเป็นพื้นที่พิเศษ โดยออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.) 2546 ที่ให้จัดตั้งโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ก็ไม่ถูกต้องแล้ว  ยังมีโครงการก่อสร้างอีกหลายต่อหลายรายการ ซึ่ง ผู้ได้รับผลกระทบไปยื่นเรื่องคัดค้านต่อศาลปกครอง ระบุเป็นโครงการมิชอบ ทำโดยไม่ได้ขออนุญาต  

(ข่าวจากเว็ปประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2006/06/8626)
  
 นายชัยพันธุ์ ประภาสะวัต ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิชุมชน ในฐานะผู้ฟ้องคดี  กล่าวว่า  "เราจึงจำเป็นต้องฟ้องศาลปกครอง เพราะถ้าเราไม่ทำเป็นตัวอย่าง ยังไม่ยุติไนท์ซาฟารี มันก็จะไปทำโครงการอื่น ๆ ต่อไปตามใจชอบ ไม่ว่าการสร้างอุทยานช้าง ในพื้นที่อุทยานฯ 10,56 ตารางกม. รวมทั้งเมกกะโปรเจ็กต่าง ๆ เช่น การสร้างเคเบิลคาร์ การตัดถนนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เพื่อทำเป็นลานจอดรถ ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นแหล่งค้าขาย และที่จอดรถ ซึ่งไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของใคร แต่เป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งการฟ้องในครั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล"

 ขณะที่ นายนิคม พุทธา ผู้ประสานงานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์(ภาคเหนือ) กล่าวว่า กรณีการดำเนินการโครงการของ องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.ในหลายพื้นที่นั้น ยังไม่ใช่แค่กรณีโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ที่จะสร้างปัญหา ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เช่น เกาะเสม็ด จ.ระยอง เกาะพีพี จ.กระบี่ และที่ ภูหลวง ภูกระดึง จ.เลย ซึ่ง เป็นข้อโต้แย้งกับคนในพื้นที่ 



แล้วเราหล่ะ !!! จะทำอย่างไรดี  ที่ไม่ต้องมีเปิบพิสดาร  ไม่ต้องมีสัมปทานในพื้นที่อุทยานหรือป่าสงวน  ไม่ต้องมีลับ ลวง พราง งบวิจัยเคเบิ้ลขึ้นเชียงดาว  กระเช้าขึ้นภูกระดึง ไม่เอื้อพวกพ้องสัมปทานโครงการของกระทรวง etc.

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net