วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กลยุทธ์การตลาดการเมือง ตอน สงครามจบลงด้วยบทเรียนความปราชัยของประชาธิปัตย์ ตอนที่ 1


ตลอดช่วงก่อนวันเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมพยายามเขียนบทความเกี่ยวกับการตลาดการเมืองซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกลยุทธ์การตลาดโดยอาศัยเรื่องของการเมืองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรณีศึกษา ถ้านับจากตอนแรกที่ผมเริ่มเขียนเกี่ยวกับป้ายหาเสียงของผู้สมัครต่าง ๆ บทความนี้ก็นับเป็นบทความที่เก้าแล้ว

สิ่งที่เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คือ เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า เราคงไม่สามารถแยกการตลาดออกจากการเมืองได้อีกต่อไป ตรงกันข้ามถึงเวลาแล้วที่เราต้องประยุกต์กลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับการเมือง

สิ่งที่เราคงมิอาจปฏิเสธได้ก็คือเราเริ่มเห็นการใช้การตลาดกับการเมืองอย่างจริงจังในยุคของทักษิณช่วงที่เป็นพรรคไทยรักไทย และจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเองที่ทำเห็นว่าการตลาดส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคจริง ๆ

แม้ว่าผู้บริโภคหลายคนที่นิยมชมชอบแบรนด์ประชาธิปัตย์อาจจะเสียใจกับผลของการเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับและเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาตัวของเราต่อไปครับ

เช่นเคยนะครับว่าบทความนี้ผมมีเจตนาที่จะเขียนถึงเรื่องการตลาดเชิงกลยุทธ์โดยใช้ตัวอย่างของการเมืองมาเป็นกรณีศึกษา ดังนั้นผมจะไม่ใช้เหตุผลทางการเมืองมาอธิบายนะครับ

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นจุดที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งก็คือเรื่องของแบรนด์คุณชูวิทย์ อย่างที่ผมได้เคยเขียนไปใน Entry ก่อน ๆ ว่าการสร้างแบรนด์ของคุณชูวิทย์นั้นน่าสนใจมาก แบรนด์ชูวิทย์นั้นมีตำแหน่งทางการตลาดที่แน่นอนและชัดเจนว่าจะเป็นฝ่ายค้าน และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำไมคุณชูวิทย์ถึงมีกลุ่มลูกค้าของตัวเอง

มองในมุมของการตลาด แบรนด์ชูวิทย์สามารถหา Niche Market ของตัวเองได้ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณชูวิทย์ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

ตรงกันข้ามกับแบรนด์อื่น ๆ เช่นแบรนด์รักษ์สันติ ซึ่งมีคุณปุระชัยเป็นผู้นำของแบรนด์นี้ กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น เหตุผลก็คือ คุณปุระชัยนั้นกำลังพยายามเจาะกลุ่มลูกค้าเดียวกับแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวนั้นต่างก็มีแบรนด์ในดวงใจอยู่แล้ว ลองนึกภาพว่าคุณปุระชัยจะไปเจาะฐานลูกค้าของคนเสื้อแดงได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะกลุ่มลูกค้าคนเสื้อแดงนั้นจงรักภักดีกับแบรนด์เพื่อไทยเป็นอย่างมาก

ดังนั้นคุณปุระชัยก็ต้องหาทางเจาะลูกค้ากลุ่มอื่น หรือจะบอกว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เอาคนเสื้อแดงก็คงจะไม่ผิดนัก

ในกลุ่มของคนที่ไม่เอาคนเสื้อแดง (Non-Red Shirt Consumers) ประเมินอย่างคร่าว ๆ ก็พอจะบอกได้ว่าประกอบไปด้วยคนที่เกลียดคนเสื้อแดงที่ชอบประชาธิปัตย์ (Non-Red Shirt & Democrat) และคนที่เกลียดคนเสื้อแดงที่ไม่ชอบประชาธิปัตย์ (Non-Red Shirt & Non-Democrat)

กลุ่มแรกนั้นหรือ กลุ่ม Non-Red Shirt & Democrat ไม่ต้องห่วงเลยครับ แบรนด์รักษ์สินติเจาะไม่ได้แน่ ๆ เพราะกลุ่มนี้เลือกแบรนด์ประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน ดังนั้นแบรนด์รักษ์สันติก็ต้องมุ่งไปที่กลุ่มที่สองมากกว่าซึ่งนั่นก็คือลูกค้ากลุ่มที่เกลียดคนเสื้อแดงที่ไม่ชอบประชาธิปัตย์ (Non-Red Shirt & Non-Democrat)

เราคงจะประเมินยากว่ากลุ่มคนที่เกลียดคนเสื้อแดงที่ไม่ชอบประชาธิปัตย์นั้น (Non-Red Shirt & Non-Democrat) มีมากหรือน้อยเพียงใด แต่พอจะบอกได้ว่ามันมีน้อยมาก ๆ นอกจากจะมีไม่มากแล้วกลุ่มคนเหล่านี้โดยมากแล้วถึงแม้ไม่ชอบประชาธิปัตย์ก็ยังมีแนวโน้มสูงที่จะเลือกประชาธิปัตย์ครับ

ทั้งนี้เนื่องจากกว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีความไม่ชอบแบรนด์เพื่อไทยและแบรนด์คนเสื้อแดง ดังนั้นโอกาสที่จะเลือกแบรนด์ที่ต่อต้านแบรนด์เพื่อไทยก็ต้องเลือกประชาธิปัตย์เท่านั้น ลูกค้าในกลุ่มนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะเลือกแบรนด์ที่พร้อมจะไปอยู่ฝ่ายเดียวกับแบรนด์เพื่อไทย จึงไม่ต้องแปลกใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะเลือกประชาธิปัตย์มากกว่าตัวเลือกอื่น ๆ

ถ้าจะมีโอกาสสำหรับแบรนด์รักษ์สันติ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ ผู้บริโภคอาจจะเลือกสส.เขต เป็นแบรนด์ประชาธิปัตย์ และอาจจะเลือก ปาร์ตี๊ลิสต์เป็นแบรนด์รักษ์สันติ ครับ นอกจากนั้น ถ้าถามผมว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีโอกาสเลือกปาร์ตี๊ลิสต์เป็นแบรนด์คุณชูวิทย์ไหม ก็ต้องบอกว่ามีโอกาสเช่นกันครับ

จากแนวโน้มดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากลุ่มลูกค้าของแบรนด์รักษ์สันตินั้นมีไม่มากนัก หรือถ้ามีก็มีโอกาสที่จะถูกแบ่งไปอีก จึงไม่ต้องแปลกในที่แบรนด์รักษ์สันติจะไม่มี สส.เขตเลยแม้แต่คนเดียวครับ

บทเรียนจากการสงครามครั้งนี้ยังไม่จบนะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการชมโฆษณานะครับ

โดย oamie

 

กลับไปที่ www.oknation.net