วันที่ พุธ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พื้นที่สาธารณะ Political public sphere and freedom on the Internet


 ทฤษฎีวิพากษ์ของเจอร์เกน ฮาเบอร์มาส :  พื้นที่สาธารณะทางการเมือง และเสรีภาพในการแสดงออกบนอินเทอร์เน็ต

โดย วราภรณ์ วนาพิทักษ์

บทนำ

 

 บทความนี้มีจุดมุ่งหมายจะนำเสนอทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) ของเจอร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas) โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่เรียกว่า “พื้นที่สาธารณะ” (public space หรือ public sphere) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญในทฤษฎีวิพากษ์ และมีผู้นำไปใช้ในการวิเคราะห์ทางสังคมศาสตร์หลายด้านหลายสาขา

 ในตอนที่ 1 จะเป็นการนำเสนอแนวคิด “public sphere” และ “political public sphere” ส่วนในตอนที่ 2 จะเป็นการนำเอาแนวคิดดังกล่าวไปเป็นพื้นฐานในการตอบคำถามว่า ในสังคมเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์นั้น อินเทอร์เน็ตมีศักยภาพพอที่จะเป็น “พื้นที่สาธารณะทางการเมือง” ได้มากน้อยแค่ไหน (หัวข้อใหญ่ในวิทยานิพนธ์เน้นการวิเคราะห์อินเทอร์เน็ตในเชิงสหวิทยาการ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่มิติทฤษฎีกฎหมาย การเมือง อาชญาวิทยา ไปจนถึงจริยธรรม)

 

ตอนที่ 1 ทฤษฎีวิพากษ์ของฮาเบอร์มาส

 

แนวคิดของ Jurgen Habermas

 

 ในปลายปี 2005 รัฐบาลนอร์เวย์ได้ประกาศให้รางวัลอันทางเกียรติที่เรียกว่า Holberg Prize แก่ศาสตราจารย์เจอร์เกน ฮาเบอร์มาส โดยสดุดีว่า ฮาเบอร์มาสเป็นนักวิชาการที่มีผลงานสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนมีความเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับเรื่อง การสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal communication) และวาทกรรมสาธารณะ (public discourse) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาได้สร้างทฤษฎีต่างๆขึ้นมาเกี่ยวกับวาทกรรม และการปฏิบัติการด้านสื่อสาร (human communication action) ซึ่งเป็นการบุกเบิกแนวคิดใหม่ๆ ในการมองเรื่องกฎหมายและประชาธิปไตย

 เจอร์เกน ฮาเบอร์มาส เกิดในปี 1929 ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Johann Wolfgang Goethe ของเมือง Frankfurt am Main ประเทศเยอรมนี ฮาเบอร์มาสอยู่ในกลุ่มของนักคิดนักปรัชญาที่ไม่ยึดติดกับสาขาวิชาใดๆ นั่นคือ มีจุดยืนแนวสหวิทยาการ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผลงานของเขาเป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญา จริยศาสตร์ ทฤษฎีสังคม สังคมวิทยา ทฤษฎีการเมือง กฎหมาย และทฤษฎีนิติศาสตร์ นอกจากนี้ฮาเบอร์มาสยังเสนอความคิดเห็นต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับปัญหาของการรวมยุโรป ซึ่งเขาคิดว่าเป็นปัญหาทางด้านจริยธรรมการเมือง

 ในด้านพัฒนาการของทฤษฎีสังคม ฮาเบอร์มาสเป็นผู้นำคนสำคัญของสำนักที่เราเรียกว่า Frankfurt School of Critical Theory ซึ่งมีรากฐานทางด้านวิชาการและงานวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยแฟรงค์เฟิร์ต มาตั้งแต่ยุค

ฮิตเลอร์ (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) จุดมุ่งหมายของทฤษฎีแนวนี้คือ ทำการตรวจสอบทฤษฎีสังคมที่ดำรงอยู่ และพัฒนาทฤษฎีแนวใหม่ขึ้นมาที่ใช้หลักการ “วิพากษ์” (critical) และนำหลักการนี้มาเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์ระบบสังคมสมัยใหม่ งานส่วนหนึ่งของฮาเบอร์มาสเป็นการพัฒนาทฤษฎีแนววิพากษ์ (ตัวอย่างข้อเขียนที่สำคัญๆ แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน ดู Seidman, 1989)

 นอกจากนั้น ทฤษฎีวิพากษ์ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างงานเขียนชิ้นสำคัญๆ ทางด้านปรัชญาซึ่ง

ฮาเบอร์มาสพยายามนำเอาแนวคิด “ความมีเหตุผล” (rationality) มาเชื่อมโยงกับ “การปฏิบัติการด้านสื่อสารของมนุษย์” (human communication action)

 ในวิทยานิพนธ์ฉบับที่ 2 (post-doctorate หรือ thesis เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเยอรมัน) ที่ชื่อ “The Structural Transformation of the Public Sphere” (เยอรมัน 1962; อังกฤษ 1989) ฮาเบอร์มาสทำการวิพากษ์สังคมสมัยใหม่ (Modern Society) ว่าเป็นสังคมที่ไม่รักษาคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับ “พื้นที่สาธารณะที่เป็นอิสรเสรี (liberal public sphere) การวิเคราะห์ของฮาเบอร์มาสมีข้อสรุปว่า ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่สาธารณะนั้นกฎหมายและนิติรัฐค่อนข้างจะหมดความหมาย เพราะไม่มีพื้นฐานของสังคมมารองรับ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมแต่อย่างใด (Habermas, 1989)

 

ภาษา วาทกรรม และการวิพากษ์สังคม

 

 ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1970 ฮาเบอร์มาสเริ่มเข้าสู่แนวคิดที่ให้ความสำคัญแก่เรื่อง “ภาษา” (linguistic turn) ฮาเบอร์มาส พูดถึงสิ่งที่ทำให้เขาเรียกว่า “ideal speech situation” ซึ่งเป็นสถานการณ์ทางภาษาแบบอุดมคติ ซึ่งควรจะนำมาใช้ในทุกสังคมทุกหนทุกแห่งที่มนุษย์ทำการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ฮาเบอร์มาสนำแนวคิดนี้มาเป็นบรรทัดฐานในการวิจารณ์สังคมว่าเป็นอิสระหรือไม่ (social criticism) ในขณะเดียวกันก็ใช้แนวคิดนี้เป็นแบบจำลองในการสร้างสังคมใหม่ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถและเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็น (ดูการวิเคราะห์ในตอนต่อๆ ไปของบทความนี้)

 อย่างไรก็ตาม ฮาเบอร์มาสก็มองเห็นข้อจำกัดของแนวคิด “ideal speech situation” ของตนเอง และคิดว่าอาจจะต้องพบกับความลำบากในการปลดปล่อยสังคม (social emancipation) เนื่องจากฮาเบอร์มาสมองว่า ระบบสังคมสมัยใหม่มีแนววิวัฒนาการไปสู่ความซับซ้อนมากขึ้น (systematic complexity) ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะมองเห็นความโปร่งใสทางวาทกรรมในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ideal speech situation ที่มนุษย์สื่อสารกันอย่างอิสรเสรีไร้การถูกครอบงำ/ควบคุม และอยู่ในสถานการณ์ที่โปร่งใส อาจจะไม่สามารถนำมาเป็นหลักการที่ใช้ในการจัดการระบบสังคมได้ มิติทางวาทกรรมต้องมีมิติอื่นๆ มาสนับสนุน

 ด้วยเหตุนี้ ฮาเบอร์มาสจึงนำเอาหลายแนวคิดมาเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้เกิดพลังมากขึ้นในการสร้างแบบจำลองอันเป็นอุดมคติ (normative model) ฮาเบอร์มาสพูดถึง 3 สิ่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความคิดของเขาตลอดชีวิตความเป็นนักวิชาการ (Habermas, 2004) นั่นคือ พื้นที่สาธารณะ วาทกรรม และเหตุผล 

โลกชีวิต V. ระบบ

 ในผลงาน The Theory of Communicative Action (เยอรมัน 1981; อังกฤษ 1984/89) ฮาเบอร์มาสได้ทำการปรับทฤษฎีสังคมใหม่โดยนำเอาแนวคิด 2 เรื่องมาเชื่อมโยงกันคือ life-world กับ system (โลกชีวิต กับระบบ) ใน “ระบบ” ดังเช่นระบบทุนนิยมสมัยใหม่ มีสื่อหลายอย่าง เช่น เงินตรา กฎหมาย อำนาจทำหน้าที่เป็น “กลไก” ในการทำให้ระบบดำรงอยู่ได้อย่างเป็นปึกแผ่น แต่ในขณะเดียวกัน “สื่อ” เหล่านี้ ก็มีแนวโน้มในการคุกคาม “โลกชีวิต” ของผู้คน โดยการควบคุม/ครอบงำ และทำลายพื้นฐานของชีวิต ไปจนถึงบิดเบือนวิถีการสื่อสารระหว่างมนุษย์ ซึ่งฮาเบอร์มาสใช้คำว่า “colonization of the life-world” (ดูข้อเขียนของฮาเบอร์มาส, Seidman, 1989)

                “พื้นที่สาธารณะ” ที่เรากำลังพูดถึงในบทวิเคราะห์นี้ ก็มีแนวโน้มที่จะถูกรุกล้ำ/ครอบงำโดยสื่อ อย่างเช่น เงินตรา อำนาจ และกฎหมาย ซึ่งจำกัดศักยภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งปัญหาสำคัญคือ เราจะมีวิธีการป้องกันอย่างไรโดยไม่ให้อำนาจรัฐ และทุนนิยม (ซึ่งเป็นอำนาจของระบบ) ขยายอาณาเขตรุกล้ำเข้ามาควบคุมโลกชีวิตและพื้นที่สาธารณะได้ โลกชีวิตและพื้นที่สาธารณะจะสามารถป้องกันตัวเองได้หรือไม่ และเราจะยุติ/ยับยั้งการคุกคามของระบบได้อย่างไร

 ดูเหมือนว่าฮาเบอร์มาสจะชี้คำตอบบางอย่างที่แสดงให้เห็น “ศักยภาพการต่อต้าน” ว่าโลกชีวิตต้องใช้กลไกทางด้านปฏิบัติการด้านสื่อสาร (communicative action) โดยดำเนินการอภิปรายอย่างอิสรเสรีผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวสังคมแนวใหม่ (new social movement) โดยใช้พื้นที่สาธารณะที่หลากหลาย เพื่อผลิตซ้ำทางการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (Habermas, 1996) ซึ่งฮาเบอร์มาสไม่ได้บอกชัดเจนว่าแม้ว่าการปฏิบัติการด้านสื่อสารจะมีศักยภาพ แต่โลกชีวิตจะมีพลังอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ในการต่อต้านหรือคานอำนาจกับระบบ

 ในระยะหลังๆ ฮาเบอร์มาสหันมาให้ความสนใจแก่ทฤษฎีจริยศาสตร์ และกฎมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลงาน Moral Consciousness and Communicative Action (เยอรมัน 1983; อังกฤษ 1990) เขาได้นำเสนอทฤษฎีสำคัญที่เรียกว่า theory of discourse ethics (จริยศาสตร์แนววาทกรรม) ซึ่งสรุปหลัก คือ การวิเคราะห์สังคมสมัยใหม่ต้องให้ความสำคัญแก่เรื่องโครงสร้างทางจริยธรรม และศีลธรรม และต้องใช้แนวคิดทฤษฎีทางด้านนิติศาสตร์มาผสมผสานด้วย (Habermas, 1990)

 ในผลงานใหม่ๆ เช่น Between Facts and Norms (เยอรมัน 1992; อังกฤษ 1996) ฮาเบอร์มาส ย้ำว่าเป็นการนำเอาทฤษฎีวาทกรรมมาวิเคราะห์กฎหมายและประชาธิปไตย (Contributions to Discourse theory of Law and Democracy) ในผลงานนี้ฮาเบอร์มาสยังได้ให้คำตอบด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะควบคุมการแผ่อำนาจของระบบได้? ซึ่งคำตอบก็คือ กฎหมายไม่ใช่เป็นกฎหมายที่มาจากข้างบน หากแต่เป็นกฎหมายที่ผ่านกระบวนการทางวาทกรรมของสาธารณะ ผ่านอำนาจทางการสื่อสารจากผู้คนที่อยู่ข้างล่างส่งไปสู่ข้างบน และนิติรัฐที่เป็นประชาธิปไตยพร้อมด้วยหลักการที่สำคัญต่างๆ เช่น อำนาจตุลาการและหลักสิทธิมนุษยชนในการควบคุมอำนาจทางการเมืองของฝ่ายบริหาร

 กล่าวโดยสรุปว่า ทฤษฎีวิพากษ์สังคมแนวใหม่จะต้องมีพื้นฐานทางทฤษฎีการเมือง และนิติศาสตร์มารองรับด้วย ดังที่ปรากฏในผลงาน Between Facts and Norms ซึ่งฮาเบอร์มาสกล่าวถึงแนวคิด deliberative democracy (ประชาธิปไตยที่มีการอภิปราย การถกเถียง การแสดงออกทางความคิดอย่างอิสรเสรีและกว้างขวาง) และมองว่ากลไกที่สำคัญก็คือ วาทกรรมสาธารณะ (public discourse) และพื้นที่สาธารณะทางการเมืองของประชาชนนั่นเอง (political public sphere) ซึ่งจะส่งข้อมูลข่าวสารไปยังพื้นที่สาธารณะ “ที่เป็นทางการ” ของสถาบันการเมือง กฎหมาย และตุลาการ (Habermas, 1996, บทที่ 7 และบทที่ 8 ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง deliberative politics, civil society และ political public sphere)

 

ความหมายของพื้นที่สาธารณะ

 

 ในบทวิเคราะห์สั้นๆ “The Public Sphere” ฮาเบอร์มาสให้ความหมายไว้ดังนี้ :

 

 “By public sphere we mean first of all a domain of our social life in which such a thing as public  opinion can be formed. Access to the public sphere is open in principle to all citizens.”

 (Habermas, สารนิพนธ์ใน Seidman, 1989, p.231)

 

 ตามความหมายดังกล่าว พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ของชีวิตสังคมที่เปิดกว้างให้แก่ทุกคน เพื่อเข้ามาร่วมกันสร้าง “ความคิดเห็นสาธารณะ”

 พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงสังคมกับรัฐ เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในสังคมมาร่วมกันทำหน้าที่วิพากษ์ วิจารณ์ และควบคุมการทำงานของอำนาจรัฐ ตามความหมายของฮาเบอร์มาส : The term “public opinion” refers to the functions of criticism and control of organized state authority. (Habermas, สารนิพนธ์, 231)[1] ลักษณะเด่นของพื้นที่สาธารณะ คือการสนทนา/ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้นโดยไม่มีการบังคับข่มขู่ ชักจูง คุกคาม หรืออกคำสั่ง ในคำพูดของฮาเบอร์มาส:

 

 “A portion of the public sphere is constituted in every conversation…citizens act as a public when  they deal with matters of general interest without being subject to coercion.”

  (Habermas, สารนิพนธ์, p.231)

 

 ตามความคิดของฮาเบอร์มาส พื้นที่สาธารณะ มีความสำคัญมากในการเมืองแบบ deliberative politics

โดยทำหน้าที่เป็นสื่อเชื่อมโยงระหว่าง “รัฐ” และ “สังคม”[2]

 นอกจากนี้ พื้นที่สาธารณะมีหลายแบบหลายประเภท เช่น พื้นที่สาธารณะทางศิลปวัฒนธรรม พื้นที่สาธารณะทางวรรณกรรมโดยเฉพาะ เป็นต้น แต่สิ่งที่ฮาเบอร์มาสให้ความสำคัญสูง เห็นจะเป็น พื้นที่สาธารณะทางการเมือง หรือ political public sphere ซึ่งมีความหมายอย่างมากต่อการพัฒนาระบบประชาธิปไตย แบบ deliberative democracy ในคำนิยามของฮาเบอร์มาส :

 

 “We speak of a political public sphere…when the public discussions concern object connected with  the practice of the state. The coercive power of the state is the counterpart, as it were, of the political  public sphere, but it is not a part of it” (Habermas, สารนิพนธ์, p.231)

 

 อำนาจรัฐ จะเป็นพื้นที่สาธารณะก็ต่อเมื่อ อำนาจรัฐวางนโยบายสาธารณะ และดำเนินมาตรการสาธารณะ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม และอยู่ภายใต้การควบคุม/ การตรวจสอบของประชาชนที่อยู่ภายในพื้นที่สาธารณะทางการเมือง

 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของพื้นที่สาธารณะ

 

 ในผลงาน “The Structural Transformation of the Public Sphere” ฮาเบอร์มาสชี้ได้ให้เห็นว่า ในปลายศตวรรษที่ 18 ของยุโรปตะวันตก มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาที่เราเรียกว่า “public sphere” (หรือ พื้นที่สาธารณะ) เป็นพื้นที่ที่บุคคลเอกชน (private persons) มารวมตัวพบปะกันเพื่ออภิปรายหรือถกเถียงกันอย่างอิสรเสรี เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เป็นปัญหาสาธารณะ หรือผลประโยชน์สาธารณะ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อส่วนรวม แต่พอมาถึงปลายศตวรรษที่ 20 พื้นที่สาธารณะเช่นว่านี้ ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับการวิพากษ์และการอภิปรายอย่างมีเหตุผลอีกต่อไป (rational-critical debate) พื้นที่สาธารณะแบบจำลองเสรีนิยมดั้งเดิม มีไว้เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงสังคมกับรัฐ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ และเสนอแนะให้รัฐดำเนินนโยบายและมาตรการตามความต้องการและผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่บัดนี้พื้นที่สาธารณะได้ถูกรัฐยึดครองไปแล้ว (ดูการวิเคราะห์ในบทที่ 5 Habermas, 1989, p. 140-175)

 การขยายตัวของทุนนิยม รัฐสวัสดิการ และหนังสือพิมพ์/ วิทยุมีส่วนสำคัญทำให้พื้นที่สาธารณะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คุณภาพของการแสดงความคิดเห็นตกต่ำลง พื้นที่สาธารณะกลายเป็นเวทีของมวลชนผู้บริโภคข่าวสาร เป็นเวทีของการโฆษณาทุนนิยม เป็นเวทีของการประชาสัมพันธ์ของรัฐ แต่สิ่งที่หายไปคือ การวิพากษ์แบบ rational-critical debate

 ในบทความนี้ จะไม่เจาะลึกเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ของฮาเบอร์มาส (ซึ่งครอบคลุมพัฒนาการ 3 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี) แต่จะชี้ให้เห็นว่าฮาเบอร์มาสใช้กรณีประวัติศาสตร์ เพื่อชี้ให้เรามองเห็นแบบจำลองในอุดมคติ (ideal model) ของพื้นที่สาธารณะของชนชั้นกลาง (bourgeois public model)

ที่อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค และการอภิปรายแบบ rational-critical โดยพยายามแบ่งแยกอาณาเขตอย่างชัดเจนระหว่างรัฐ และประชาสังคม รวมทั้งระหว่างพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่เอกชน (ส่วนตัว) หลักการที่สำคัญที่สุดคือ ในพื้นที่สาธารณะมีการแลกเปลี่ยนวาทกรรมกันในเชิงวิพากษ์อย่างอิสรเสรี (critical public discourse) (Habermas, 1989)

 กล่าวโดยสรุป ฮาเบอร์มาสคิดว่าในยุคของเสรีนิยม (ศตวรรษที่ 18-19) critical public discourse เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่มาถึงวันนี้ liberal public sphere ได้ล่มสลายไปแล้ว ในยุคหลังเสรีนิยม (post-liberal age) เมื่อรัฐเสรีนิยมแปรสภาพเป็นรัฐสวัสดิการไปแล้ว พื้นที่สาธารณะทางการเมืองแบบอุดมคติ (ที่มีวาทกรรมสาธารณะเชิงวิพากษ์) ยังเป็นความจริงขึ้นมาได้หรือไม่ หรือกล่าวสั้นๆ ว่าในยุคนี้ ประชาธิปไตยแบบ deliberative democracy ในความหมายของฮาเบอร์มาสเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิด “พื้นที่สาธารณะ” ยังใช้ได้หรือไม่ และอินเทอร์เน็ตสามารถเป็นพื้นที่สาธารณะตามแบบจำลองของฮาเบอร์มาสได้หรือไม่

 

บทวิจารณ์แนวคิดพื้นที่สาธารณะของฮาเบอร์มาส

 

 ผลงาน The Structural Transformation ตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันครั้งแรกในปี 1962 และได้ใช้เวลาอีก 27 ปีจนกระทั่งมีฉบับคำแปลภาษาอังกฤษในปี 1989 หลังจากนั้นไม่นานจึงเริมมีการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิด public sphere กว้างขวางมากขึ้น ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากการสัมมนาเรื่อง “Habermas and the Public Sphere” (ในปี 1989 เพื่อฉลองการเปิดตัวของเล่มที่เป็นภาษาอังกฤษ) ในการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมเกือบ 30 คน จากสาขาวิชาต่างๆ อันเป็นการสอดคล้องกับความเป็นสหวิทยาการของฮาเบอร์มาส ซึ่งได้ทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามแบบฉบับของ rational-critical debate เวทีครั้งนั้นก็เปรียบเสมือนเวทีสำคัญของพื้นที่สาธารณะทางวิชาการ

 นักวิชาการที่ทำการวิพากษ์วิจารณ์ฮาเบอร์มาสได้อย่างทรงพลังเห็นจะเป็น Nancy Fraser ในบทวิเคราะห์ Rethinking the Public Sphere (ผลงานสัมมนาตีพิมพ์เป็นรูปเล่มให้ในปี 1992) Fraser กล่าวถึงความสำคัญของแนวคิดของฮาเบอร์มาสว่าทำไมในแบบจำลองของฮาเบอร์มาส พื้นที่สาธารณะจึงมีแต่กลุ่มชนที่ มีฐานะดี มีการศึกษาดี มีโอกาสชีวิตดีกว่าคนอื่นๆ กลุ่มชนอื่นๆ หายไหน ทำไมจึงถูกกีดกันออกไป ข้อสรุปคือ

ฮาเบอร์มาสไม่ได้เอ่ยถึงพื้นที่สาธารณะของกลุ่มคนชั้นล่างที่มีพื้นที่ของตนเอง ต่อต้าน และแข่งขันกับพื้นที่สาธารณะของชนชั้นกลาง (แนวคิดทางเลือก: competing counterpublics) อันประกอบไปด้วย กลุ่มชาวนาชาวไร่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กลุ่มอาชีพต่างๆ ฯลฯ (Fraser, 1992, p.116)

 Fraser ถามต่อไปว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงหายไปไหนในพื้นที่สาธารณะของฮาเบอร์มาส ทำไมผู้หญิงจึงถูกกีดกัน  Fraser ชี้ให้เห็นว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบัน “กลุ่มคนต่างๆ ที่หลากหลายในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง จะสร้างพื้นที่สาธารณะของตนเองที่มีลักษณะเป็น subaltern counterpublics เพื่อที่จะบอกว่าพวกตนมีเวทีแห่งวาทกรรมของตนเอง เสนอวาทกรรมต่อต้าน (counterdiscourse) วาทกรรมหลักของระบบ เพื่อแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ ผลประโยชน์และความต้องการของตนเอง” (Fraser, 1992, p.123)

 

 “พื้นที่สาธารณะเปรียบเสมือนเวทีละครของสังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง โดย ผ่านสื่อของการสนทนาพูดคุย เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมาอภิปรายถกเถียงกันอย่างอิสรเสรีเกี่ยวกับ เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นของส่วนรวม ดังนี้ จึงเป็นพื้นที่ที่เป็นสถาบันของการปฏิสัมพันธ์ทางด้านวาทกรรม  พื้นที่นี้แตกต่างกับพื้นที่ของรัฐ เป็นพื้นที่ของการผลิตวาทกรรมและการกระจายวาทกรรมที่มีลักษณะ เป็นการวิพากษ์รัฐ” (Fraser, 1992, p.110)

 

 มองจากแง่นี้แล้ว พื้นที่สาธารณะในแนวคิดของฮาเบอร์มาสไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจของความสัมพันธ์ทางตลาด แต่เป็นพื้นที่ของความสัมพันธ์ทางวาทกรรม เป็นเวทีละครเพื่ออภิปรายโต้เถียงกัน ไม่ใช่เพื่อการค้าขาย พื้นที่สาธารณะคือหลักการสำคัญของทฤษฎีวิพากษ์ และการปฏิบัติการทางการเมืองเรื่องประชาธิปไตย แต่แนวคิดของฮาเบอร์มาสก็ยังมีจุดอ่อนบางประการที่จำเป็นจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮาเบอร์มาสหยุดการวิเคราะห์อยู่แค่พื้นที่สาธารณะของยุคเสรีนิยมเท่านั้นเอง

 ในงานสัมมนาเดียวกัน (Habermas and the Public Sphere) นักวิเคราะห์บางคนก็กล่าวคำวิจารณ์ฮาเบอร์มาสในทำนองเดียวกันกับ Fraser โดยสรุปว่า ฮาเบอร์มาสไม่ได้มองความหลากหลายของพื้นที่สาธารณะ ซึ่งประกอบไปด้วยหลายพื้นที่ของคนกลุ่มต่างๆ ที่มีเครือข่ายของตนเอง มีภาษาของตนเอง มีอัตลักษณ์ของตนเอง มีความคิดแตกต่างและขัดแย้งกับรัฐ และชนชั้นกลางอย่างมาก ในการวิเคราะห์ฮาเบอร์มาส มองแต่พื้นที่สาธารณะของชนชั้นกลาง และสรุปว่าในประวัติศาสตร์ยุคนั้น มีเพียงพื้นที่เดียวกัน (Eley 1992, 116)

 สิ่งที่ Eley ต้องการย้ำก็คือ พื้นที่สาธารณะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความขัดแย้งทางความคิดตั้งแต่เริ่มต้นในศตวรรษที่ 18 แล้ว เพราะว่ามีหลายพื้นที่ที่แตกต่างกัน แข่งขันกัน ระหว่างกลุ่มคนและชนชั้นต่างๆ ที่เสนอแนวคิดและจุดยืนของตนเอง

 

การปรับทฤษฎีโดยฮาเบอร์มาส

 

 ในตอนสุดท้ายของการสัมมนาครั้งนั้น (Habermas and the Public Sphere) ฮาเบอร์มาสได้เสนอบทวิเคราะห์เพื่อตอบสนองต่อการวิพากษ์วิจารณ์ และได้เพิ่มเติมความคิดเห็นใหม่ๆ เกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะด้วย ใน Further Reflections on the Public Sphere ฮาเบอร์มาสเห็นด้วยกับแนวคิดใหม่ที่บอกว่า พื้นที่สาธารณะไม่ใช่มีพื้นที่เดียว โดยฮาเบอร์มาสได้พูดถึง the coexistence of competing public sphere ซึ่งมี 2 กรณีด้วยกัน (Habermas, 1992, p.425) :

 

- มีพื้นที่สาธารณะหลายพื้นที่ดำรงอยู่ แต่ไม่ค่อยมีบทบาท เพราะถูกครอบงำโดยพื้นที่หลักที่เรียกว่า hegemonic หรือ dominant public sphere (ของชนชั้นกลาง)

- นอกจากพื้นที่สาธารณะกระแสหลักแล้ว ยังมีพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ดำรงอยู่ที่ตั้งบนพื้นฐานของวัฒนธรรมของตนเอง หรือชนชั้นของตนเอง (subcultural or class-specific public sphere) และมีระบบการแลกเปลี่ยนสื่อสารของตนเอง มีวัฒนธรรมทางการเมืองและอัตตลักษณ์ของตนเอง เช่น พื้นที่สาธารณะของกลุ่มคนยากจนในชนบทและเมือง เป็นต้น

 

 ฮาเบอร์มาสใช้คำว่า “pluralization of the public sphere” อันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ไร้สิทธิไร้เสียง และต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นพัฒนาการที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ของ “politicization of public sphere” ในยุคเริ่มต้นของการขยายตัวของทุนนิยม และเครือข่ายการสื่อสารทางสาธารณะ (Habermas, 1991, p.424-427)

 ฮาเบอร์มาสเอ่ยถึงกระบวนกีดกัน หรือผลักดันให้คนบางกลุ่มออกไปจากกระแสหลักที่คอบงำสังคม (exclusion) เช่น กลุ่มสามัญชน ผู้ใช้แรงงานชาวนาชาวไร่ และผู้หญิงที่ถูกปฏิเสธจากวัฒนธรรมกระแสหลักของผู้ชาย สถานการณ์นี้ช่วยเร่งให้มีการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ และกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ในรูปแบบของการสร้าง counterproject ต่อต้านโลกของการครอบงำทางชนชั้น หรือการครอบงำจากข้างบนที่มีอำนาจเหนือกว่าการสร้างพื้นที่สาธารณะทางเลือก เป็นตัวอย่างหนึ่งของการต่อต้านนี้ (Habermas, 1992, p.427)

 เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของพื้นที่สาธารณะ (ทางการเมือง) ฮาเบอร์มาสกล่าวว่า พื้นที่สาธารณะจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความคิดของเราในการมองความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “สังคม” ถ้าเราคิดว่ารัฐควรทำทุกอย่างเบ็ดเสร็จ รัฐเป็นผู้ให้สวัสดิการสังคมอย่างรอบด้าน (แบบ welfare state) และรัฐเป็นผู้ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพ (ความเสมอภาค ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วม และการกำหนดตนเอง) สรุปแล้วเรายอมรับว่ารัฐรู้ดีว่านิติรัฐควรจะจัดการบ้านเมืองอย่างไรโดยไม่ต้องไปถามหรือปรึกษาใคร ถ้าหากเป็นเช่นนี้ แนวคิด “พื้นที่สาธารณะ” ก็ไม่มีความหมายทางการเมืองแต่อย่างใด (Habermas, 1992, p.345) พื้นที่สาธารณะจะเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการอภิปรายทางการเมือง แต่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแต่การบริโภคการบันเทิง หรือบริโภคข่าวการเมืองเท่านั้นเอง ดังที่กล่าวมาแล้วหลายครั้งว่า ในอุดมคติของฮาเบอร์มาส พื้นที่สาธารณะทางการเมือง คือพื้นที่ที่ผู้คนมาร่วมกันสร้างความคิดเห็นสาธารณะเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ควบคุมการทำงานของรัฐ และให้ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการบ้านเมือง

 นอกจากนี้ ฮาเบอร์มาสกล่าวเตือนเพิ่มเติมว่า พื้นที่สาธารณะไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนโดยการขยายตัวของอำนาจรัฐเท่านั้น พัฒนาการใหม่ๆ ไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนโดยการขยายตัวของอำนาจรัฐเท่านั้น พัฒนาการใหม่ๆ ของระบบสื่อสารมวลชนในยุคสังคมเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นที่สาธารณะได้ (Habermas, 1992)

 

 ความสำคัญของพื้นที่สาธารณะ

 

 กล่าวโดยสรุปแล้วในเชิงประวัติศาสตร์ ฮาเบอร์มาสถูกวิจารณ์ว่ามองภาพพื้นที่สาธารณะค่อนข้างง่ายไป ในยุคเสรีนิยมบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน มีการอภิปรายที่มีมาตรฐานสูง ความรู้ดี มีเหตุผล มีจิตใจที่วิพากษ์ แต่ในยุครัฐสวัสดิการ พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแต่การโฆษณาและการบันเทิง ความไม่สนใจเรื่องการเมือง และการปราศจากจิตใจที่วิพากษ์ ซึ่งดูเหมือนว่าฮาเบอร์มาสจะยกย่องว่าพื้นที่สาธารณะของชนชั้นกลางคือ อุดมคติ ที่เราควรใช้เป็นบรรทัดฐานในการประเมินพัฒนาการประวัติศาสตร์

 แม้ว่าในงาน The Structural Transformation จะมีจุดอ่อนหลายประการทางด้านการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ (ตามที่ได้สรุปไปแล้ว) เราควรจะมองว่า จุดมุ่งหมายหลักของฮาเบอร์มาส ไม่ได้อยู่ที่ประวัติศาสตร์ หากแต่อยู่ที่การเสนอแบบจำลองเชิงอุดมคติ (ideal model) เกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะที่ตั้งอยู่บนความเสมอภาค (egalitarian paradigm) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวาทกรรมกันอย่างอิสสระเสรีโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางสถานภาพของผู้คน สิ่งที่สำคัญคือ ฮาเบอร์มาสเสนอเครื่องมือสำหรับการวิพากษ์ (analytical tool) เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้เราสามารถตั้งคำถามได้ว่าในเชิงทฤษฎี “พื้นที่สาธารณะ” เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งเป็นยุคของวัฒนธรรมของสื่อสารมวลชนในสังคมเครือข่ายที่มีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อสำคัญของการสื่อสารระหว่างบุคคล

 (เนื่องจากหัวข้อวิทยานิพนธ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้นจะนำแนวคิด “พื้นที่สาธารณะ” ไปวิเคราะห์เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ ดังที่ปรากฏอยู่ในตอนสองของบทความนี้

 

ตอนที่ 2 พื้นที่สาธารณะทางการเมือง และเสรีภาพในการแสดงออกบนอินเทอร์เน็ต

 

 ฮาเบอร์มาสกับอินเทอร์เน็ต

 

 ในบทวิเคราะห์ “The Public Sphere” (ปรากฏใน Fisher Lexicon, State and Politics, 1964) ฮาเบอร์มาสกล่าวถึง “สื่อ” ที่สำคัญในยุคนั้น:

 

 “Today newspaper and magazines, radio and television are the media of the public sphere.”  (Habermas, 1964)[3]

 

  ในยุคปัจจุบัน ฮาเบอร์มาสก็ไม่ได้กล่าวถึงอินเทอร์เน็ต หรือปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตแต่อย่างใด แต่พูดถึงอย่างสั้นๆ เกี่ยวกับ subversive effect (ผลกระทบในลักษณะบ่อนทำลาย ที่อินเทอร์เน็ตมีต่อชีวิตภูมิปัญญา ในปาฐกถาเมื่อเร็วๆ นี้)[4] อย่างไรก็ตาม ในวงการนักวิเคราะห์เชิงทฤษฎีของอินเทอร์เน็ต หลายฝ่ายมีข้อสรุปว่า แนวคิดทฤษฎีของฮาเบอร์มาสหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พื้นที่สาธารณะ” และ “จริยศาสตร์ทางวาทกรรม” (discourse ethics) สามารถเป็นพื้นฐานในการสร้างอินเทอรืเน็ตให้เป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างอิสรเสรีได้

 ในผลงาน Moral Consciousness and Communicative Action (1990) บทที่เกี่ยวกับเรื่องจริยศาสตร์ทางวาทกรรม ฮาเบอร์มาสได้นำเสนอว่า ถ้าเราต้องการระบบการสื่อสารที่ไม่มีบิดเบือน (undistorted communication) เราก็ต้องมีสถานการณ์ทางภาษาอันเป็นอุดมคติ (ideal speech situation) นั่นคือ ในระบบของการสื่อสาร ผู้คนที่มีส่วนร่วมในระบบนี้จะร่วมกันสร้างบรรทัดฐานหรือ “กฎ” ของการอภิปรายอย่างอิสรเสรี ด้วยวิธีการนี้ผู้เข้าร่วมวาทกรรมจะใช้การโต้แย้งกันอย่างมีเหตุผล จนสามารถทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และบรรลุข้อสรุป/ข้อตกลงร่วมกันที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทุกคน และเป็นที่ยอมรับของทุกคน (consensus)

 ตามแนวคิดของฮาเบอร์มาส “กฎของวาทกรรมในภาคปฏิบัติ” (practical discourse) ที่สำคัญๆ มีดังนี้ (Habermas, 1990, p. 89)

 

1. ทุกๆ คนสามารถเข้าร่วมในการปฏิบัติวาทกรรมได้ (ไม่มีการกีดกันทางสถานภาพ)

2. ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้ โดย

2.1 ทุกคนสามารถโต้แย้งความคิดเห็นใดๆ ที่ถูกเสนอได้

2.2 ทุกคนสามารถนำเสนอความคิดเห็นของตนเข้าสู่เวทีวาทกรรมได้

2.3 ทุกคนสามารถแสดงออกซึ่งทัศนคติ ความปรารถนา และความต้องการของตนได้

3. อำนาจใดๆ ไม่ว่าจะมาจากข้างในหรือข้างนอก ไม่อาจปิดกั้นผู้พูด และสิทธิของเขาในข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3 ได้ เป็นอิสรเสรีจากการถูกจำกัด (freedom from external constraints)

 

มองทางด้านทฤษฎี กฎของการปฏิบัติทางวาทกรรมเหล่านี้มีทางที่จะเป็นไปได้ในเวทีของอินเทอร์เน็ต จึงกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตมีศักยภาพพอที่จะเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ได้

นอกจากนี้ เมื่อมองจากมิติของเทคโนโลยีแล้ว อินเทอร์เน็ตเป็นระบบการสื่อสารแบบ many to many medium กล่าวคือ คนธรรมดาทั่วไปเข้าถึงได้ และสามารถถกเถียง/ อภิปรายปัญหาสาธารณะได้อย่างอิสรเสรี ไม่มีการจำกัด/ปิดกั้น เป็นเวทีที่ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก และเสนอความเห็นของตนได้ ซึ่งสอดคล้องกับนิยามพื้นที่สาธารณะ และหลักการ discourse ethics ของฮาเบอร์มาสตามที่วิเคราะห์ไว้แล้วข้างต้นนี้

 

ข้อจำกัดทางเทคนิค

 

 หลักการของฮาเบอร์มาสอาจพบกับข้อขำกัดบางอย่างทางเทคนิคของการควบคุมอินเทอร์เน็ต ในระบบอินเทอร์เน็ตปัจจุบันซึ่งควบคุมโดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP) รัฐอาจใช้วิธีการในการปิดกั้น (Blocking) ตรวจสอบ (Censoring) ได้ โดยเข้าไปควบคุม/แทรกแซงโดยตรงกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่อาจควบคุมแบบเบ็ดเสร็จได้ เนื่องจากลักษณะธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตเป็นการกระจายอำนาจ ข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตสามารถแพร่กระจายได้อย่างไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น พัฒนาการใหม่ๆ ที่ใช้ระบบเครือข่ายแบบไร้สาย หรือ wireless mesh networking[5] ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถติดต่อกันโดยตรงได้โดยไม่ต้องผ่านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (โปรดดูภาพประกอบ) ดังนั้นโอกาสที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซง หรือตรวจสอบจึงมีน้อยมากในระบบแบบใหม่

 



[1] ดูข้อเขียนของฮาเบอร์มาสเกี่ยวกับคำนิยาม public sphere ในภาคผนวกท้ายบทความนี้)

[2] หมายเหตุ : ในภาษาเยอรมัน ฮาเบอร์มาสใช้คำว่า “die Offentliechkeit” คำแปลในฉบับภาษาอังกฤษ โดยความเห็นชอบของผู้เขียน คือ The Public Sphere นักวิชาการบางคนใช้สลับกับคำว่า public space เช่น Models of Public Space โดย Benhabib (1992).

 ในบทความนี้ ขอใช้คำว่า “พื้นที่สาธารณะ” ไม่ว่าเป็น sphere/ space ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่ พื้นที่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงด้านกายภาพ เช่น สวนสาธารณะ หากแต่หมายถึง พื้นที่ทางความคิดหรือพื้นที่จินตนาการ

[3] ดูภาคผนวกที่ 1 ท้ายบทความนี้

[4] ดูภาคผนวกที่ 2 ท้ายบทความนี้

[5] Wireless Mesh Networking เป็นโครงสร้างของเครือข่ายระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ในระบบเครือข่าย  เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยีเครือข่ายแบบใหม่เกิดขึ้นมา ที่เรียกว่าเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless) จะใช้คลื่นวิทยุในการรับส่งข้อมูล จึงทำให้แตกต่างกันออกไป และโครงสร้างแบบนี้ได้แบ่งเป็น 2 แบบ คือ Peer-to-Peer และ Client Server นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือหรือ Cellular Network ซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบโครงสร้างแบบไร้สายดังกล่าวด้วย

J. Gordon (2004) ทำการวิเคราะห์มิติทางเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังอินเทอร์เน็ตอย่างละเอียด ได้สรุปว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยทำให้พื้นที่สาธารณะมีชีวิตชีวาขึ้นมา โดยการสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิด ideal speech situation ที่ฮาเบอร์มาสคิดไว้ในเชิงอุดมคติ นอกจากนี้เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมีการพัฒนากันอยู่จะช่วยให้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่กระจายอำนาจมากขึ้น (decentralized)

 แต่ “พื้นที่สาธารณะ” เช่นนี้ จะเป็นเวทีสำหรับการบันเทิง หรือสำหรับการอภิปรายทางการเมือง หรือสำหรับการโฆษณาทุนนิยม หรือประชาสัมพันธ์ของรัฐนั้นยังเป็นสิ่งที่น่าสงสัยอยู่ เนื่องจากในคำนิยามของฮาเบอร์มาส ลักษณะเด่นของพื้นที่สาธารณะ คือการอภิปรายที่ใช้หลักการของเหตุผลแบบวิพากษ์ (rational critical debate) ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะทางการเมืองจะต้องมีหลักเพิ่มขึ้นอีก คือการวิพากษ์ และการควบคุมการทำงานของรัฐ

 

ความหลากหลายของอินเทอร์เน็ต

 

 ในแนวคิดของกลุ่มที่นิยม Cyberutopia อินเทอร์เน็ตน่าจะเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ได้ตามแบบจำลองของฮาเบอร์มาส แต่ก็มีบางคนคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน สถานภาพแบบใดก็ตาม แต่ดูให้ลึกแล้วในความเป็นเป็นจริง อินเทอร์เน็ตอาจไม่ใช่เป็นเวทีที่มีการอภิปรายอย่างมีเหตุผล (rational critical debate) ซึ่งเป็นหลักการข้อหนึ่งของพื้นที่สาธารณะแบบฮาเบอร์มาส นอกจากนั้นก็เป็นการยากด้วยที่จะมีการบรรลุข้อสรุปร่วมกัน (แบบ consensus) เนื่องจากบนอินเทอร์เน็ตมีผู้เข้าร่วมเวทีมีมากมาย ทำให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลาย และเราไม่สามารถรู้แน่ชัดว่าใครเป็นใคร

 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นการยากที่จะสร้างชุมชนการเมืองที่มีเสถียรภาพได้ในอินเทอร์เน็ต ดังที่ฮาเบอร์มาสกล่าวว่าอินเทอร์เน็ตมีผลกระทบในการเป็นบ่อนทำลายวิถีคิดแบบปัญญาชน เพราะมีข้อมูลข่าวสารแบบกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ไร้ระบบ ไร้เสถียรภาพ จึงไม่รู้ว่าจุดศูนย์กลางทางความคิดอยู่ที่ไหน[*]

 บางทีเราอาจจะต้องพูดว่า อินเทอร์เน็ตเป็น “พื้นที่สาธารณะ” แน่นอน แต่ไม่ใช่ในความหมายของฮาเบอร์มาส แต่อาจเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีการต่อสู้กันทางความคิด มีพื้นที่สาธารณะหลายๆ พื้นที่ต่างช่วงชิงกันเพื่อความเป็นใหญ่ (hegemony) ในพื้นที่สาธารณะนี้ “ผลประโยชน์สาธารณะ” ของผู้อื่น อาจไม่ใช่ “ผลประโยชน์สาธารณะ” ของเรา ดังนั้น ตามความคิดของ Fraser อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่สาธารณะในที่นี้จึงมีหลากหลาย และเราก็พบความหลากหลายนี้บนอินเทอร์เน็ต

 ใน Further Reflections on the Public Sphere (1992) ฮาเบอร์มาสเขียนถึง “ประชาสังคม และพื้นที่สาธารณะทางการเมือง” โดยมีมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม (ปี 1962) เขากล่าวว่า สังคมยุคปัจจุบัน แกนนำของประชาสังคมจะประกอบไปด้วย กลุ่มของประชาชนต่างๆ ที่อยู่นอกการควบคุมของอำนาจรัฐและทุนนิยม เช่น วัด สมาคม วัฒนธรรม กลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัย สื่ออิสระ สโมสรกีฬา/ท่องเที่ยว สมาคมที่ชอบอภิปรายการเมือง กลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวโดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจน คือเพื่อสร้างความเสมอภาคและเสรีภาพให้แก่ประชาสังคม และเพื่อแปรสภาพให้รัฐเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (democratization of the state) นับว่าฮาเบอร์มาสได้นำมิติของความหลากหลายเข้ามาในพื้นที่สาธารณะตามที่ได้รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์มา (Habermas, 1992, p.453-454)

 แต่สิ่งที่น่าวิตก คือปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า “กระบวนการที่ทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นสินค้า” (commodification of the public sphere) ฮาเบอร์มาสกล่าวว่า เมื่อทุนนิยมเริ่มขยายตัว พื้นที่สาธารณะก็แปรเปลี่ยนไป สื่อหลายๆ อย่างกลายเป็นเครื่องมือให้ผู้คนนิยมชมชอบในทุนนิยม แทนที่จะเป็นสื่อและเวทีเพื่อการอภิปรายทางสาธารณะ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในยุคทุนนิยมสื่อมวลชนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมไปแล้ว (Habermas, 1989)

 ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในสังคมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเช่นกัน เนื้อหาของสื่อเช่นอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสินค้า สังคมลิทธิบริโภคนิยมกำลังกำหนดบรรทัดฐานสำหรับพฤติกรรมทั่วไปของคน รวมทั้งพฤติกรรมการเมืองด้วย ด้วยเหตุนี้ วาทกรรมในความหมายของฮาเบอร์มาส (rational-critical debate) กำลังจะลดน้อยถอยลงไป เหลือแต่การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ อินเทอร์เน็ตลายเป็นสื่อเพื่อสร้างความเชื่อใหม่ในลัทธิบริโภคนิยม ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นระบบที่แสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชน หากแต่กลายเป็นระบอบของการเสนอทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค

 

พื้นที่สาธารณะ ประชาธิปไตย และอินเทอร์เน็ต

 

 ฮาเบอร์มาสนับว่าเป็นนักทฤษฎีรุ่นแรกที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการดำรงอยู่ของพื้นที่สาธารณะ กับรากฐานของสังคมประชาธิปไตย “ความคิดเห็นสาธารณะ” จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนมาพบปะกันในเวทีสาธารณะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างอิสรเสรี มีเหตุผล และมีจิตใจที่วิพากษ์ต่อการทำ

งานของรัฐ นี่คือรูปแบบที่สำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย (Habermas, 1989) แต่เราต้องนึกถึงแนวโน้มที่อันตรายด้วย พื้นที่สาธารณะอาจถูกอำนาจที่ซ่อนเร้น ลุกล้ำเข้ามาครอบงำและครอบครอง (colonization of public sphere) การอภิปรายอย่างเสรีหายไป กลายเป็นการสร้างภาพทางการเมือง หรือการโฆษณาทางการเมือง (political advertising หรือ image management) พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่โฆษณา หลักการ ความจริง และความมีเหตุผลไม่มีอีกต่อไป

 ในยุคนี้ การใช้สิทธิเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตอาจต้องประสบกับข้อจำกัด ดังที่ฮาเบอร์มาสได้ชี้ให้เห็นในสังคมยุคก่อนที่จะมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อำนาจรัฐมีแนวโน้มที่จะเข้ามายึดครองพื้นที่สาธารณะได้เสมอ (Habermas, 1989)

 เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยและอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตมีศักยภาพพอที่จะช่วยสร้างประชาธิปไตยได้ เพราะเราอาจใช้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่สำหรับการกระจายข้อมูลข่าวสาร ในขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ตก็เป็นพื้นที่สำหรับการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น และประการสุดท้าย เราอาจใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวทีเพื่อการสนทนาและเสวนาทางการเมือง (Ulrich, 2004)

 อย่างไรก็ตาม การมองอินเทอร์เน็ตในลักษณะนี้ก็คล้ายๆ กับแนวความคิดของฮาเบอร์มาสที่มองสื่อในพื้นที่สาธารณะแคบๆ คือเน้นแต่มิติทางวาทกรรม กล่าวคือ ถ้ามีการแลกเปลี่ยนกันทางภาษาอย่างอิสรเสรีแล้ว ก็ถือได้ว่ามีส่วนร่วมทางการเมืองเกิดขึ้นแล้ว

 ในบทวิเคราะห์ Habermas, the Public Sphere, and Democracy มีการวิจารณ์ว่า ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) มีความหมายว่า ประชาชนต้องได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวาง ประชาชนต้องสามารถอภิปรายโต้แย้งได้ รวมทั้งประชาชนต้องสามารถจัดตั้งและเคลื่อนไหวในฐานะที่เป็นพลังประชาธิปไตยเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การวิเคราะห์ของฮาเบอร์มาสไม่ได้เห็นถึงความสำคัญของสื่อในด้านการศึกษาและการปลุกจิตสำนึกประชาชนให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อคานอำนาจ/ โต้แย้งอำนาจที่มาจากข้างบน ฮาเบอร์มาสเน้นแต่เรื่องกระบวนการสร้างเหตุผล และการมีความคิดเห็นร่วมกันเท่านั้น (rational argument and consensus) (D. Kellner, ไม่ปรากฎปี)

 มองในแง่นี้แล้ว พื้นที่สาธารณะทางการเมือง ไม่ใช่เป็นพื้นที่สำหรับการเสวนาเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่ของการจัดองค์กรทางการเมือง เพื่อการต่อสู้ และเพื่อการเปลี่ยนแปลงสื่อและเทคโนโลยีใหม่ เช่น อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่สาธารณะใหม่ที่ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวสังคมแนวใหม่ (new social movements) และเปิดโอกาสให้กลุ่มพลังที่ต่อค้านอำนาจรัฐได้ใช้เพื่อให้การศึกษาแก่มวลชน และกระตุ้นให้มวลชนรวมตัวกันเพื่อสร้างสังคมการเมืองแบบใหม่ขึ้นมา ศักยภาพของอินเทอร์เน็ตแบบนี้ไม่อยู่ในการวิเคราะห์ของฮาเบอร์มาสเลย มีการวิเคราะห์พื้นที่สาธารณะที่ผ่านมา ฮาเบอร์มาสก็ไม่ได้ให้ความสนใจแก่เรื่องการเคลื่อนไหวสังคมเท่าใดนัก (Calhoun, 1992, p.37)

 

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกบนอินเทอร์เน็ต

 

 พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้าง ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ได้ ไม่ว่าเป็นกลุ่มไหน ไม่ว่าอุดมการณ์ซ้ายขวาหรือกลางๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ทั้งนั้น อินเทอร์เน็ตอาจมีบทบาทส่งเสริมประชาธิปไตย หรือส่งเสริมระบอบเผด็จการก็ได้ ในประเทศที่มีการปกครองในระบอบอำนาจนิยม ด้านหนึ่งก็มีความหวังกันว่า อินเทอร์เน็ตจะช่วยขยายพื้นที่สาธารณะให้เดินทางไปสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น ความแข็งแกร่งของอำนาจนิยมจะถูกสั่นคลอนโดยอินเทอร์เน็ต และอีกด้านก็มีความหวาดกลัวกันมากขึ้นว่า อินเทอร์เน็ตจะถูกควบคุมโดยชนชั้นผู้ปกครองอันเป็นการทำให้อำนาจนิยมยิ่งมีเสถียรภาพ (Lewis, 2005)

 กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือประเทศจีน ซึ่งพัฒนาการในประเทศจีนล่าสุด บ่งชัดว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือเพื่อการควบคุมทางการเมือง และมีการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน รัฐบาลจีน และบริษัทอินเทอร์เน็ตต่างๆ ที่มาจากตะวันตก

 ในปี 2005-2006 นี้ ประเทศจีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 100 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับว่าจีนอยู่ในอันดับ 2 ของโลกอินเทอร์เน็ต นองจากประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจัยของการขยายตัว คือการเร่งรัดพัฒนาไปสู่สังคมยุคสารสนเทศ พร้อมๆ กับการสร้างกลไกเพื่อการโฆษณาทางการเมือง โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้ควบคุมเนื้อหาของเว็บไซท์ต่างๆ จีนกำลังพยายามที่จะก่อให้เกิด “ความสมดุล” ทางด้านเทคโนโลยีและการเมือง ด้านหนึ่งก็อยากจะเปิดกว้างทางเทคโนโลยี/เศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องการควบคุมพลังการเมืองประชาธิปไตย “ที่อันตราย” นอกจากเทคโนโลยีควบคุมอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังมี “ตำรวจอินเทอร์เน็ต” พร้อมกองกำลัง 40,000 คน คอยเฝ้าดู 24 ชั่วโมงด้วย (Navarria, 2006)

 บริษัทอินเทอร์เน็ต อย่างเช่น Yahoo, Google, MSN และ E-bay เป็นต้น ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับทางการจีน เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ขยายตัวเร็ว เหมาะแก่การลงทุนกำไรสูง บริษัทเหล่านี้ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทางการจีน ในการช่วยทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่ให้มีใครวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และนโยบายของรัฐบาล และไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มใดเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสังคม บางครั้งบริษัทอย่าง Yahoo ก็เปิดเผยข้อมูลให้สำนักอัยการจีนได้รับรู้เกี่ยวกับ email address ที่มีการส่งข่าวสารการเมืองแพร่กระจายไป (Navarria, 2006)

 มองจากกรณีของจีนแล้ว เราต้องยอมรับว่า อินเทอร์เน็ตไม่ใช่เป็น “พื้นที่สาธารณะ” ตามแบบจำลองของฮาเบอร์มาส หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่เพื่อการควบคุมทางอำนาจ (new infrastructure of power domination) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าทางการต้องการรักษาระบอบอำนาจนิยมต่อไปให้ยากนาน หรืออาจเป็นเพราะว่าความชอบธรรมใกล้จะหมดแล้ว จึงต้องใช้อินเทอร์เน็ตโฆษณาทางการเมืองให้มากขึ้น และใช้ระบบการตรวจสอบ (Censorship) ให้เข้มงวดมากขึ้นเพื่อจำกัด/ปิดกั้นปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเบ็ดเสร็จ

 แต่ไม่ว่าจะมีการควบคุมหนาแน่นแค่ไหนก็ตาม ระบบการรักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ หรือ

(Firewall)[†] ก็ย่อมมีช่องโหว่เสมอ และพร้อมที่จะให้มีการบุกรุก (Hacking) เข้าไปในระบบการตรวจสอบทางการเมืองได้อย่างตลอดเวลา หากมองในแง่นี้แล้ว อินเทอร์เน็ตก็คือพื้นที่ของการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับฝ่ายประชาสังคมนั่นเอง

 สำหรับปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตจะมีการวิเคราะห์ต่อไปในบทอื่นๆ ของวิทยานิพนธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการควบคุมอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Regulation ในมิติทางกฎหมายมิติทางจริยธรรม ซึ่งเกี่ยวกับมาตรการควบคุมอินเทอร์เน็ตในกลุ่มประเทศต่างๆ

 

บทสรุป

 

แม้ว่าแนวคิด “พื้นที่สาธารณะ” (Public Sphere) ของฮาเบอร์มาส จะมีปัญหาและจุดอ่อนบางประการ แต่แนวคิดนี้ก็ได้รับการต้อนรับจากวงวิชาการสังคมศาสตร์หลายแขนง และหลายเป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุดแนวคิดหนึ่งในการวิเคราะห์แบบสหวิทยาการ ความสำคัญของ “พื้นที่สาธารณะ” ในฐานะที่เป็น theoretical concept อยู่ที่จุดหนัก 4 ประการ (Benhabib, 1992, p. 90-94)

1. พื้นที่สาธารณะ เป็นตัวเชื่อมที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย (แบบ deliberative democracy หรือ deliberative politics) ระหว่างรัฐกับประชาสังคม 

ถ้าไม่มีสื่อเชื่อมโยงแบบนี้แล้ว รัฐก็จะอยู่ในฐานะที่ครอบงำประชาสังคม กลายเป็นอำนาจนิยม ใน แนวคิดนี้ ฮาเบอร์มาสจะให้ความสำคัญแค่เรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องอื่นๆ พื้นที่สาธารณะก็คือ  political public sphere นั่นเอง

2. พื้นที่สาธารณะของฮาเบอร์มาสมีลักษณะเด่นทางด้านวาทกรรม เป็นแบบจำลองทางวาทกรรม เกี่ยวกับการสร้างเจตจำนงและความคิดเห็นทางการเมือง (discursive model of opinion-and will  formation) เป็นแบบจำลองที่เน้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการตัดสินใจทางการเมือง โดย ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนการสื่อสารระหว่างกลุ่มคนต่างๆ (วาทกรรมภาคปฏิบัติ practical  discourse)

3. พื้นที่สาธารณะของฮาเบอร์มาสเน้นหลักการที่เรียกว่า egalitarian reciprocity ผู้เข้าร่วมในพื้นที่สาธารณะจะต้องมีความเสมอภาคกันในหลายๆ เรื่อง :

- การริเริ่ม และดำเนินการแลกเปลี่ยนสื่อสารกัน

- การเสนอแนะ การเสนอข้อโต้แย้ง การอธิบายเหตุผล

- การมีโอกาสที่จะระบายอารมณ์ความรู้สึกความต้องการ

- การตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจที่อาจปิดกั้นการแสดงออกซึ่งความคิดที่เสรี ในพื้นที่

  นี้นับว่า เรามีสถานการณ์ที่ทุกคนเท่าเทียมกันในการแสดงออกอย่างอิสรเสรี

4. พื้นที่สาธารณะของฮาเบอร์มาสเป็นแบบจำลองที่เน้นหลักการ “วิพากษ์” (critical model of public sphere and public discourse) แบบจำลองนี้เน้นความขัดแย้งและการต่อสู้ของ 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ต้องการกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างจากข้างบน และฝ่ายที่ต้องการทำทุกอย่างให้รูปแบบเนื้อหาของสาธารณะ นั่นคือการนำเอาเรื่อง/ปัญหาต่างๆ มาอภิปรายกัน โต้แย้งกัน ปฏิบัติการกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีจริยธรรม (model-practical transformation)

 

 กล่าวโดยสรุปแล้ว พื้นที่สาธารณะทางการเมือง ก็คือ การปฏิบัติการสร้างพลังอำนาจให้แก่ประชาสังคม เพื่อต่อต้าน/คัดค้าน “วาทกรรม” (discourse of power) ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่อยู่ในกระแสของการเคลื่อนไหวสังคมแนวใหม่นั่นเอง

 ส่วนอินเทอร์เน็ตจะเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ตามความหมายของฮาเบอร์มาสได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพลังของภาคประชาสังคมเท่านั้น ฮาเบอร์มาสเคยกล่าวว่า ถ้าเขาต้องมาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของพื้นที่สาธารณะในสังคมยุคอินเทอร์เน็ต เขาไม่แน่ใจว่า ภาพที่ปรากฏจะมืดมนมากน้อยแค่ไหน (Habermas, 1992, p.457)

 
 


[*] ดูภาคผนวกที่ 2 ท้ายบทความนี้

[†] Firewall คือ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่องค์กรต่างๆมีไว้เพื่อป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในของตนจากอันตรายที่มาจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายนอก เช่น ผู้บุกรุก หรือ Hacker Firewall จะอนุญาตให้เฉพาะข้อมูลที่มีคุณลักษณะตรงกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ผ่านเข้าออกระบบเครือข่ายภายในเท่านั้น อย่างไรก็ดี Firewall นั้นไม่สามารถป้องกันอันตรายที่มาจากอินเทอร์เน็ตได้ทุกรูปแบบ ไวรัสก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถรับรองได้ว่าความปลอดภัยหรือความลับของข้อมูลจะมีอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าจะมีการใช้ Firewall แล้วก็ตาม


ภาคผนวกที่ 2 คำพูดของฮาเบอร์มาส เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

 

 J. Habermas recently won the Bruno Kreisky Prized for the advancement of human rights. This is the excerpt of his acceptance speech:

 

 “Use of the Internet has both broadened and fragmented the contexts of communication. This is why  the Internet can have a subversive effect in intellectual life in authoritarian regimes…The prize we  pay for the growth in egalitarianism offered by the internet is the decentralize access to unedited  stories. In this medium, constitutions by intellectuals lose their power to create a focus.”

(http://andrewhammel.typepad.com/german_joys/2006/04/famous_intellec.html#more).




โดย น.นันท์นภัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net