วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่ฮ่องสอน อ่อนละมุน 5: ปางอุ๋ง คืนที่ดาวเต็มฟ้า แล้วดวงตาก็เต็มฝัน


เคยสงสัยหลายหน ว่าทำไมบรรดาศิลปินทั้งหลาย ทั้งนักเขียน จิตรกร นักดนตรี ฯลฯ หลายๆ คน จึงโปรดปรานการเดินทาง และก็มีจำนวนไม่น้อยที่ชอบปลีกวิเวกไปอยู่ในสถานที่ที่สงบ งดงาม อันตรึงตราด้วยเสน่ห์แห่งวิถีและชีวิตธรรมชาติ การเดินทางมาเยือนแม่ฮ่องสอนคราวนี้ ฉันได้พบกับคำตอบแบบเต็มๆ ก็บรรยากาศที่เรียบง่าย แต่ทว่าแสนงดงามเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้คนธรรมดาๆ ที่ชินชาอยู่กับวังวนของชีวิตเมืองและงานหนักอย่างเรา ได้ผ่อนพัก แล้วดึงประสบการณ์และจินตนาการ มาสานต่อเป็นเรื่องราวสนุกๆ สร้างเป็นเสียงหัวเราะเล็กๆ เจือปนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเสียงหรีดเรไรที่กล่อมเบาๆ กลางไพร …ในยามค่ำคืน

คืนที่สามของการเดินทางซึ่งเป็นคืนที่สองในแม่ฮ่องสอนและคืนแรกที่หมู่บ้านรวมไทย เราได้สัมผัสอากาศที่เย็นฉ่ำและสะอาดชื้นอย่างชัดเจนที่สุด อากาศแบบนี้ กับการนอนหลับหรือนอนเล่นสบายๆ ภายใต้ผ้าห่มอุ่นๆ เป็นสุดยอดความปรารถนาของใครหลายๆ คน รวมทั้งฉัน พวกเรานักเดินทาง นอนกันคนละฟาก คั่นด้วยทางเดินเล็กๆ ในบ้านที่ทอดยาวไปถึงประตู ซึ่งประตูนี้เอง ที่เราไม่ยอมปิดเลย แม้ลมจากภายนอกจะพัดฉิวๆ ทำให้รู้สึกหนาวมากขึ้นก็ตาม ที่ประตูนี้…ในเวลากลางวัน เราสามารถมองออกไป เห็นเป็นทางเดินสั้นๆ มีถนนตัดผ่านเล็กๆ ติดกับสายน้ำผืนกว้าง และแนวภูเขาที่โอบล้อม ก่อนจะจบภาพสุดท้ายของสายตา ที่ผืนฟ้าสีฟ้าจริงๆ และที่ประตูนี้อีกเช่นกัน ยามกลางคืน ที่มีแสงตะเกียงวอมแวมในลำไผ่ เมื่อเรามองออกไปเบื้องนอก ก็จะมีดวงดาวอยู่พราวฟ้า ส่วนสายน้ำและขุนเขา เรามองเห็นได้เป็นเพียงเงาลางๆ



พวกเรานอนคุยกันด้วยเรื่องทั่วๆ ไป ทั้งเรื่องเมืองเรื่องป่า (แฟนฟุตบอลมีบ่นคิดถึงแมตช์สำคัญที่ต้องพลาดไปนิดหน่อย…ก็ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้นี่นา ชาวบ้านเขาบอกว่า ถ้ามีไฟ ป่าก็จะหายไปเยอะ…อื้ม) สักพัก ก็ได้ยินเสียงนักเดินทางอีกกลุ่ม คงจะราวๆ สิบคน มาพร้อมกับการก่อกองไฟ เสียงกีตาร์และบาร์บิคิว ตัดสินใจไม่ไปร่วมแจม แต่นอนเล่นเย็นๆ ใจน่าจะไฉไลกว่า สักพักก็นึกขึ้นได้ว่าเราต้องใช้โอกาสดีๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการตีซี้กับพลทหารสมชาติซะหน่ยอแล้ว ก็เมื่อตอนเย็นที่เขามาช่วยจุดตะเกียงในลำไม้ไผ่ตลอดทางเดินให้ ฉันขอเขาไว้ ว่า ถ้าไม่มีแขกมาพักมากนัก ขอสิทธิ์ไปนอนในเรือนไม้ขัดแตะหลังข้างๆ ซักคืน ซึ่งเขาก็ยินดี (ฉันรู้สึกว่า เป็นความยินดีที่ออกมาจากหัวใจเขาจริงๆ ซะด้วยสิ)

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปนอนเรือนฝาขัดแตะ เราควรจะไปดูดาวที่พราวฟ้าให้จุใจก่อน “จริงๆ พระอาทิตย์ก็ขึ้น ก็ตกทุกวัน พอๆ กับที่บนฟ้าก็มีดาวไม่เคยขาด แต่เวลาและโอกาสเท่านั้น ที่เราไม่เคยมี”… ธีเปรย (เป็นคำคม) กับสายลม เป็นความจริงที่น่าเศร้า ชีวิต การดิ้นรน งานหนัก และ ความรีบเร่ง ทำให้เรามองข้ามความงามเล็กๆ ที่มีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้เชียวหรือ?…



สองเท้า พาเราเดินมาตามทาง ไกลจากกลุ่มนักร้องบนดอยและแคมป์ไฟของต่างชาติกลุ่มเล็กๆ น้ำค้างพรมมาตั้งแต่หัวค่ำ ทำให้ยอดหญ้าของยอดดอยชุ่มชื่นด้วยละอองน้ำเล็กๆ มองดาวบนฟ้า ที่ธีเล่าว่า ตามความรู้ทางดาราศาสตร์และหลักการของการเดินทางของแสง ดาวที่เราเห็นล้วนเป็นอดีตทั้งสิ้น…เราเห็นช้ากว่าของจริง แต่แม้จะเป็นความงามของอดีต แสงระยิบๆ ที่กระจ่างตา ณ ฟากฟ้า ก็งดงามเหลือใจ คำว่า “ดาว” กับคำว่า “เดือน” สำหรับพวกเรา ฟังทีไรๆ ก็เพราะทุกที สั้นๆ แต่ทว่างดงามและเปี่ยมความหมาย…มองดาวบนฟ้า จินตนาการแห่งฝันก็ล่องลอย…

ธีตาดีอีกเช่นเคย เขาเห็นและชวนให้ฉันเห็นตาม กับสัตว์ที่มีแสงสวยในยามค่ำคืน นานเท่าไรแล้วนะ ที่ฉันไม่ได้เห็นหิ่งห้อยและแสงรังเรือง…จริงๆ ก็ไม่นานเท่าไหร่หรอก เพราะจำได้คับคล้ายคับคลาว่า คืนที่กลับจากดอยอินทนนท์เมื่อหน้าหน้าฝน ช่วงวันเกิด…คราวนั้น หิ่งห้อยตัวน้อยๆ ได้พาแสงสวยๆ มาทักทายเรานิดหน่อย อย่างไรก็ตาม แม้จะทิ้งช่วงเวลาแห่งการมองเห็นไม่นานนัก แต่เห็นหิ่งห้อยทีไร ฉันก็รู้สึกว่าความอบอุ่นได้เข้ามาอาบหัวใจ ทีนั้น…

ดูดาวฉ่ำใจ ก็ทำการอพยพไปนอนที่เรือนฝาขัดแตะ เสียงเพลงนักเดินทางกลุ่มเพื่อนบ้านลอยแว่วแผ่วๆ มากับสายลม บทสนทนาแห่งจินตนาการ เรื่องสนุกๆ ในวัยเยาว์ และความคิด-ความฝันที่หลากหลาย ถูกแบ่งปันบรรยายไม่รู้เบื่อ…แต่ความอ่อนล้าจากการเดินทางก็ทำให้เราหลับใหลไปในที่สุด…หลับอิ่ม และหลับอุ่น เพื่อจะตื่นขึ้นมา สวัสดีกับท้องฟ้าแห่งกลุ่มชนชาวไทยใหญ่ ณ หมู่บ้านรวมไทยแห่งนี้อีกครั้ง…ในวันพรุ่ง



สวิสเซอร์แลนด์-ป่าสน หงส์ และ เขียดแรว

เสียงไก่ป่าขันมาปลุก ให้นักเดินทางต้องลุกกันแต่เช้ามืด ใช้ชีวิตในป่าในเขา เรากลายเป็นคนนอนหัวค่ำและตื่นเช้าไปโดยปริยาย อากาศเย็นสบายน่านอนต่อเหลือเกิน แต่การที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากแนวขุนเขา ก็เป็นความปรารถนาของเรา เช่นกัน

อพยพออกจาเรือนฝาขัดแตะ มาล้างหน้าล้างตาที่บ้านของเรา จากนั้นก็คว้าเสื้อกันหนาวตัวอุ่น เตรียมเดินทางไปยังจุดที่ได้รับฉายาว่า “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย” เพียงโผล่พ้นประตูบ้าน ความหนาวก็แล่นผ่านปะทะผิวกาย มองไปบนฟ้า เห็นแสงสีทองเรืองๆ เป็นฉากหลังของขุนเขาทะมึน ตีนฟ้าคงจะเริ่มเปิด เราเร่งฝีเท้า…เร็วเข้า เดี๋ยวไม่เห็นพระอาทิตย์!



เราชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเงาตะคุ่มๆ ของใครสองคนกำลังเดินมา บัคจังทำท่าดีใจ “คงจะเป็นนักเดินทางที่กำลังจะออกไปหาถ่ายรูปแหงๆ ดีๆ รู้สึกเค้าจะมีขาตั้งกล้องถือมาด้วย ยื้มเค้าดีกว่า เย้ๆ” … ก็ยังดี ที่บัคจังจอมซนยังไม่ปรี่ไปหาเขาซะทีเดียว เพราะพอคนทั้งสองเดินมาใกล้เรามากขึ้น จึงเห็นว่า บุรุษสองนายนั้นไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่เป็นนักท่องสมรภูมิต่างหาก สำหรับสิ่งที่เขาถือและบัคจังตู่ว่าเป็นขาตั้งกล้องนั้น แถวบ้านฉัน เรียกสั้นๆ ว่า “ปืน” …(เอ็มสิบหก)

เขาทักถามเราเล็กน้อยว่าจะไปที่ไหน พอเราบอกจุดหมาย เขาก็เดินนำ (แต่ทิ้งระยะห่างพอสมควร) พวากเขาสองคนกำลังจะไปประจำที่ป้อมตรงชายแดนซึ่งเป็นรอยต่อของพม่ากับไทย ซึ่งไกลกว่าที่ที่เราจะไปตั้งเยอะ

รุ่งแจ้งแสงอุษาเริ่มสางสาง… มองที่ผืนน้ำซ้ายมือ เราเห็นสายหมอกลอยอย่างอ้อยอิ่ง มาถึงจุด สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ต้นสนน้อยใหญ่ก็ปรากฎเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ไม้ดอกไม้ใบ แข่งสีสันกันสดใสรับรุ่งอรุณ ผืนหญ้าสีเขียวสด ยังฉ่ำชื้นด้วยไอละอองน้ำค้าง ที่นี่เอง ที่เป็นที่ปักหลัก ปักเต็นท์ของนักเดินทาง มองไปที่สายน้ำอีกครั้ง เห็นหงส์สวยสง่าสองตัว กำลังยิ้มพยักทักทายกับสายน้ำและสายหมอก ดูท่าทางแล้วคงจะตื่นเช้ากว่าเรา เอ้า… อายหงส์อีกจนได้



เรายังคงเดินเรื่อยไป ในแสงสว่างที่เพิ่มมากขึ้น เราพบว่า สองทหารหนุ่มนั้น หน้าตายังดูอ่อนเยาว์ (กว่าเรามากนัก) ทั้งคู่คงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวล้านนา ทั้งหน้าตาและสำเนียงบอกเช่นนั้น พอพวกเราทั้งหมดเดินมาจนถึงบริเวณอนุรักษ์พันธุ์เขียดแรว ทหารสองคนก็หายลับตา คงจะไปตามทางเดินที่เราไม่รู้จักและไม่มีสิทธิ์ที่จะกล้ำกรายไป เพราะเป็นเขตทหารและช่วงรอยต่อของชายแดนนั่นเอง

ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เขียดแรวนี้ เราพยายามสอดส่ายสายตา มองหาเขียดซักตัว แต่ไม่ว่าจะเพ่ง จะเบิ่งขนาดไหน ก็ไม่สามารถมองเห็น ธีบอกว่าเขียดน่าจะออกมาตอนกลางคืนมากว่า และที่สำคัญน่าจะอยู่กระจายกลมกลืนอยู่กับพื้นป่าบริเวณนี้ ฉะนั้น ในเวลากลางวัน เราจึงไม่สามารถได้พบประสบพักตร์โฉมหน้าเขียดแรวง่ายๆ



เราชักรูปพอหอมปากหอมคอ เพราะที่นี่ ต้นไม้ใบหญ้าและสิ่งปลูกสร้าง เขาดูแลได้สวย และร่มรื่นจริงๆ นึกขึ้นมาได้ ต๊กกะใจ อ้าว ไม่ทันได้เห็นพระอาทิตย์แล้วนี่นา คงเพราะทิศทางที่เราเดินมา กับการปรากฏตัวขึ้น ณ ขอบฟ้าของพระอาทิตย์ไม่ตรงกัน… อย่างไรก็ตาม แม้ไม่พบเขียดแรว แม้ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แต่การเดินเล่นเช้าๆ เพื่อเห็นวิวและเรื่องราวตามทางเล็กๆ ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเหลือใจ

เราตัดสินใจเดินทอดหุ่ยลุยน้ำค้างกลับมาที่พัก สายน้ำในยามเช้าจากฝายหน้าบ้านดูสงบ สายหมอกลอยไปหมดแล้ว ผืนน้ำทั้งผืนดูใสสะอาดเหลือเกิน ยังไงๆ วันนี้ก็ขอแหวกว่ายสายน้ำเล่นกันหน่อยเถอะเรา



ท้องเริ่มหิว เราเดินท้องกิ่วเข้าหมู่บ้าน เพื่อไปกินข้าวเช้าฝีมือภรรยาผู้ใหญ่ปาละ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเก็บของจากไป โบกมือบ๊ายบายเราเป็นการสั่งลา ส่วนนักดนตรีเมื่อคืนก็เก็บข้าวของไปหมดแล้ว คงเหลือเพียงร่องรอยของถ่านที่ยังมีควันจางๆ เท่านั้น… ปางอุ๋งทั้งปาง จึงเหลือแค่เราที่เป็นนักท่องเที่ยวหลัก (อีกแล้ว)

แต่นั่นแหละ ใครล่ะจะหยั่งรู้อนาคต ในความสงบเงียบท่ามกลางป่าเขาของนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก เรากลับได้รับการเติมสีสันที่สนุกสนานและมีความหมาย พาเราให้ลืมทุกความวุ่นวาย และโบยบินไปสู่วัยเยาว์ กับเจ้าถิ่นแสนซน… แล้วเจอกัน ที่แพท่าน้ำ!

จบตอน 5 จ้า (งานเขียนทั้งหมด มี 7 ตอน) :D

โดย จันทร์เพ็ญ_จันทนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net