วันที่ พุธ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘ความอดทน’ต้นทุนคุณธรรม


‘ความอดทน’ต้นทุนคุณธรรม

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ใครที่เรียนหนังสือมาคงรู้ดีว่ากว่าจะได้เลื่อนชั้น ทุกคนต้องผ่านการสอบอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ยิ่งเรียนสูงขึ้น ข้อสอบก็ยิ่งมากและยากขึ้นตามลำดับชั้นของการเรียน แต่เมื่อผ่านการสอบและสำเร็จการศึกษา ผลที่ได้รับในรูปของปริญญาก็คุ้มค่ากับความพากเพียรพยายาม

ทหารที่ต้องการจะได้เครื่องหมายเสือคาบดาบหรือฉลามขาวอันมีเกียรติมาติดหน้าอกต้องผ่านการฝึกอย่างทรหดถึงขั้นเจียนตาย ดังนั้น ในจำนวนทหารนับแสนคน จึงมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เครื่องหมายแห่งเกียรติยศมาติดหน้าอกเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความทรหดอดทนและความแข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับของเพื่อนทหารร่วมรุ่น ผลที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ การเลื่อนยศ ตำแหน่ง และได้รับค่าตอบแทนในหน้าที่สูงขึ้น

ความอดทนจึงเป็นต้นทุนทางจิตใจที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมี เพราะวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ถูกสร้างมาก็เพื่อการทดสอบว่าเขามีความศรัทธาในพระเจ้าผู้ส่งเขามายังโลกนี้หรือไม่ ดังนั้น กว่าจะถึงลมหายใจสุดท้าย มนุษย์ต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหามากมาย หากไม่มีความอดทนหรือมีความอดทนไม่เพียงพอ มนุษย์ก็ไม่อาจผ่านการทดสอบในสนามชีวิต

หลายคนไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการมีชีวิต ไม่เชื่อในการตอบแทนรางวัลให้แก่ชีวิตใหม่หลังความตาย คนเหล่านี้จึงไม่มีความอดทนและพ่ายแพ้ต่อชีวิตจนถึงกับฆ่าตัวตาย

ไม่มีใครอยากประสบเคราะห์กรรมหรือมีอุปสรรคในชีวิต แต่ทุกคนก็หลีกหนีมันไม่พ้น เพราะเคราะห์กรรมได้ถูกกำหนดไว้แล้วสำหรับมนุษย์ทุกคนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เมื่อหลีกหนีไม่พ้น มันก็อยู่ที่มนุษย์เองว่าจะมีทรรศนะหรือกำหนดท่าทีอย่างไรต่อเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นและมีศิลปะอย่างไรในการจัดการมันโดยไม่ให้ตัวเองขาดทุนหรือเสียหาย

ในคัมภีร์กุรอานมีคำสอนตอนหนึ่งที่บอกให้เรารู้ถึงความจริงในเรื่องนี้และสอนศิลปะการใช้ชีวิตในยามทุกข์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“แน่นอน เรา(พระเจ้า)จะทดสอบสูเจ้าทั้งหลายโดยการให้สูเจ้าอยู่ในความกลัวและความหิว การสูญเสียทรัพย์สิน ชีวิตและพืชผล และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทนที่เมื่อมีทุกข์ภัยมาประสบแก่พวกเขา  พวกเขาจะกล่าวว่า “แท้จริง เราเป็นของอัลลอฮฺและยังพระองค์ที่เราจะกลับไป” คนเหล่านี้แหละที่พระผู้อภิบาลของพวกเขาจะประทานความจำเริญและความเมตตาแก่พวกเขา และพวกเขาเหล่านี้แหละที่เป็นผู้ได้รับการชี้ทางที่ถูกต้อง” (กุรอาน 2.155-157)

เมื่อมีเคราะห์กรรมเกิดขึ้น มนุษย์ควรจะได้บทเรียนว่าตัวเองเป็นผู้อ่อนแอและไม่สามารถบงการชีวิตของตนเองได้ พระเจ้าต่างหากที่กำหนดชีวิตของเขา ดังนั้น มนุษย์ควรจะต้องยอมจำนนต่อพระเจ้าผู้ส่งเขามายังโลกนี้เพื่อการทดสอบ

บางครั้งสิ่งที่เราชอบอาจไม่ดีเสมอไป และสิ่งที่เราไม่ชอบนั้นอาจจะดีสำหรับเราก็ได้ หากมองโลกในแง่ดี เคราะห์กรรมอาจทำให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เคราะห์กรรมจากอัคคีภัยมิใช่หรือที่ทำให้มนุษย์คิดค้นมาตรการป้องกันไฟ เช่น วัสดุกันไฟ อุปกรณ์ดับเพลิง ระบบเตือนไฟไหม้ การประกันภัยและอื่นๆ เป็นต้น

หากมองอีกแง่หนึ่ง เคราะห์กรรมเปรียบเหมือนแท่นเจียระไนมนุษย์ให้เป็นเพชรเม็ดงาม คนที่ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมาได้จะมีประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับทหารที่ติดเครื่องหมายฉลามขาว ไม่มีมหาบุรุษคนใดในโลกนี้เกิดขึ้นในความสุขสบาย มหาบุรุษของโลกทุกคนเกิดขึ้นท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก จากเคราะห์กรรมหรือไม่ก็กลางสนามรบ

เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ความอดทนต่างหากคือต้นทุนคุณธรรมที่ทำให้วีรบุรุษเกิดขึ้น และมนุษย์ที่เป็นสุดยอดแห่งความอดทนก็คือศาสดาทั้งหลาย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคำสอนของศาสนาจึงถือว่าความอดทนเป็นคุณธรรมขั้นสูง เพราะจุดหมายปลายทางของศาสดาทั้งหลายคือการกลับไปหาพระเจ้าในโลกหน้าซึ่งต้องอาศัยความอดทนที่สูงกว่าความอดทนเพื่อชีวิตในโลกนี้

ช่วงเวลาประสบเคราะห์กรรมหรือเกิดความสูญเสีย มนุษย์ต้องการความช่วยเหลือ ตรงจุดนี้เองหากมนุษย์ไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการมีชีวิตและขาดความอดทน มนุษย์จะหาทางรอดพ้นในชีวิตโลกนี้มากกว่าโลกหน้า

ดังนั้น คัมภีร์กุรอานจึงเตือนผู้ศรัทธาว่า หากประสบเคราะห์กรรมใดๆ เขาจะต้องกล่าวเตือนตัวเองว่า “เราเป็นสิทธิของพระเจ้าและยังพระองค์ที่เราจะกลับไป” ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ศรัทธาหันไปขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายหรือเลือกทำสิ่งผิดเพื่อความอยู่รอดในโลกนี้โดยไม่คำนึงถึงโลกหน้า

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสองโลกคือ โลกนี้ซึ่งเป็นโลกชั่วคราว และโลกหน้าซึ่งเป็นโลกที่แท้จริงและถาวร การสูญเสียชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา ทรัพย์สินที่เสียไปก็สามารถหาคืนใหม่ได้ จะเสียน้ำตาหรือเสียใจก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้าเสียความศรัทธาในพระเจ้า มนุษย์จะสูญเสียทุกสิ่งในโลกหน้าที่มากมายมหาศาลและจีรังยั่งยืนกว่า

ดังนั้น ศิลปะการใช้ชีวิตยามทุกข์อย่างมีความสุขที่อิสลามสอนมุสลิมก็คือ ยอมรับเคราะห์กรรมว่าเป็นการทดสอบความศรัทธาในพระเจ้าด้วย อดทน ละหมาด และวิงวอนขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺองค์เดียว ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้รับพรและความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าและจะได้ไม่หลงเดินทางผิด


โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net