วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่ฮ่องสอน อ่อนละมุน 6: เด็กทั้งสาม สายน้ำ ชีวิต ลูกผู้ชาย


กาแฟสดปางอุ๋งหอมกรุ่นๆ และชาที่เพิ่งชงใหม่ๆ ถูกยกมาเสิร์ฟให้เรา โดยผู้ใหญ่ปาละ และเด็กชายส่วย มองไปทางหลังบ้าน เห็นควันไฟลอยออกมาจากครัว ภรรยาผู้ใหญ่ปาละคงกำลังขมีขมันทำข้าวต้มเครื่องให้เรา ส่วยใส่เสื้อกันหนาวตัวเดิม ท่าทางคุ้นกับเรามากขึ้น เวลาที่เราเผลอก็จะแอบมอง แต่เวลาที่เราชวนให้มากินด้วยกัน ก็จะทำท่าเขินอาย พร้อมบอกเสียงใสๆ สำเนียงเหน่อๆ “ไม่ครับ ขอบคุณครับ”

อยู่ป่าอยู่ดอยแท้ๆ แต่พ่อแม่เขาคงอบรมมาดี เด็กคนนี้จึงนอกจากพูดจาเพราะแล้ว ยังมีกิริยามารยาทนุ่มนวล ซื่อ ใส อย่างน้อยที่สุด ความเขินอายแบบนี้ เราก็จะเห็นไม่ง่ายนัก จากคนที่เป็นผลิตผลของสังคมเมือง

เราจิบชา-กาแฟไปพลาง พูดคุยเล่นหัวกับส่วยไปพลาง ไม่กี่อึดใจ ข้าวต้มหมูสับหอมฟุ้งจากฝีมือชาวไทยใหญ่ก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ปริมาณข้าวต้มค่อนหม้ออวย ตักแบ่งใส่จานจนเต็มแล้วก็ยังเหลืออีกไม่น้อย เมื่อเราชวนส่วยกินด้วย แน่นอน เราได้รับคำปฏิเสธเช่นเดิม ถึงกระนั้น เด็กน้อยก็ไม่ได้ห่างเราไปไหน ยังนั่งเล่นอยู่แถวนั้น เพื่อคอยดูแลเรา วิ่งไปเอาน้ำ วิ่งไปเอาน้ำปลา…ผู้ใหญ่ปาละเล่าว่า ส่วยก็ลูกหลานชาวไทยใหญ่ในหมู่บ้านรวมไทยนี่แหละ วันไหน ไม่ต้องไปโรงเรียน ก็จะแวะมาที่บ้านผู้ใหญ่ ทำหน้าที่เป็นม้าเร็วไว้ให้ใช้ และคอยบริการแขกที่มาเยือน…



ข้าวต้มซึ่งใช้ “ข้าวไร่” ที่ชาวไทยใหญ่ปลูก และ ตำกันเอง อร่อยเหลือหลาย เม็ดข้าวโตๆ นุ่ม และ หอม เพราะเป็นข้าวใหม่ ภรรยาผู้ใหญ่ปาละใส่เห็ดหอมสดๆ ไปด้วย บำรุงสุขภาพ และส่งเสริมรายได้กันเองภายในหมู่บ้าน เพราะเห็ดหอมที่เรากิน ก็มาจากฝีมือชาวไทยใหญ่ครอบครัวนึงเหมือนกัน…ข้าวใหม่นุ่มอร่อย เห็ดหอมก็สด ถูกปรุงรสด้วยแม่ครัวที่มีฝีมือฉกาจ ข้าวต้มเครื่องในป่าดอย ก็ทำเราเอร็ดอร่อย จนขอตักหมดหม้ออวย!



เพราะว่าเป็นวันหยุด ฉะนั้น พอสายๆ หน่อย นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกันมาเยี่ยมเยือน สังเกตว่าในครัว ภรรยาผู้ใหญ่ปาละได้สาวชาวไทยใหญ่อีกคนมาเป็นลูกมือ เธอมีลูกตัวเล็กๆ ติดมาด้วย เท่าที่ดู เธอสามารถที่จะช่วยงานได้ทั้งทำกับข้าว และตำเมล็ดกาแฟ ครกใบใหญ่ๆ และสากอันโตๆ กับเวลาไม่กี่อึดใจ กาแฟปางอุ๋งสดจากไร่ ก็ถูกตำและผ่านกรรมวิธี ถึงลิ้นผู้บริโภค…ให้ติดอกติดใจกันถ้วนหน้า…



แขกชั่วคราวเริ่มมา แขกค้างคืนอย่างเราก็เริ่มถอย ก่อนกลับที่พัก เราแวะซื้อของกินและของใช้ในร้านของชำเล็กๆ เยื้องบ้านผู้ใหญ่ปาละ มีข้าวของที่จำเป็นขายอยู่หลายอย่าง เราได้ขนมติดไม้ติดมือมาไม่น้อย กะว่าจะเอาไว้ให้เด็กๆ ที่นี่ด้วย แน่นอน ส่วยก็เป็นเป้าหมายหนึ่งของเรา

มาถึงที่พัก ต่างก็แยกย้ายกันแสวงหาความเพลิดเพลินตามอำเภอใจ คนหลังยาวอย่างฉันนอนสบายๆ ตามเคย บัคจังออกไปหาถ่ายภาพ สักพัก เพชรทายก็ฮัมเพลงจีน เลียนแบบโฆษณาผงซักฟอกเปาที่ศรรามเป็นพรีเซ็นเตอร์ พลางเหม่อมองไปที่แพริมน้ำ คงจินตนาการตัวเองเป็นศรราม…อย่างแน่แท้

ฉันหลับไปพักหนึ่ง ตื่นขึ้นมาก็ยังเห็นเพชรทายทำท่าจะสะบัดผ้าอยู่ไกลๆ สาวนักข่าวหัวเราะร่วน เอ้างานนี้ อิทธิพลของสื่อโฆษณาตามเราเข้ามาถึงป่าดอยเชียวหรือ…



สักพัก ก็ได้ยินเสียงจักรยานเอี๊ยดอ๊าดๆ มาตามถนน พร้อมเสียงเด็กมากกว่าหนึ่งคน ฉันชะโงกหน้าไปดู เห็นส่วยพาเพื่อนมาสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ส่งเสียงพูดจากันลั่นสะท้อนท้องน้ำ คงกำลังจะมาเล่นมิวสิควีดีโอฉาก ททท. ที่มีเด็กกระโดดน้ำกระมัง บัคจังส่งเสียงเรียก โดยเอาขนมเข้าล่อ… ไม่กี่อึดใจ มนต์เสน่ห์เสียงบัคจัง (หรืออำนาจพลังแห่งขนมก็ไม่รู้) เด็กน้อยทั้งสาม ก็เดินต้อยๆ มายังบ้านของเรา

ฉันขนขนมที่ซื้อจากในเมืองและที่ซื้อจากร้านค้าเล็กๆ ในหมู่บ้านออกมาโชว์ เด็กๆ ยกมือไหว้ แล้วกระมิดกระเมี้ยนกินด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนาม ได้ความว่า เพื่อนส่วยอีกสองคนนั้น ฝ่ายหญิงชื่อจันทร์พรศรี เรียนชั้นปอห้าแล้ว ท่าทางเปรี้ยวหยอกใคร เธอเป็นเจ้าของรถจักรยานคันที่จ๊าบที่สุดในหมู่บ้าน “คันนี้ราคาสองพันค่ะ” เธอคุยเขื่อง แบบเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองดูจะมีฐานะกว่าเด็กคนอื่น เด็กชายในตากลมคมเข้มอีกคน อายุราวห้าหกขวบ นามว่าอุทิศ คนนี้พูดน้อย หัวเราะเสียงดังอย่างเดียว



เพชรทายใช้วิชาฮีโร่ หลอกให้เด็กๆ สนใจโดยสอนวิธีใช้กล้องส่องทางไกล และให้เด็กๆ ยืมดู เด็กน้อยแห่งหมู่บ้านไทยใหญ่ออกอาการตื่นเต้นดีใจและผลัดกันส่องกล้องอย่างสนุกสนาน งานนี้ คนให้ (ยืม) ก็เลยหน้าบาน…ยืดอก

ฉันถามส่วยว่าไม่ต้องอยู่ช่วยผู้ใหญ่ปาละหรือ เด็กน้อยตอบว่า ตอนนี้ไม่มีแขก ก็เลยจะมาซักผ้าและเล่นน้ำด้วย แต่ถ้ามีแขกเมื่อไหร่ ก็จะวิ่งกลับไปช่วยทันที แหม เก๋ไก๋จริงๆ รู้จักหน้าที่ ตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก มีความรับผิดชอบเต็มเปี่ยม ชนิดที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ บางทียังอายเลยหละ

นอกจากเรื่องรู้หน้าที่แล้ว ฉันยังเห็นแววความมีจรรยาบรรณของส่วยด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ เรามั่นใจได้ว่า เด็กคนนี้ จะไม่ขโมยของมีค่าทุกชิ้นของเรา แม้ว่าเราจะทิ้งๆ ขว้างๆ ของเหล่านั้นก็ตาม, เด็กคนนี้ จะคอยดูแลเทคแคร์เราในเรื่องความสะดวกต่างๆ อย่างเต็มใจ ด้วยรอยยิ้มซื่อใส แบบไม่ได้หวังทิป, เด็กคนนี้ พูดเพราะกับเราเสมอ แม้ว่าจะพูดไม่ค่อยชัดแบบภาษากลางนักก็ตาม…. ทั้งหมดนี้ นำมาสู่ความตั้งใจของเรา ที่จะส่งของขวัญปีใหม่ทางไปรษณีย์ไปให้เด็กทั้งสาม ซึ่งมันจะเป็นของขวัญทางไปรษณีย์ชิ้นแรกในชีวิตของพวกเขา



พูดคุยกันสนุกสนานเฮฮา ก็ได้เวลาซักผ้าของเด็กๆ พวกเราเดินตามไป และตัดสินใจซักผ้าด้วยเหมือนกัน แน่นอน เพชรทายยังคงเล่นโฆษณาผงซักฟอกเปาด้วยท่าทางสะบัดผ้าสโลว์โมชั่น (แบบหนังจอห์น วู) ส่วยและอุทิศว่ายน้ำยังไม่เป็น จึงเล่นอยู่ริมขอบๆ ส่วนจันทร์พรศรีพอว่ายได้ ทั้งสามซักผ้าไป เล่นน้ำไป (พวกเขาซักได้สะอาดทีเดียว แบบว่า “เป็นงาน” ของจริง) น้ำเย็นจัด แต่ก็ใสแจ๋ว… ฉันตัดสินใจ ลงเล่นน้ำกับจันทร์พรศรี…ดีที่ซู้ดดดด

ส่วยทำท่าอยากแจม ฉันก็เลยทำตัวเป็นคุณครู เสนอตัวจะสอนส่วยว่ายน้ำ เด็กน้อยหัวเราะร่วนและบอกว่าไม่ (แบบร้องโวยวายเสียงดังลั่น) แต่ที่สุด ผู้ใหญ่กว่าอย่างฉันและจันทร์พรศรีก็ลากส่วยมาแจมด้วยจนได้

พวกเราจับส่วยนอน และให้ฝึกใช้ขาตีน้ำ ส่วยเริ่มสนุก พวกเราก็เลยพากันออกไปไกลจากแพมากยิ่งขึ้น…น้ำใสแจ๋ว เย็นจัด… เสียงหัวเราะสนุกสนานลั่นป่า…และสุดท้ายเราก็ผลุบลงไปในจุดที่ลึกของฝาย (ชนิดน้ำท่วมหัว) อย่างไม่รู้ตัว!



ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความสนุกสนานเป็นตัวนำ ฉันและส่วยจมน้ำ ในขณะที่จันทร์พรศรียังอยู่ในจุดที่ตื้น เท้าฉันไม่สัมผัสพื้น ส่วยกอดคอฉัน เราสำลักน้ำไปด้วยกันหลายตลบ…แล้วรู้สึกว่า ร่างของพวกเรากำลังจะจมลงๆ …ฉันนึกถึงความตาย ความสนุก ทำให้เกิดความประมาท และสุดท้ายก็เป็นความพลั้งพลาด…อนิจจา…

สวรรค์ปรานี ฉันรู้สึกว่า ร่างของส่วยถูกดึงออกไป ทำให้ฉัน (คนว่ายน้ำไม่แข็ง แต่ยังซ่าส์) อย่างฉัน พอจะตะเกียกตะกายได้นิดหน่อย เพชรทายนั่นเอง… งานนี้ ยกตำแหน่งฮีโร่ ผู้กอบกู้ชีวิตมนุษยชาติ (สองชีวิต) ให้ไปเลย….

ส่วยคงกลัวไม่น้อย กับประสบการณ์เฉียดตาย แต่เด็กก็คือเด็ก แป๊บเดียวก็หาย เขายังคงหัวเราะสนุกสนาน แม้ว่าหน้าตาจะแดงก่ำ เพราะการจมน้ำเมื่อสักครู่…สำหรับฉัน ทั้งกลัว ทั้งละอายใจ…ใช่แล้ว ฉันรู้สึกผิดอย่างมาก ความสนุกสนานจนเกินพอดี ทำให้เกือบจะตายฟรีแล้วไหมล่ะ มิหนำซ้ำ จะพาให้เด็กน้อยที่น่ารักอีกคนต้องจบชีวิตตามไปด้วย… บทเรียนนี้ ราคาแพงใช่เล่น เพราะเอาชีวิตเป็นเดิมพันทีเดียว งานนี้ ฉันเป็นหนี้ชีวิตเพชรทายที่ช่วยเหลือ และเป็นหนี้ชีวิตส่วย ที่เกือบพาเขามอดม้วยมรณา…อนิจจา ขอบคุณสวรรค์ (คล้ายๆ กับโฆษณาของสรพงษ์…”ผมเกือบจะไม่ได้เป็นสรพงษ์ชาตรี เพราะเกือบถูกรถชนตอนข้ามถนน”…ดิชั้นเกือบจะไม่ได้มาเขียนเล่าเรื่องให้คุณๆ อ่านกัน เพราะจมน้ำตาย….)


บ่ายวันนั้น เราได้อาหารรสเด็ดมาเอาใจกระเพราะ ประกอบด้วยกับข้าวหลายอย่าง ฝีมือภรรยาผู้ใหญ่ปาละอีกตามเคย กินเสร็จ ก็หอบหิ้วอาหารสำหรับมื้อเย็นมาด้วย กะว่าจะมากินที่บ้าน จากนั้น ก็ตัดสินใจ ไปเตร่ตรงจุดสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยกันอีกหน

ทอดหุ่ยลุยลาย รู้ตัวอีกที เราก็ได้มานั่งสบายๆ ตรงม้าไม้ไม่ไกลจากเรือนรับรองของกรมป่าไม้นัก ธีเปรยอยากดื่มอะไรซักหน่อย แสงแดดเรืองๆ รำไร บางลำแสงลอดผ่านทิวสน สวยจับหัวใจ บัคจังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้อย่างไม่รู้เบื่อ จนอากาศเริ่มเย็นชื้น ฉันเขียนอะไรเล่นๆ ได้หน้าครึ่งหน้า ก่อนอาสาไปสั่งกาแฟและโอวัลตินที่ร้านค้าติดเรือนรับรอง คนขายเป็นคนท้องถิ่น อัธยาศัยน่าประทับใจอีกเช่นกัน


อาจเพราะเป็นหน้าหนาว พวกเราดื่มกาแฟ-โอวัลตินกันยังไม่ทันหมดถ้วยดี ก็รู้สึกว่าความมืดเริ่มโรยตัวเข้ามาแล้ว อากาศยะเยือก บนยอดหญ้าเริ่มชื้นน้ำค้าง เราจ่ายเงินค่าเครื่องดื่ม แล้วเดินดุ่มๆ กลับบ้าน… ไปให้ถึงบ้านก่อนที่เทียนเล่มใหญ่ที่ชื่อดวงอาทิตย์จะดับลง…

เที่ยวแล้วก็ต้องกิน หลังจากนอนคุยโน่นนี่กันไปสักพัก ความหิวน้อยๆ ก็ถามหา ธีบอกว่า คงไม่กินอีกแล้ว แต่สุดท้าย มื้อค่ำ ท่ามกลางแสงเทียนและตะเกียงกลางพงไพร ธีก็มาร่วมวงไพบูลย์ด้วยจนได้ ข้าวหมูทอดที่กินในจานเดียวกัน… แบ่งปันตามประสา…อร่อยอย่าบอกใคร เพชรทายยังคงจินตนาการสร้างเรื่องราวแบบชีวิตหนังไทยสมัยย้อนยุค ให้สาวนักข่าวได้หัวเราะร่วนตามสไตล์ บัคจัง จัดแจงวางเทียนและตะเกียงไว้ตามจุดต่างๆ ของบ้าน จนฉันต้องเตือนว่าระวังไฟไหม้…ค่ำคืนที่สองของชีวิตบ้านป่าปางอุ๋ง เรานอนหลับปุ๋ย ที่เรือนรับรองหลังคาสีแดง…สบายอุรา อิ่มอาหารและจินตนาการ…เป็นที่สุด

โดย จันทร์เพ็ญ_จันทนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net