วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลิลิตปฐวีวจนะ (๑๑) ทำมาค้าขาย


โคลง ๔ สินธุมาลี

๑๓๔ ใจคนยุคใหม่มื้อ          พัฒนา

เขาแข่งกันเสาะหา              สิ่งล้ำ

มากยิ่งยังราคา                   โกยกอบ       

ทรัพย์สิ่งศฤงคารค้ำ             คือควรฯ

๑๓๕ กระบวนคิดแต่ครั้ง       ปางบรรพ์      

ครึคร่ำเกินจำนัล                 ใหม่มื้อ

เขาคิดว่าสำคัญ                  คือกอบ         โกยเฮย

ใครร่ำใครรวยอื้อ                 ยำเกรงฯ

๑๓๖ โดยเพรงยกย่องผู้        ทรงธรรม       ท่านเอย

เป็นอยู่สมถะนำ                   แน่แท้

ขาดเขินช่วยอวยอำ-            นวยส่ง กันนอ

มีหนึ่งแคลนขาดแล้             แลกันฯ

๑๓๗ ปางบรรพ์นบนอบไหว้   ปูชา

เป็นใหญ่คือบิดา                  โคตรเหง้า

มารดาอีกวงษา                   น้องพี่  กันแฮ

สืบต่อตามแถวเฒ่า              วงศ์สกุลฯ

๑๓๘ มากคุณมากค่าด้วย      อาวุโส

เกิดก่อนอาทรโข                 แก่น้อง

เกิดหลังพี่ชายโต                ต่างพ่อ          เราเฮย

ยังแม่ยอยกย่อง                  เหนือหัวฯ

ร่าย

๑๓๙ ตัวใครก็ตัวมัน บ่สำคัญพี่น้อง ยุคใหม่ต้องมีเงิน มีทองเทินทบท่วม มีหน้าอ่วมอึงอล เหนือกว่าคนใต้หล้า ใต้แผ่นฟ้ากูจอง เงินและทองคือความหมาย เกิดจนตายเงินทอด ซองใส่สอดเงินตรา หาไม่บ่นับน้อง ไร้เงินทองบ่นับพี่ มีเงินดีทุกด้าน มีทองท่านนับถือ มีทรัพย์คือคนใหญ่ ไร้ทรัพย์เป็นคนจน น้ำใจคนบ่มีค่า ตกถึงยุคขายค้า คาดถ้วนกำไร บารนีฯ

โคลง ๔ มหาสินธุมาลี

๑๔๐ เร็วไวรุดเร่งสร้าง          สวนปอ          ป่านเฮย

หัวไร่ปลายนารอ                 ก่นร้าง

ฟันลงขุดหัวตอ                   ไฟจูด  สุมแล

แปนเปล่าเป็นแวดกว้าง        กวาดล้างดงดอนฯ

๑๔๑  ฟอนไฟสุมจูดไหม้      ลนลิง[1]

รอบใหม่มวลเผาจริง            เกลือกไร่[2]

รอฝนหลั่งลงชิง                  ไถดะ   ดินเฮย

พลิกฟื้นผืนแผ่นให้               กลับหน้าดินถมฯ

๑๔๒ จมฝังจนเปื่อยเน่า        ในดิน  มวลแฮ

พลิกล่างกลับบนผิน             ใหม่ครั้ง

คราดกลบลบรอยติณ           แตกหน่อ แนวเฮย

หัวหญ้าคาเก็บทั้ง                หอบทิ้งจงไกลฯ

๑๔๓ ใส่ปอ[3]พร้อมหว่านกล้า เพาะพันธุ์        ข้าวแฮ

เดือนหกภายหลังวัน            เบิกบ้าน

แรกนาเนื่องนับบรรพ์           แบบอย่าง      เดิมแฮ

เอาฤกษ์เบิกชัยด้าน            ดั่งรู้คุณดินฯ

๑๔๔ ทำกินบนแผ่นหล้า       ปฐวี    เพรงเฮย

ยกย่องผืนธรณี                   ดั่งแม่

ศักดิ์สิทธิ์หนึ่งชลที              เทียวหลาก     ลุ่มแฮ

ยำยิ่งยกเทินแท้                  ห่อนข้ามคุณคณาฯ

๑๔๕ เวนมายุคใหม่มื้อ         โลภา  คนนอ

รีบเร่งรนเสาะหา                  สิ่งซื้อ

ลงทุนท่วมเทินหนา              ทับหนัก        

นองเนื่องเปลืองเปล่าอื้อ       แบกแปล้คือทุนฯ

๑๔๖ เพรงบุญฤๅบาปซ้ำ       เป็นไป 

ถางป่าลงเตียนใน                หว่างกี้

ควายทุยที่เคยไถ                 จูงลาก เดิมแฮ

เลยผ่านยุคหลีกลี้                สิบล้อลงไทยฯ

๑๔๗ แรมไกลโรงลูกชิ้น       ชานเมือง       กรุงเฮย

ขายฆ่าเอาเงินเยือง             โยกย้าย

สวนทางทุ่งทองเรือง           ควายเหล็ก     เลยเฮย

ทุยเถื่อนตัวสุดท้าย              ถ่องแท้ลาคนฯ

๑๔๘ บัดดลดังดับฟ้า           เฟือนดิน        บารนี

ควายเหล็กลงนายิน             เครื่องร้อง

จักรกลติดปีกบิน                 รุดเร่ง  เร็วแฮ

ควายเฒ่าครึขัดข้อง            ไป่ท่วงทันสมัยฯ

โคลง ๒

๑๔๙ ไร่ปอเป็นสิ่งค้า           เงินทองกองต่อหน้า

หนักร่ำรวยฝัน           บารนีฯ

๑๕๐ วันคืนคิดค่ำเช้า           รวยร่ำดอกนะเจ้า

หนักค่าคนยำ            บารนี

๑๕๑ เงินคำคือสิ่งชี้             ดีเลววัดกันที่

มั่งคั่งฤๅจน              บารนี

๑๕๒ คือคนยุคใหม่มื้อ         สิ่งขายแลสิทธิ์ซื้อ

ถ่องแท้คนนิยม         บารนีฯ

๑๕๓ ชื่นชมสมศักดิ์ล้ำ         เงินทองผองค่าย้ำ

อย่างผู้อภิชน            บารนีฯ

ร่าย

๑๕๔ บนทางทันสมัย แรกรถไถเดินตาม งัวควายงามเทียมเกวียน เปลี่ยนมาเป็นอีแต๋น สบายแสนบ่กินหญ้า บ่ต้องพาจูงเลี้ยง ขายจนเกลี้ยงคอกเปล่า เอาควายเหล็กขังแทน ขับอีแต๋นลุยทุ่ง ริ้นแลยุงบ่ตอมไต่ บ่สุมไฟรมควัน สุขกว่ากันเยอะเลย ทุกข์เข็ญเคยก่อนกี้ มาบัดนี้แสนสบาย ขายป่านปอปีหน้า เล็งไว้แล้วฮอนด้า ผ่อนซื้อโฉบสาว บารนีฯ



[1] การเผาซากต้นไม้ใบหญ้าเพื่อบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ตามหัวไร่ปลายนา หลังตัดฟันลำต้นและขุดก่นหัวตอ จะเป็นขั้นตอนจุดไฟเผาไร่ ระยะนั้นต้นไม้เล็กใหญ่ที่ลากมากองสุมอาจยังไม่แห้งพอที่จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปทั้งหมดในการเผาไร่ครั้งแรก จึงยังมีลำต้นไม้และกิ่งก้านบางขนาดที่ไหม้แต่เพียงเปลือกนอกเป็นด่างดำ เรียกการเผาไร่แบบนี้ว่เผาแบบ “ลนลิง”

[2] หลังการเผาไร่แบบลนลิง ยังต้องรวบรวมท่อนลำต้นไม้และหัวตอที่ยังไม่ไหม้มากองสุมจุดไฟเผาอีกรอบแล้วรอบเล่า ขั้นตอนเหล่านี้จุดประสงค์คือเผาทำลายทุกสิ่งที่รกเรื้ออยู่ในพื้นที่ การเกลี่ยเถ้าถ่านและเศษไม้เผาซ้ำไปทั่วผืนไร่ เรียกว่า “เกลือกไร่”กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นที่มาของหายนะที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในยุคสมัยก้าวย่างเข้าสู่ยุคทำมาค้าขายตามระบอบทุนนิยม

[3]  สำนวนอีสานยุคนั้น ปลูกปอ เรียก "ใส่ปอ" ต่อมามีการทำไร่มันสำปะหลัง ปลูกมันสำปะหลัง ก็เรียก "ใส่มัน" แต่เมื่อมาถึงยุคไร่อ้อย ไม่ค่อยได้ยินคำว่า "ใส่อ้อย" จะได้ยินคำว่า "ปลูกอ้อย" มากกว่า

 

 

 

 

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net