วันที่ พุธ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นัดพิพากษาคดีชาวบ้านฟ้องกรมเจ้าท่า


29กรกฎาฯศาลปกครองสงขลา นัดพิพากษา คดีชาวจะนะฟ้องกรมเจ้าท่าสร้างเขื่อนทำลายหาดสะกอมนักวิชาการชี้ผลแห่งคดีจะเป็นบรรทัดฐานการสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทะเล
คณะทำงานกองบรรณาธิการสื่อภาคใต้

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องพิจารณาคดี 2 ศาลปกครองจังหวัดสงขลา นายสมยศ วัฒนภิรมณ์ ตุลาการศาลปกครอง ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 16/2551 ระหว่างนายสาลี มะประสิทธิ์กับพวกรวม 3 คน ยื่นฟ้องกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย นาวี (กรมเจ้าท่า) กับพวกรวม 3 คนคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

โดยมีชาวบ้านอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.)วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประมาณ 80 คน ร่วมรับฟัง

นายสมยศ อ่านสรุปข้อเท็จจริงของคดีว่า อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ว่าจ้างบริษัทให้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)เพื่อก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นในร่องน้ำสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา การวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าจะมีตะกอนจากแนวชายฝั่งจะทำให้เกิดสันดอนทรายขวางปากร่องน้ำทำให้ตื้นเขินทำให้เรือประมงไม่สามารถเดินเรือได้สะดวกเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องมีก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่น

นายสมยศ สรุปข้อเท็จจริงอีกว่า ระหว่างปี 2539 – 2541 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1(กรมการขนส่งทางน้ำและพานิชย์นาวี) ได้สร้างเขื่อนกันทรายและคลื่น บริเวณร่องน้ำสะกอม เป็นเขื่อนหิน 2 ตัว ตัวล่างทางทิศตะวันออก ยาวประมาณ 620 เมตร ตัวบนด้านทิศตะวันตกมีความยาวจากชายฝั่งประมาณ606 เมตร และก่อสร้างอีกตัวหนึ่งอยู่บริเวณชายหาดของเขื่อนด้านเหนือของเขื่อน จำนวน 4 ตัวคลอบคลุมแนวชายฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร

“ต่อมาภายหลังการการสร้างคันเขื่อนผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 (นายสาลี มะประสิทธิ์,นายเจะหมัด สังข์แก้ว และนายดลรอหมาน โต๊ะกาหวี) ซึ่งเป็นผู้อาศัยและทำอาชีพประมงชายฝั่งบริเวณหาดดังกล่าวเห็นว่าการสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งของอธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และตามหลักวิชาการเป็นเหตุให้ชายฝั่งบริเวณร่องน้ำสะกอมเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงต่อเนื่องตลอดแนวชายฝั่งและลึกไปเรื่ออีกทั้งสัตว์น้ำรวมทั้งระบบนิเวศวิทยา และสิ่งแวดล้อมเสียหายไม่สามารถทำประโยชน์บริเวณชายหาดสะกอมได้ดังเดิม” นายสมยศ สรุป

หลังจากนั้น นายสมยศ วัฒนภิรมณ์ ตุลาการศาลปกครอง นัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 10 .00 น.
ในวันที่29 กรกฎาคม 2554

นายสมบูรณ์ พรพิเนศพงศ์ นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คนให้แถลงยืนยันคำให้การเปิดเผยว่า ตนเป็นนักวิชาการด้านวิศวกรชายฝั่ง ตนรู้ว่าการการสิ่งก่อสร้างใดก็ตามที่รุกล้ำลงไปในทะเลไม่ว่า เขื่อนกันทรายและคลื่น ไปจนถึงท่าเรือน้ำลึก จะทำกระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า คดีนี้มีความสำคัญเป็นอันมากและจะเป็นคดีประวัติศาสตร์ในการสร้างบรรทัดฐานในการพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับการสร้างคันเขื่อนในทะเล หากศาลปกครองพิพากษาออกมาว่ายกฟ้องมีแนวโน้มว่าต่อไปหาดทรายจะถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงและหายไปจากประเทศไทยหากศาลปกครองพิพากษาให้ชาวบ้านชนะ จะทำให้เกิดการตื่นตัวของชาวบ้านในการอนุรักษ์ชายฝั่งอย่างจริงจัง

“สำหรับการเสนอความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีว่ายกฟ้องในวันนี้เป็นแค่ไม่ใช่ตุลาการในองค์คณะ
เรียกว่าคำแถลงการณ์ซึ่งไม่ผูกพันกับองค์คณะในการจัดทำคำพิพากษาคำพิพากษาขององค์คณะจะมีคำวินิจฉัยเป็นไปอย่างไร ขึ้นอยู่กับตุลาการในองค์คณะ” นายสมบูรณ์ กล่าว

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net