วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนน่านตื่น! แนวสายส่งไฟฟ้า กฟผ. รุดดูผลกระทบพื้นที่อุดรฯ


ชาวบ้านจังหวัดน่านลงพื้นที่ จ.อุดรฯ ศึกษาผลกระทบจากแนวสายส่งไฟฟ้า กฟผ.พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชน ชี้ผลกระทบโรงงานไฟฟ้าหงสาปล่อยสารปนเปื้อนมาในอากาศเผยห่วงกระทบที่ทำกิน
 


เมื่อวันที่ 12 ก.ค.54 ตัวแทนชาวบ้านจาก ต.นาไร่หลวง และ ต.ชนแดน อ.สองแคว จ.น่าน ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้แทนเกษตรกรประจำอำเภอ จำนวน 10 คนได้เดินทางลงสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ (KV)น้ำพอง 2 – อุดรธานี 3ร่วมกับกลุ่มชาวบ้าน จ.อุดรธานี พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชน

สืบเนื่องมาจากช่วงปี 2551กฟผ.ได้เข้าสำรวจและปักหมุดแนวเขตสายส่งไฟฟ้า ในท้องที่ ต.นาไร่หลวงและ ต.ชนแดน อ.สองแคว จ.น่าน โดยที่ผู้นำชุมชนและชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียกลับไม่เคยได้รับแจ้งข่าวสารใดๆ จนกระทั้งเข้าสู่ช่วงปี 2552 ผู้นำและชาวบ้านเจ้าของที่ดินว่าทาง ได้รับแจ้งจาก กฟผ.ว่าจะมีการขยายแนวสายส่งจากโรงไฟฟ้าประเทศลาวผ่านมาทาง อ.สองแคว พร้อมให้เจ้าของที่ดินที่อยู่ในแนวสายส่งเข้าตรวจสอบแนวรังวัดปักหมุด เพื่อจัดส่งเอกสารให้กับทาง กฟผ.ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบทรัพย์สิน ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวจึงรวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านต่อ กฟผ. และให้มีการเปลี่ยนแปลงแนวสายส่งใหม่ที่ไม่ผ่านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในช่วงเช้าประมาณ 8.00 น.ชาวบ้าน
ผู้ได้รับผลกระทบจังหวัดอุดรฯ ได้นำคณะตัวแทนจากจังหวัดน่านเข้าสำรวจพื้นที่ที่กำลังมีการก่อสร้าง
ฐานเสาสายส่ง และพื้นที่ผลกระทบบริเวณบ้านเหล่ากล้วย ต.เสอเพลอ จากนั้นในช่วงเวลา 9.00 น.
กลุ่มชาวบ้านได้เดินทางกลับมาร่วมสนทนากันที่บ้านแม่นนท์ ต.หนองไผ่ ภายในวงสนทนาได้มีการ
แลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง โดยตัวแทนชาวบ้านจังหวัดน่าน ได้ผลัดกันบอกเล่าถึงสถานการณ์
การเคลื่อนไหวและความวิตกกังวลเกี่ยวผลกระทบของชาวบ้านกว่า 130 ครอบครัว ในพื้นที่ในหลายประเด็น

นอกจากนี้ยังมีการเปิดประเด็นพูดคุยกันถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต ที่ชาวบ้านอาจได้รับ
ผลกระทบจากสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปนเปื้อนมาในอากาศ จากกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า
ของโรงงานไฟฟ้าหงสา ในฝั่งประเทศลาว ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่ป้อนเข้าสู่ประเทศไทยตาม
แนวสายส่งที่พาดผ่านชุมชนต่างๆ ใน อ.สองแควอยู่ในขณะนี้ ด้านชาวบ้านอุดรฯ เองได้เสนอแนะ
แนวทางการเคลื่อนไหวต่อสู้ รวมทั้งได้ให้กำลังใจชาวบ้านจาก จ.น่านให้ยืนหยัดปกป้องสิทธิชุมชน
ต่อไปจนกว่าจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงไปทางหนึ่งทางใดตามจุดมุ่งหมายได้

นายปราภัสร์ โนราช กำนันตำบลนาไร่หลวง อ.สองแคว ในฐานะตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมเดินทางมาครั้งนี้ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่และสิ่งที่ได้รับจากการเวทีแลกเปลี่ยนว่า ที่ผ่านมา ชาวบ้านจำนวนกว่า 130 ครอบครัว ก็ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านต่อ กฟผ.ให้ยกเลิกแนวสำรวจเดิมที่ผ่านที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เพราะเป็นที่ทำกินดั้งเดิมตั้งแต่บรรพบุรุษ บางส่วนมีที่ดินจำกัด ถ้าสายไฟผ่านเขาก็กลัวว่าจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ การบุกเบิกที่ทำกินใหม่ก็ยากลำบาก เพราะแต่ละหมู่บ้านจะมีกฎมีระเบียบห้ามบุกรุกป่าให้ทำกินที่เดิม

“แม้การรวมกลุ่มของชาวบ้านยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่วันนี้มาที่จังหวัดอุดรฯ ก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติม จากสายไฟฟ้าผ่าน ทางคณะ ทางตัวแทนจังหวัดน่าน ก็ได้มารับทราบปัญหา ได้ข้อมูลมาเยอะเหมือนกัน กลับไปเราก็อยากจะนำไปขยายต่อให้ทางพี่น้องจังหวัดน่าน ได้เข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบให้มากยิ่งขึ้น”

ด้าน นายบุญเลี้ยง โยทะกา แกนนำคณะกรรมการชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (คชส.) และเป็นผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อุดรฯ ได้ให้กล่าวถึงประเด็นในการพูดคุยร่วมกันว่า ชาวบ้านที่น่านยังมีความเป็นห่วงวิถีชีวิตของตนเองอยู่มาก พอทราบข่าวว่าทางอุดรฯ ได้รับผลกระทบในเรื่องแนวสายส่งเหมือนกัน ทางชาวบ้านที่ จ.น่านจึงได้เดินทางมาขอคำปรึกษา มาเรียนรู้ ซึ่งส่วนตัวก็ได้ให้คำแนะนำไป

“แต่ที่การไฟฟ้าทำกับพี่น้องที่น่านนั้น เป็นกระบวนการที่รวดเร็ว คือชาวบ้านตั้งตัวกันแทบไม่ทันการไฟฟ้าจะปรับกลยุทธ์ในหลายรูปแบบ ปิดหูปิดตาชาวบ้านได้อย่างเฉียบพลัน เพราะการไฟฟ้าต้องการให้งานสำเร็จเร็วๆ” นายบุญเลี้ยง กล่าว
 
นายบุญเลี้ยง ยังระบุถึงข้อเสนอต่อกลุ่มชาวบ้านด้วยว่า ก่อนอื่นต้องศึกษาในเรื่องของสิทธิของตนเองในเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย เพราะการสูญเสียสิทธิมันเป็นปัญหาใหญ่ จึงควรที่จะรักษาสิทธิ และปกป้องสิทธิไว้ให้ลูก ให้หลาน ให้ยาวนานมากที่สุด เท่าที่จะทำได้

“อย่าไปขายสิทธิของตนเอง เพราะการขายสิทธินี้เราจะเรียกกลับคืนมาไม่ได้ เราจะทำอะไรตามใจ
ชอบของเราไม่ได้อีก สุดท้ายลูกหลานของเราจะเป็นผู้รับเคราะห์กรรม”

ขอบคุณที่มา : ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง

 

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net