วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อ Harry Potter สอนการเมืองผม


  เมื่อ  เเฮร์รี่ พอตเตอร์  สอนการเมืองผม 


ครับ...ตามข่าวการเมืองช่วงนี้เเล้วมึนงงเวียนหัว
มองออกไปข้างนอก ท้องฟ้ากำลังจะมีพายุใหญ่
เเล้วพายุการเมืองที่กรุ่นๆจะเเปรเป็นอย่างไรหนอ
มีทั้งลมกรรโชก(โฮกฮาก)จากคนที่มีพาว (คุมกลุ่มชนอยู่ในมือ)
มีทั้งเเสงเสียงครึ่นครั่นเเต่ไกล ข้ามฟ้ามาจากไหนไม่รู้
เเต่ทำเอาฟากเพดานบ้านของผมสะเทือน 
ผมก็เลยพักลมพักฝนเข้าไปตีตั๋วดูหนังดีกว่า

เเล้วก็ยังมิวาย..
ดูหนังผีฝรั่งเเต่ก็ดันนึกถึงผีไทย ซะอีก
อืม..นึกไพล่ไปถึง การเมืองเเดนสารขันธ์ซะงั้น

ครับ เเฮร์รี่พอตเตอร์ สอนการเมืองผมครับ


หนังภาคนี้ทำได้ดีมากอยู่สองสามประการ

หนึ่ง
หนังสามารถเนรมิตฉากให้ได้สมจริง
เเละอลังการ์ ยิ่งๆไปกว่าจินตนาการของผมเมื่ออ่านหนังสือ
อย่างเช่นฉากโถงถ้ำใต้ดินของธนาคารกริงค์ก็อต
หรือ ฉากสถานีคิงครอสที่เเฮร์รี่ได้ไปคุยกับดัมเบิลดอร์
หรือฉากสภาพในปราสาท โดยเฉพาะในสถานการณ์การสู้กัน
คือ ทำได้ดีกว่าที่ผมจะจินตนาการณ์ไปได้ขนาดนั้นน่ะครับ

สอง
ผู้สร้างหนังตัดสินใจได้ดีที่ทำการปรับเปลี่ยนนิดหน่อยในช่วง
ท้ายๆที่ปราบงูนากินี เเละการต่อลู้ของเเฮร์รี่ในช่วงท้ายๆนั้น
โดยหนังทำให้เป็นฉากเเอคชั่นมันส์มากกว่าในหนังสือ
ซึ่งก็ถูกเพราะคนต้องการดูเเอคชั่นมันส์ๆ
ในหนังสือนั้นใช้เขี้ยวบาซิลลิสก์อันเดียวทำลายฮอครักซ์1อัน
เเต่ในหนังนี่พกกันมาคนละอันสองอันเลย
ส่วนเเฮร์รี่นี่มีหลายตอนที่โชว์พาว  ดวลกับโวลเดอร์มอร์เเบบพลังสูสี
ทั้งๆที่ในหนังสือนั้นเขาไม่ได้มีพลังขนาดนั้นหรอก เเต่ที่ชนะก็เพราะ
ส่วนหนึ่งคือกรรมกำหนดใว้เเล้วให้มาปราบ
เเละอีกส่วนหนึ่งก็เพราะเขามีมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ เเละจิตใจที่ดีงาม

สาม
หนังสามารถเดินเรื่องได้ดีมาก ไม่เยิ่นเย้อตรงไหนเลย
เดินเรื่องดี เเล้วก็ยังมีมุมกล้องดีๆหลายฉาก
เสียดายนิดตรงที่หนังก็ตามหนังสือ ที่อยู่ในช่วงเวลาคับขันต่อสู้
ปราสาทฮอกวอร์ตจึงจึงมีโทนทะมึน
มีฉากตระการตาของทิวทัศน์น้อยไปหน่อย
เเต่ก็ยังมีฉากงามๆเช่น เหนือกรุงลอนดอนให้ดู
อ้อ เเละีฉากเล่าย้อนของความทรงจำของสเนปนั้น
ทำได้กระชับเเละได้ความเข้าใจที่ดี



ผมดูหนังไปก็ให้นึกถึง..

ประเด็นทางการเมือง สองสามประเด็นครับ



ผมดูฉากในปราสาทนั้นน่ะ
เเม้จะเป็นสภาพเเห่งความยากลำบาก
เเละลึกๆหลายคนอาจหวาดกลัวอยู่ในใจ
ทว่าผมก็เห็นความกระตือรือล้นในหลายๆคน
เห็นความระอุคุกรุ่นเเห่งคุณธรรมน้ำมิตรที่ร่วมสู้เป็นสู้ตายด้วยกัน
มันบอกถึงว่าในยามที่เราต่อสู้ให้รอดไปได้นั้น
การร่วมเเรงร่วมใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
ที่จะพาให้รอดจากอันตรายทั้งหลาย



ในหนังนั้น เมื่อมารโวลเดอร์มอร์เรียกร้องให้ส่งตัวเเฮร์รี่ให้เขา
เพื่อเเลกกับความอยู่รอดนั้น 
ฝ่ายสลิเทอริน เสนอขึ้นมาให้จับตัวเเฮร์รี่ส่ง
เเล้วสลิเทอรินทั้งกลุ่มก็โดนรักษาการณ์ครูใหญ่
มักกอนากัลส่งให้ลงไปอยู่ในชั้นใต้ดิน
ผมมาคิดว่า อ้าวเเล้วก็กลายเป็นกลุ่มนี้ สบาย+เซฟ อยู่ที่ใต้ดินน่ะซิ
เเต่คิดดูเเล้วหากอยู่ไปก็คงไม่ได้ช่วยเท่าไรหรอก
เเละการอยู่ด้วยเเบบถ่วงๆให้ละล้าละลัง ไม่ได้ร่วมเเรงร่วมใจ
ก็ไม่ได้เป็นกำลังอะไรสักเท่าไร
ที่สำคัญ ผมคิดว่าสำหรับฝ่ายที่ต่อสู้กับมารร้ายนั้น...
เเม้จะต้องบาดเจ็บถึงต้องเสียชีวิตไป
เเต่ก็สู้สมศักดิ์ศรีเเละตายอย่างมีเกียรติ
ดังนั้น คนที่สู้เพื่อความจริง ความถูกต้อง เเม้จะมีสูญเสียอย่างไร
ก็ไม่ได้หวั่นไหวไปกับความลำบาก
หรือความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

นักการเมืองก็เช่นกันครับ
หากอาสามาทำงานสาธารณะเเล้ว อย่าเกรงต้องลุยไฟครับ
หากยึดในส่วนรวมเป็นที่ตั้งจริงๆเเล้ว
ลุยไฟเเบบสีดา ไฟก็ทำอะไรไม่ได้ครับ
เเละข้าราชการเเละองค์กรณ์อิสระก็เช่นกัน
หากทำถูกต้องเเล้วก็ไม่ควรหวั่นไหว
ไม่ว่าใครจะดาหน้ามาขย่มข่มขู่ หรือกดดันเเค่ไหน
สังคมเเละความดีงามที่ท่านทำน่ะจะปกป้องท่านเอง


ส่วนลอร์ดโวลเดอร์มอร์นั้น เเม้จะพยายามจะเป็นอมตะ
เเต่ วลี ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า นั้นเป็นจริงเเท้เเน่นอน
มีเเบ่งวิญญาณหรือฮอครักซ์ไปกี่อันกี่อันก็โดนเเฮร์รี่เเละเพื่อนเก็บเรียบ
นักการเมืองนั้นยามมียศศักดิ์ก็หลงคิดว่าตนนั้น เป็นอมตะ
หารู้ไม่ว่าอำนาจหากใช้ในทางที่ผิด ประกอบไปด้วยกิเลสกำกับ
ต่อให้ยิ่งใหญ่เเค่ไหน..ก็ไม่รอดครับ
กลายเป็น เศษวิญญาณที่พิกลพิการไม่สมประกอบ
สวรรค์เมิน นรกไม่รับ


ขณะที่เเฮร์รี่นั้น จากหนังสือ ไม่ได้หวังอำนาจวิเศษ
ต้องเลือกระหว่าง ไปเสาะเเสวงหา วัตถุอมตะทั้งสาม เพื่อตัวเอง
หรือจะไป เสาะหาเเละทำลาย ฮอว์ครักซ์ เพื่อปราบมาร
เขาก็มุ่งไปที่ปราบมาร
ลงท้ายกลับได้ครอบครองวัตถุอมตะทั้ง3  เป็นนายเเห่งความตาย
(Master of Death)
อำนาจ..จึงควรจะอยู่กับ บุคคล ที่ไม่ได้เเสวงหา
ไม่ได้ใขว่คว้าจนเกินเหตุจนเป็นกิเลสร้ายครอบงำ
เพราะหากใขว่คว้า เเละมัวเมาปานนั้น
ก็คงจะไม่ใช่เพื่อการกระทำดีๆนัก
หากเเต่มักจะเป็นการสนองต่อตัวเองเป็นหลักใหญ่


อีกประการนั้น คือคำพูดของโวลเดอร์มอร์ครับ
เเหม พูดจูงใจคนรอบตัวเเฮร์รี่ว่า
เเฮร์รี่เป็นสาเหตุให้เพื่อนๆต้องบาดเจ็บล้มตาย
เรื่องป้ายเลือดป้ายเลอะให้คนฟากฝั่งตรงข้ามเนี่ย
มีมาเเต่ไหนเเต่ไรนะ
เอาพวกมาเผาเอ๊ยมาฆ่าเเละทำร้ายชาวฮอกวอทไม่พอ
ยังป้ายความผิดไปที่เเฮร์รี่อีกเเน๊ะ  ว่าเป็นต้นตอเเห่งความตาย
เเถเนียนจริงๆนะโวลเดอร์มอร์
การป้ายสีนั้นช่างเป็นยุทธวิธีที่ใช้กันบ่อยๆจริงๆนะ
คนดูหนังออกก็น่าจะรู้ดีว่า เหยื่อที่สังเวยชีวิตไปน่ะ
เป็นเหยื่อในการเข้ายึดครองอำนาจของโวลเดอร์มอร์ททั้งเพ


ประเด็นท้ายที่ผมนึกถึงได้ก็คือ นาซิสซัส เเม่ของ เดรโก มัลฟอย
จริงอยู่..ที่ตกอยู่ในวังวนเเห่งอำนาจ
ทว่า..ท้ายเเล้ว..น้องสาวเอ๊ยลูกชาย..
ก็เป็นสิ่งที่เธอยอมละทิ้งอำนาจ พร้อมทั้งยอมเสี่ยงชีวิตของเธอ
เพื่อปกป้องลูกที่ตัวเองรัก ครับ



หนังยังมีข้อผิดพลาดหรือผิดเเผกไปจากหนังสือที่ผมสังเกตพบ
เช่น
เฟรด เเละ จอร์จ ที่อยู่ในปราสาท พร้อมสู้
เเต่ผมจำได้ว่าเฟรด หรือจอร์จ คนใดคนหนึ่งน่ะ
เสียหูไปข้างหนึ่งตั้งเเต่ภาคก่อนหน้านี้
(โดนคำสาปงูบินของสเนป
เเละเเผลจากคำสาปจะรักษาไม่หายดังเดิมครับ)
เเละอีกจุดคือ
หินเรียกวิญญาณ resurrection stoneนั้นน่ะ
ในหนังสือเป็นหินกลมๆรีๆนะครับ ไม่ได้ทรงลูกบาศก์อย่างในหนัง
เเละเวลาเรียกวิญญาณก็หมุนสามรอบครับ  ไม่เห็นเเฮร์รี่ทำดังว่าเลย


เเต่อย่างไรก็ตาม
สรุปว่า

เเฮร์รี่พอตเตอร์ สอนอะไรผมหลายอย่างนอกจากความสนุกสนาน
สอนให้มองเปรียบกับการเมืองปัจจุบัน
ธรรมชาติของคน
ตลอดจนเรื่องของกำลังใจ เเละคุณธรรมน้ำมิตร

หนังสือเเฮร์รี่พอตเตอร์นั้นอ่านไม่ยากเเละสนุกมากๆ
ผมคงต้องกลับไปอ่านอีกสักรอบเเล้วละครับ
ตามอ่านตามดูมาเกือบสิบปี
จนจบเเล้วรู้สึกยังไม่อยากให้จบเลยครับ
 

โดย ต้นหญ้าในป่าใหญ่

 

กลับไปที่ www.oknation.net