วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

XV เรื่องที่ 1: World in UNION กีฬาเจือวัฒนธรรม


Prologue อารัมภบท

XV เป็นคำอ้างถึง Rugby Football ตามจำนวนผู้เล่น 15 คน

สิ่งที่สะท้อนออกมาในสังคมรักบี้ดูจะเป็นวัฒนธรรมมากกว่ากีฬา

บางเรื่องน่าสนใจ ... โดยไม่ต้องเข้าใจและข้องแวะกับเกมและกฎกติกา

ประกอบกับมีสองเหตุการณ์กำลังจะเกิดขึ้น คือ

 2011 World Cup Rugby

งานวิวาห์ของบุคคลน่าสนใจในแวดวงรักบี้

จึงขอจับความเรื่อง XV ไว้คราวนี้ 3 ตอน

จำเป็นที่ตอนแรกต้องเกริ่นที่มาของ XV

…………………………………………………..

 

 

‘The rogue’s game played by gentlemen.’ เป็นหนึ่งวลีที่เปรียบ Rugby Football ว่าเป็นกีฬาที่ดูเถื่อนของสุภาพชน ขณะที่ฟุตบอลถูกมองกลับทางว่า ‘The gentleman’s game played by rogues.’ 

 

Rugby Football มีที่มายาวนาน และมีมูลเหตุให้บ่มเพาะบุคลิกได้ชัดเจน

 

กำเนิดของรักบี้ฟุตบอลที่บันทึกไว้มาจาก Public School ชื่อ Rugby ที่เมือง Rugby ประเทศอังกฤษในพ.ศ.2366 เมื่อนักเรียนชื่อ William Web Ellis คว้าลูกฟุตบอลหนีบแขนออกวิ่งไปสู่ฝั่งของคู่แข่งขัน

ณ เวลานั้น การเล่นฟุตบอลมีกติกาแตกต่างกันไปตามแต่ละพับลิกสกูล เช่น Eton Football หรือ Harrow Football แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครใช้มือคว้าลูกวิ่งมาก่อน

 

เมื่อนักเรียนเหล่านี้ย้ายไปทั้งที่ Oxford และ Cambridge ก็ไปตั้งคลับเล่นฟุตบอลกันด้วยกฎที่ต่างคนต่างคุ้นเคย กฎกติกาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดเป็นของโรงเรียนรักบี้ ในที่สุด Ball game ลักษณะนี้จึงถูกเรียกว่า Rugby Football แม้ทุกวันนี้ที่โรงเรียนรักบี้จะเรียกเพียงแค่ ‘ฟุตบอล’

 

 

พื้นฐานที่ปรุงแต่งให้ Rugby Football ปรากฏอย่างที่เห็น เป็นผลมาจากการปลูกฝังของ Dr Thomas Arnold ครูใหญ่ของโรงเรียนรักบี้ในยุคสมัยหนึ่ง ที่ผสมผสานให้กีฬามีวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

 

 

Thomas Arnold เป็นนักประวัติศาสตร์และนักการศึกษา ที่ให้ความสำคัญในคุณค่าของ Good Christian values อันได้แก่ ความเหมาะสม (Propriety) ความมีจริยธรรม ในการใช้ชีวิตและปฏิบัติต่อผู้อื่น ช่วงเวลาสิบกว่าปีของการเป็นครูใหญ่ อาร์โนลด์ได้ปฎิรูปการศึกษาทั้งเรื่องเรียน เรื่องกีฬาเพื่อปลดปล่อยพลังอันเหลือเฟือของเด็กผู้ชายภายใต้กฎกติกาของสุภาพชน และเรื่องระบบ Prefect ที่สอนรุ่นพี่ให้ปกครองรุ่นน้อง สร้างวินัยและความเข้าใจเรื่องการปกครองคน อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมของเยาวชนเมื่อประเทศอยู่ในช่วงขยายอาณาจักรในยุค Victorian

 

ระบบที่อาร์โนลด์วางรูปแบบนั้น ได้รับการยอมรับถึงขั้นเป็นพื้นฐานให้พับลิกสกูลอื่นในอังกฤษนำไปปฏิบัติตาม

 

บรรยากาศของโรงเรียนรักบี้ในช่วงของครูใหญ่ธอมัส อาร์โนลด์นั้น ถูกบันทึกไว้โดยนักเรียนคนหนึ่งคือ Thomas Hughes เป็นหนังสือชื่อ Tom Brown’s Schooldays ที่กลายเป็นหนังสือสำหรับอ่านในโรงเรียน และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และเรื่องทางโทรทัศน์หลายครั้ง

 

 

ความนิยมของหนังสือข้ามไปถึงฝรั่งเศสและเป็นที่จับใจ Baron Pierre de Coubertin อย่างยิ่ง

 

De Coubertin มาจากครอบครัวชนชั้นสูง เติบโตในช่วงความพ่ายแพ้ของ Franco-Prussian War ที่ฝรั่งเศสมีแต่ความหดหู่ เมื่อเห็นแนวทางปฏิรูปการศึกษาของ Thomas Arnold ก็สนใจจนกระทั่งข้ามมาหาถึง Rugby School ได้แรงบันดาลใจมากมายในวิธีสร้างคน (Character reforming) ด้วยกีฬาผนวกกับคุณแค่ของจริยธรรม และปักใจว่านี่คือปัจจัยที่นำอังกฤษเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจ – ปัจจัยที่หากคนฝรั่งเศสได้เรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่อง Physical education ก็จะทำให้มีความพร้อมที่จะสู้รบ และตัดสินใจเมื่อเกิดข้อขัดแย้งในยามสงครามได้ดีกว่านี้ 

 

De Coubertin จึงนำแนวทางที่เห็นพร้อมกับการเล่นรักบี้กลับมาใช้ในระบบการศึกษาของฝรั่งเศส

 

 

ภายหลัง De Coubertin นักการศึกษาและประวัติศาสตร์ท่านนี้เอง ได้ก่อตั้ง International Olympic Committee ที่ดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคทุกวันนี้

 

 

กล่าวกันว่า บุคลิกที่รักการเดินทางและผจญภัยของ Old Rugbeians หรือนักเรียนเก่าโรงเรียนรักบี้ มีส่วนช่วยให้กีฬาแพร่ไปสู่บางที่ในโลกเร็วขึ้น นอกเหนือจากประเทศในเครือจักรภพ และเมื่อกีฬาเกิดมาจากระดับโรงเรียน การเล่นรักบี้จึงเริ่มจาก Amateur game (สมัครเล่น) เมื่อข้อจำกัดของการรับผลตอบแทนถูกยกเลิกจึงกลายมาเป็น Professional game เมื่อ พ.ศ.2538 นี่เอง

 

 

ปัจจุบันการเล่นรักบี้แบ่งแยกย่อยหลายประเภท แตกสาขาจากสองส่วนใหญ่ คือ Rugby Union และ Rugby League แตกต่างกันตรงกติกาและที่มา

 

Union เดิมเป็นกีฬาสมัครเล่นและมีชนชั้นจากกำเนิดในพับลิกสกูล แต่ League เล่นในหมู่ผู้ใช้แรงงาน จึงเป็นกีฬาอาชีพเพื่อให้ผู้เล่นมีรายได้ทดแทนเมื่อต้องขาดงานมาเล่น ทั้งนี้ก็มีบางแห่ง เช่น เวลสส์ ไอร์แลนด์ และ นิวซีแลนด์ ที่คนเล่น Union มาจากผู้ใช้แรงงาน

 

ทั้งยังมีการแบ่งตามภูมิศาสตร์เป็นสองขั้วโลก ได้แก่ Northern & Southern Hemispheres

 

เมื่อรักบี้มี Good Christian values เป็นพื้นฐานตั้งแต่เริ่ม เกมและผู้เล่นจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใช้ความรุนแรงเฉพาะในสนาม อยู่ในกรอบของวินัย มีกฎของความประพฤติชัดเจน  (Etiquette) มีธรรมเนียมเฉพาะตัว สังคมของผู้เล่นจึงไม่ห่างไกลกัน แถมใกล้พอที่จะผูกพันธ์กันได้กว่าอีกหลายกีฬา

 

ภาพชายร่างยักษ์สูงกว่าหกฟุตบนสนาม ที่ต้องน้อมตัวตอบ Referee ด้วยการลงท้ายว่า Sir. จึงเป็นของธรรมดา

 

ใน Rugby Union มีหลายการแข่งขันสืบทอดเป็นประเพณีเพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งระหว่างคนในยุโรปคือ Six Nations Championship และต่างขั้วโลก คือ The British and Irish Lions และ The Barbarians การแข่งขันเหล่านั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เรี่ยกันราวช่วงท้ายรัชสมัยควีนวิคทอเรีย ปลายศตวรรษที่ 19

 

Six Nations เป็นการแข่งขันระดับ International แรกของ Northern Hemisphere เล่นกันปีละครั้ง เดิมทีเฉพาะใน Home countries คือ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลสส์ และไอร์แลนด์ เมื่อเกิดสัญญา The Entente cordiale (1904) สงบศึกระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ สองชาติก็ให้รักใคร่ปรองดองแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจนถึงเรื่องกีฬา ฝรั่งเศสรับรักบี้ไปเล่น ไม่กี่ปีต่อมาก็มาร่วมแข่ง กลายเป็น 5 Nations จน พ.ศ. 2543 เมื่ออิตาลีได้รับการยอมรับเข้ามาจึงเป็น Six Nations

 

ขณะที่ Union ยังเป็นกีฬาสมัครเล่น ผู้เล่นส่วนมากมีการศึกษาสูง มีโอกาสทางสังคมที่ดี ในหน้าที่การงานอย่าง แพทย์ นายธนาคาร แต่ยังเสวนาปนเปกับผู้เล่นชนชั้นกรรมากรทำงานเหมืองได้ไม่ขัดเขินก็ด้วย Good Christian values ที่หนุนอยู่มั่นคง วันหนึ่งจึงมีความคิดที่จะออกไปสู่อีกซีกโลกเพื่อทั้งเล่นกีฬาและสร้างประโยชน์ให้สังคม

 

The British and Irish Lions หรือ The Lions นั้น เดินสายออกไป 3 ประเทศของ Southern Hemisphere อันได้แก่ Australia, New Zealand และ South Africa ด้วยหลักการว่า To absorb local values and impart good Christian values – be of benefit to the local community.  เพื่อไปเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น และนำคุณค่าทางจริยธรรมและความประพฤติที่ดี (ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา) ไปแบ่งปันให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น

 

The Lions Tour ออกเดินทางทุก 4 ปี ผู้เล่นถูกเลือกมาจาก England, Scotland, Wales และ Ireland

 

การได้ร่วมทีม The Lions เป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของอาชีพ และจุดเปลี่ยนทางความคิดของผู้เล่นจำนวนมาก

 

 

สำหรับ The Barbarians หรือ The Baa-baas เกิดขึ้นด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าหลังฤดูกาลเล่นของปี ทุกคนว่าง ผู้เล่นต่างสโมสรที่เคยแต่แข่งกันมาน่าจะมีโอกาสได้พบปะและร่วมทีมเดียวกันไปแข่งกับทีมชาติต่างๆ

 

ผู้เล่นThe Baa-baas ในแต่ละปีเปลี่ยนไปเรื่อยตามที่ได้รับเชิญเท่านั้น หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเชิญพื้นฐานคือต้องเล่นเป็น แต่ที่สำคัญ คือ ต้องเป็นผู้เล่นที่มีความประพฤติดีทั้งในและนอกสนาม ไม่จำกัดว่าจะมาจากคลับไหน เชื้อชาติ สีผิวใด เพื่อให้สมกับปณิธานของผู้ก่อตั้ง The Barbarians ว่า

 

"Rugby Football is a game for gentlemen in all classes, but for no bad sportsman in any class."*

 

เมื่อทั้ง The Lions และ The Baa-baas ให้โอกาสผู้เล่นต่างสโมสร ต่างเชื้อชาติได้ร่วมเกมข้างเดียวกัน เกิดเป็น Rugby family เมื่อกลับสู่การแข่งขันในฤดูกาลปกติจึงสร้างบรรยากาศหลังการแข่งขันที่แตกต่าง ผู้ชนะและแพ้โอบไหล่ทักทาย ออกจากสนามด้วยกัน

 

ผลพลอยได้ คือธรรมเนียมแปลกที่พ่วงมา

 

The Baa-baas เป็นการแข่งขันเดียวที่ชุดแข่งกำหนดเฉพาะเสื้อและกางเกง ขณะที่ใช้ถุงเท้าหลากสีตามสังกัดของผู้เล่นจากทั่วโลก หากผู้เล่นกำลังจะเปลี่ยนคลับก็จะนิยมใส่ถุงเท้าของคลับเดิมและที่ใหม่อย่างละข้าง

 

 

และเพลงกลายเป็นบทบาทสำคัญมาก

 

ขณะที่ Northern Ireland อยู่ภายใต้การปกครองของบริเทน มี God Save The Queen เป็นเพลงชาติ เมื่อเป็นทีมชาติที่คนไปรวมกันกับ Republic of Ireland ก็เกิดปัญหาว่าร้อง Amhrán na bhFiann เพลงชาติ Ireland ไม่ได้ คนไอริชจึงแต่งเพลง Ireland’s Call เป็น Rugby Anthem ให้ทุกคนร้องด้วยกันได้ต่อจากเพลงชาติ และเมื่อเป็นไอริช ... จึงมีเพลง Fields of Athenry แถมสำรองไว้ร้องเมื่อเกมกำลังร่อแร่

 

ออสเตรเลียเคยใช้ God Save The Queen ก่อนมีเพลงชาติของตัวเองคือ Advance Australian Fair แต่คนก็ชอบ Waltzing Matilda ด้วย           Rugby Union เลยเอามาร้องต่อจากเพลงชาติ กลายเป็น Rugby Anthem ไปด้วย

 

สำหรับนิวซีแลนด์รับการเต้นพื้นเมืองของ Maori ที่เรียกว่า The Haka ใช้ก่อนการแข่งขัน เป็นการท้าทาย และคล้ายกับข่มขวัญคู่ต่อสู้ ตามธรรมเนียมอีกฝ่ายต้องเผชิญหน้าและสบตา  

 

The Haka สำหรับคนไม่คุ้น จะดูน่าตกใจ

พ.ศ. 2448 Wales ทราบข่าว The Haka ที่พวกสกอตแลนด์เจอมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า คิดกันใหญ่ว่าจะแก้เกมอย่างไร Tom Williams ผู้คัดเลือกทีมของเวลสส์มีคำตอบให้

หลังสบตากับทีมนิวซีแลนด์ที่เรียกตัวเองเป็นครั้งแรกว่า All Blacks ใน ‘ฮักก้า’ ที่รุนแรง ข่มขู่แล้ว ผู้เล่นเวลสส์เปล่งเสียงร้อง Hen Wlad Fy Nhadau เพลงชาติที่ช้านุ่มนวล ตอบรับ มีคนทั้งสนามร้องตามก้องกระหึ่ม

 

นับเป็นครั้งแรกที่มีการร้องเพลงประจำชาติก่อนการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติทุกชนิด จึงเป็นต้นกำเนิดของการร้องเพลงชาติที่ปฏิบัติกันมาตราบจนทุกวันนี้

 

หนึ่งร้อยปีให้หลังเมื่อ  All Blacks กลับมาเยือน   เวลสส์จึงขอคงลำดับการร้องเพลงชาติไว้หลังฮักก้า นิวซีแลนด์อึดอัด ก็เลยไปฮักก้าให้เสร็จใน Changing room แทน    

 

เมื่อที่มาของกีฬาไม่ห่างจากคุณค่าอันดีงาม เพลงของรักบี้ส่วนใหญ่จะมาจาก Hymns ซึ่งร้องกันในโบถส์ รวมทั้งเพลงของ World Cup Rugby ที่ใช้มาสามสมัยแล้ว

 

2011 World Cup Rugby ที่ New Zealand: 9 กันยายน - 23 ตุลาคม

จึงคงมี World in Union ให้ฟังอีกหลายครั้ง

ก่อนที่ถ้วย William Web Ellis

จะถูกส่งมอบให้ผู้ชนะอีกวาระ

 

Searching for the best in me

I will find what I can be

If I win, lose or draw

It’s a victory for all.

 

………………………………………………………..

คราวหน้า...

XV เรื่องที่ 2: (Royal) Wedding ที่เกี่ยวดองคนในวง XV

Reference/ข้อมูลเพิ่มเติม

*Right Reverend W.J. Carey, former Bishop of Bloemfontein and an original member of the Barbarians.

World in Union sung by Bryn Terfel & Shirley Bassey 

Pictures courtesy of: “with a fine disregard…” A Portrait of Rugby School

Rugby History

ฟัง Hen Wlad Fy Nhadau 

ดู Haka

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net