วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กลยุทธ์การตลาดการเมือง ตอน สงครามจบลงด้วยบทเรียนความปราชัยของประชาธิปัตย์ ตอนที่ 3


เมื่อตอนที่ผ่านมาผมได้เขียนเกี่ยวกับแบรนด์ขนาดกลางว่าแนวโน้มสุดท้ายที่จะอยู่รอดนั้น “ยากเหลือเกิน” ตามทฤษฏีแล้ว อาจจะเป็นไปได้ที่แบรนด์เล็กที่มี Niche Market จะอยู่รอด แต่ในโลกของความเป็นจริง ธุรกิจที่ต้องวิ่งไปหาตลาด Mass ในที่สุดแล้ว Niche Market ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องถูกเจาะตลาดอยู่ดี และนั่นก็หมายถึงลมหายใจของแบรนด์เล็กหรือกลางก็จะน้อยลงไปทุกที

มองในมุมของการวางตำแหน่งทางการตลาด หรือ Market Positioning แบรนด์เล็กที่ได้เปรียบที่สุดก็คือแบรนด์ของคุณชูวิทย์ เพราะเป็นแบรนด์คุณชูวิทย์นั้นวางตัวเองเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเป็น Positioning ที่ไม่มีใครอยากเป็น ดังนั้นเวทีของแบรนด์ชูวิทย์ยังคงมีเสมอตราบใดที่ผู้บริโภคยังคงเลือกใช้บริการอยู่ หรือแบรนด์นี้แสดงให้เห็นว่า Market Positioning ของคุณชูวิทย์นั้นเป็นอย่างที่ผู้บริโภคคาดหวังเอาไว้จริง ๆ

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คุณชูวิทย์อยากจะเป็นฝ่ายรัฐบาลเมื่อนั้นแบรนด์ของคุณชูวิทย์ก็จะเหมือนกับแบรนด์อื่น ๆ ที่จะไม่สามารถหา Segment ของตัวเองได้ และในที่สุดก็จะหายไปจากตลาด

หลังจากที่เราได้คุยเรื่องแบรนด์ขนาดเล็กและแบรนด์ขนาดกลางไปแล้ว ที่นี้มาถึงเรื่องใหญ่และโจทย์สำคัญของนักการตลาดที่ว่า

“ทำไมแบรนด์ประชาธิปัตย์ถึงแพ้แบรนด์เพื่อไทย”

เช่นเคยครับบทความนี้มีเจตนาที่จะวิเคราะห์เรื่องของกลยุทธ์การตลาดผ่านตัวอย่างของการเมือง ดังนั้นผมจะไม่ใช้เหตุผลของการเมืองมาอธิบายอย่างเด็ดขาด

เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะตกใจว่าทำไมชัยชนะของแบรนด์เพื่อไทยถึงได้ทิ้งห่างแบรนด์อันดับสองอย่างแบรนด์ประชาธิปัตย์ขนาดนี้ ผมเองได้อ่านบทความของกูรูด้านการตลาดหลายท่าน โดยส่วนใหญ่นั้นได้กล่าวว่าชัยขนะทิ้งขาดของแบรนด์เพื่อไทยนั้นไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

ผมอ่านแล้วก็สงสัยเหมือนกันเพราะด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างกันขนาดนี้น่าจะหมายความได้ว่าสินค้าภายใต้แบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นมันแย่เหลือเกิน เทียบไม่ได้เลยกับสินค้าภายใต้แบรนด์เพื่อไทย

ถ้าเราจะลองประเมินคุณภาพของสินค้าเชิงเปรียบเทียบ เราคงต้องมามองบทบาทของทั้งสองแบรนด์ด้วยกัน ซึ่งนั่นหมายถึงสินค้าของแบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นเราจะประเมินจากคุณภาพของการทำงาน นโยบาย และผลของการทำงานภายใต้บทบาทของรัฐบาล

ในส่วนของสินค้าของแบรนด์เพื่อไทยนั้นเราจะประเมินจากคุณภาพของการทำงาน การตรวจสอบ ในฐานะของบทบาทฝ่ายค้าน

ถ้าเราลองประเมินสินค้าทั้งสองแบรนด์นั้นจะพบว่าแบรนด์ประชาธิปัตย์โดยรวมแล้วน่าจะดีกว่าแบรนด์เพื่อไทยเป็นอย่างมาก แม้ว่าอาจจะมีสินค้าบางตัวที่ผู้บริโภคไม่ชอบนัก แต่โดยภาพรวมก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดี การจัดการกับเหตุการณ์วิกฤติทางการเมืองถึงสองครั้ง เป็นต้น แต่พอเรามาประเมินคุณภาพของสินค้าแบรนด์เพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน โดยภาพรวมนั้นเราอาจจะพอบอกได้ว่าแบรนด์เพื่อไทยยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีมากนัก อย่างเช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งทางแบรนด์เพื่อไทยเคยยื่นญัตติอภิปรายคุณกรณ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่กลับไม่ยอมอภิปรายอะไรเลย จนกระทั่งคุณกรณ์เอง ต้องทักท้วงว่าทำไมไม่มีใครอภิปรายเค้าเลย

เรื่องที่ผมยกมาเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นครับ เป็นตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็นว่าคุณภาพของสินค้าภายใต้แบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีทีเดียว ในขณะที่สินค้าของแบรนด์เพื่อไทยนั้นกลับไม่มีจุดเด่นอะไรเท่าไหร่

ในแง่ของสินค้าแล้วสรุปง่าย ๆ ว่าสินค้าจากแบรนด์เพื่อไทยนั้นยังมีคุณภาพสู้สินค้าจากแบรนด์ประชาธิปัตย์ไม่ได้ครับ

ถ้าประเมินจากสินค้าไปแล้ว ทีนี้ประเมินจากเรื่องของการสื่อสารประชาสัมพันธ์กันบ้าง อย่างที่ผมเคยเขียนไปในบทความก่อน ๆ แล้วว่าแบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นให้ความสำคัญกับเรื่องการตลาดมากทีเดียวครับ ใครที่บอกว่าแบรนด์นี้ไม่สนใจเรื่องการตลาดผมคิดว่าคงไม่จริง เพราะว่าเท่าที่เห็นไม่ว่าจะเป็นการออก Campaign การหาเสียงต่าง ๆ ป้ายโฆษณาที่สร้าง Mood & Tone ที่ดี มีลูกเล่นให้ผู้บริโภคสนใจ รวมไปถึงการปราศรัยที่ทรงพลัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของการตลาดทั้งสิ้นครับ

อย่างที่ผมได้บอกเอาไว้ข้างต้นครับว่า จะไม่ให้ผมแปลกใจได้อย่างไรในเมื่อ สินค้าแบรนด์นี้ก็ดี การสื่อสารหรือประชาสัมพันธ์ก็ดี

แต่สินค้ากลับขายไม่ได้ !!!!!!!

ท่านผู้อ่านลองเดากันดูนะครับว่า ถ้าแบรนด์ของเราก็ดี คุณภาพสินค้าก็ใช้ได้ แถมมีโฆษณาเจ๋ง ๆ อีก แต่สินค้ากลับขายไม่ได้ มันเป็นเพราะอะไรกัน ลองเดากันดูเล่น ๆ นะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการชมโฆษณานะครับ

 

โดย oamie

 

กลับไปที่ www.oknation.net