วันที่ พุธ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ด้วย...หัวใจเดียวกัน


ด้วย....หัวใจเดียวกัน

 

พวกคุณรู้ไหมว่าสิ่งที่พวกคุณทำคือการให้เครื่องมืออีกแบบกับพวกเขา

 

 

เสียงคำถามดังขึ้นกลางวงสนทนาในร้านอาหารกลางเมืองใต้สุดแดนสยาม ค่ำคืนหนึ่ง  

ในเงามืดนั้นข้าพเจ้าเพียงนิ่ง เพราะคำตอบที่ดังอยู่ในใจคงไม่ใช่เหตุผลที่

จะเอามาหักล้างกันในวงสนทนา แต่เพราะข้าพเจ้าติดตามคนกลุ่มเล็กๆ จน

เห็นในสิ่งที่พวกเขาลงมือกระทำและหลายครั้งที่ข้าพเจ้าเข้าไปอยู่ร่วมใน

กิจกรรมที่จัดให้กับเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนใต้

 

 

 

 

หากแต่เครื่องมือที่ถูกถามถึง คือ ปากกา กระดาษ กล่องสี และกล้องถ่ายรูป

 อาวุธที่คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้ได้ทำการติดตั้ง คงเป็นเพียง อาวุธทางปัญญา 

ที่นำมาแลกเปลี่ยนทัศนคติ เล่าสู่กันฟังในมุมมองของเยาวชนคนที่อยู่ใน

พื้นที่ สังเคราะห์รากของวัฒนธรรม ชี้ให้เห็นคุณค่า บ่มเพาะคุณภาพในใจ

ที่ยังเปี่ยมไปด้วยศรัทธา เพียงเพื่อสื่อสารสู่สาธารณะในอีกแง่งามของวิถีชีวิต

ความเป็นจริงและความเป็นไป

 

หากเครื่องมือคืออีกตัวแทนหนึ่งที่บอกกล่าวว่า ภายในบ้านยังมีผู้คน และผู้

คนที่อยู่ในบ้านยังอยู่ได้อย่างปกติ ใช้ชีวิตตามวิถี มีชีวิตประจำวันเพื่อหาอยู่

หากิน มีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้มและรอยน้ำตา แต่ที่นี่ก็คือบ้าน

 

 

.........................................................................

 

 

ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเดินทางไปเบตง และเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าตกหลุมรักเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ เต็มหัวใจ ในเช้าชื่นวันนั้นข้าพเจ้าเดินตามชายจีนสูงวัย ที่โปรยดอกไม้เป็นทางลงบันไดตามทางเขา ข้าพเจ้าก้มมองดอกไม้ ถ่ายภาพ ชมหมอกเหมย พอเงยมาอีกทีชายผู้นั้นก็หายไป เหลือแต่ความสงสัยที่เก็บไว้ในหัวใจ พร้อมดอกไม้เล็กๆ ที่เป็น รอยทาง

 

 


 

 

ท้ายเกาะหมู่บ้าน กาแลตาแปกลางเมืองนราธิวาส หลังอาหารกลางวัน ข้าพเจ้าถอดรองเท้าเดินเล่นบนผืนทราย ริมแม่น้ำบางนรา ฟ้าใสไร้ก้อนเมฆ เด็กๆ ถอดเสื้อกระโดดน้ำเล่น ข้าพเจ้าถือกิ่งไม้วาดรูปเล่น เด็กๆ เดินมาเมียงมอง จึงชักชวนกันฟังนิทาน แม้คราวนั้นข้าพเจ้าจะเป็นผู้เล่านิทาน แต่ ณ หาดทรายแห่งนั้นเราทุกคนล้วนเป็นผู้วาดเรื่องราว ข้าพเจ้าจดจำ คำ ที่เป็นภาษามลายูมาได้หลายคำ รวมทั้งแววตาอันสดใส เสียงหัวเราะที่มิได้แบ่งกั้นเขาและเรา เป็นห้วงเวลาที่เปี่ยมสุข วันนั้นข้าพเจ้ารู้ว่า ที่นี่คือโลกไร้พรมแดนใดๆ ฟ้ามืด ฝนเทกระหน่ำ พวกเราทุกคนวิ่งเข้าไปอยู่ในศาลา น้ำเก่าไหลลงทะเลออกสู่ห้วงมหาสมุทร น้ำใหม่กำลังเติบโต

 

 

 

 

และในอีกห้วงเวลาหนึ่งที่ข้าพเจ้ารับงานทำกิจกรรมให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยสองแห่งเป็นเวลาไล่เลี่ยกัน ต่างกันแค่ สถานที่และภูมิภาค นักศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้สนใจในประเด็นร่วมของสังคม อยากค้นหาทางออก พยายามขบคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเดิมสู่สังคมแห่งสันติ เยาวชนที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปสัมผัสเปิดใจเรียนรู้การทำงานของฝ่ายรัฐ มองแยกส่วนการทำงานจากความรู้สึก เมื่อเรียนรู้มุมมองโดยเปิดกว้างและเปิดใจ พวกเขาเสนอทางออกอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรอการสานต่อ ข้าพเจ้าประทับใจในหลายคำถามที่เยาวชนตั้งกระทู้ถาม เพราะเป็นคำถามปลายเปิด ที่กลั้นออกมาเพื่อร่วมกันขบคิดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตามหลักศาสนาและวิถีชีวิต ซึ่งมองเห็นภาพสังคมมากกว่าตัวเอง ในขณะที่สองวันถัดมา ข้าพเจ้ากลับมาทำงานที่เมืองหลวง นักศึกษาใหม่ในมหาวิทยาลัยเอกชน กลับตั้งกระทู้ถามแต่เรื่องของตัวเอง เรียนจบคณะนี้จะรับรองไหมว่ามีงานทำ คำถามนี้ทำให้ข้าพเจ้านิ่งอึ้งไปหลายนาที

 


 

 

เกือบทุกครั้งในวงสนทนาของอาสาและคนทำงานในสำนักหัวใจเดียวกัน เราคุยกันว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่มีพลัง เสียงของพวกเขามีคุณค่า พวกเขามีศรัทธาที่บริสุทธิ๋ จริงใจ และเป็นพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคม การทำงานกับผู้คนที่มีพลังที่เต็มไปด้วยแรงหวังของสำนักหัวใจเดียวกัน ที่พวกเราชอบใช้คำว่า ไร้กระบวนท่า เพราะเรามีหมุดหมายอันเดียวกันคือ เราเชื่อในศรัทธา เราเชื่อในความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีอิสระที่จะเลือก คิด และตัดสินใจ หากแต่ เราคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงต้องร่วมแรงร่วมใจ ติดอาวุธทางปัญญาและเป็น ผู้อำนวยการเรียนรู้นำไปสู่การแลกเปลี่ยน คนหัวใจเดียวกัน ทำงานด้วยการสื่อสารสองทางคือ สื่อสารและรับฟัง แลกเปลี่ยนจนเป็นองศ์ความรู้ร่วมกัน องค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดและพัฒนา ปรับ เปลี่ยน ตามกาลเวลาเพื่อร่วมกันค้นหา ทางที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ ข้าพเจ้าเชื่อในพลังของเยาวชน เท่าๆกับเชื่อว่าทุกคนมีสันติในหัวใจ

 

 

..........................................................................

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าฟังดิเกร์ฮูลูสดๆ ในงานมหกรรมชายแดนใต้ หัวใจเดียวกัน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เนื้อร้องเพลงอีสาน ทำนองเร็วที่เร้าใจ สนุกสนานจนต้องขยับร่างกายตาม ข้าพเจ้าหันไปมองเพื่อนอาสาของสำนักฯ ที่มาจากถิ่นอีสานยืนขยับขายิ้มกว้าง แววตาเปี่ยมสุข หัวใจพองโตเต็มไปด้วยความชื่นชอบในการผสานวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จากเพลงนั้นต่อด้วยเพลง Que Sera, Sera (Whatever Will Be, Will Be) ทำเอาอาสาสาว ชาวกรุงที่ทำงานกับเด็กๆอนุบาลตาแดงก่ำ ณ เวลานั้น ข้าพเจ้าเข้าใจสำนักหัวใจเดียวกันแล้วว่าทำไมจึงต้องใช้ศิลปะ ดนตรี และกวีในการสื่อสารสู่สังคม เพราะศิลปะไม่มีพรมแดน ไม่มีเส้นเล็กๆ บางๆ มาแบ่งบ้านฉันบ้านเธอ  แต่เป็นความงามที่เราเพาะปลูกได้ในหัวใจ ภาพถ่ายดีๆ ที่เปี่ยมพลังและสื่อความหมายได้เข้าไปประทับในหัวใจของผู้คน เป็นความงามที่บ่มเพาะความงามให้เติบโต ณ บัดนั้นข้าพเจ้าไม่ได้เชื่อในพลังแห่งศิลปะคนเดียว แต่เรา หัวใจเดียวกันเชื่อในพลังของศิลปะ ว่าศิลปะจะสะสมในใจและสร้างพลัง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

 


 


 

จากงานครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้พบอาสา เยาวชนคนรุ่นใหม่มากมาย เป็นน้องๆนักศึกษาในพื้นที่ มีน้ำใจ มีความคิดเป็นของตัวเอง มีไฟ เปิดใจเรียนรู้ ตื่นตัวต่อการเรียนรู้ใหม่ๆ และสำคัญกว่านั้นคือ น้องๆ รักบ้านเกิดและอยากให้ผู้คนมองพื้นที่อีกมุมมองหนึ่งบ้าง จึงร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสื่อสารสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน เรื่องสั้น ภาพถ่าย ละคร หรือแม้แต่แรงกายที่ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆตามมา แม้อาสาบางคนจะติดภารกิจแต่ยังคงติดต่อกันอยู่ในโลกไซเบอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนและให้กำลังใจกัน

 


โลกยังคงหมุนเช่นเดิมทุกวัน ความรักก็ยังคงเป็นความรัก  ข้าพเจ้ามิได้ฝันถึง สังคมอุดมคติแต่ข้าพเจ้าเชื่อและศรัทธาว่าในทุกลมหายใจของมนุษย์เราต่างมีสันติ ศานติในเรือนใจ รอยทาง ของชายสูงวัยที่โปรยไว้กลางหุบเขา คงไม่ใช่ ทางดอกไม้ในภาพฝัน เพราะคนมีฝันจะพบฝันเมื่อลงมือทำ ชายคนที่ข้าพเจ้าสงสัย อาจค้นพบว่าสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดคือการโปรยดอกไม้ให้เป็นทางทุกเช้า เมื่อใครสักคนเห็นความงามของดอกไม้ ดอกไม้ได้ทำหน้าที่ของดอกไม้อย่างสมบูรณ์ แม่น้ำบางนราไหลเรื่อยออกสู่ห้วงมหาสมุทรทุกวินาที    น้ำเก่าไหลออก น้ำใหม่กำลังเติบโต ทัศนคติอยู่ที่ใจ หากเราปรับใจเรา เราก็จะเห็นเป็นอีกมุม

 

ด้วยรักและมิตรภาพแด่มิตรสหายหัวใจเดียวกัน

เมอนารา

 

15 กรกฏาคม 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ภูพานลานดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net