วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ข้ามขอบฟ้า หาทางข้ามความผูกพัน



ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

 ออกเดินทางในยามที่รู้ตัวดีว่า ดวงกำลังตกอย่างแรง เริ่มตั้งแต่ตกกระท่อมผุบนภูเขา เจ็บแขนนานนับเดือน แล้วมาถูกหมากัด ต้องฉีดยาติดต่อกันหลายเข็มหลายเดือน และบรรยากาศทางการเมืองที่ชวนหดหู่ ดูไร้อนาคตสำหรับคนตัวเล็กๆ

 ฉันจึงออกเดินทาง อย่างโหวงเหวงใจ....

ไปกราบพระที่วัดประจำหมู่บ้านไทลื้อ บ้านหม่าจิงไต้


 ที่ไหนเล่าจะสงบสุข ....ไม่มีหรอก แต่ยังดีกว่าทนอยู่กับสิ่งที่รู้สึกย่ำแย่อยู่ทุกวัน 
กางแผนที่เอานิ้วจิ้ม แล้วเริ่มแผนการเดินทาง ต้องทำวีซ่า สำหรับจีน แต่ลาวและเวียดนาม ไม่จำเป็น ดูท่าจะสะดวกสำหรับการเปลี่ยนเส้นทางและวันเวลาที่ใช้เดินทาง

 ยามที่ดวงตก มุมมองต่อมันท้าทายเป็นที่สุด เพราะแต่ละวันต้องลุ้นว่าจะเกิดอะไรที่ดีหรือร้าย มากน้อยแค่ไหน ต่อให้อธิษฐานจิตว่าให้เจอดีๆด้วยเถิด ดูเหมือนชะตาจะไม่ยินยอม

 คนเดินทาง จึงต้องแขวนชีวิตไว้กับโชค เช่นเดียวกับนักเดินเรือ ที่เหลือให้ใช้ความสามารถเฉพาะตน และนั่นคือ....ลูกบ้า


 วันที่ 24 ตอนค่ำ บนรถไฟสายหนองคาย 
 วันที่ 25 ตอนบ่าย ฉันอยู่บนรถเมล์สายเวียงจันทน์-อุดมไซ (ตลอดทั้งคืน ที่พยามเปิดตาไม่หลับเพราะถนนขึ้นลงภูเขาสูง เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา รถจอดเพื่อราดน้ำที่เบรคล้อหลายครั้งหน จนกระทั่งเช้า ฉันพบว่าถนนที่ใกล้ถึงอุดมไซ เป็นสภาพขรุขระบางตอน ดินพังขวางถนนในบางที่ แต่สามารถมาถึงที่พักได้ในเวลา 8 โมงเช้า รวมเวลา กว่า 20 ชม. ด้วยคนขับเพียงคนเดียว)

 ตลอดเวลา 2 วัน ที่อุดมไซ ฉันพบว่าตัวเอง เป็นมนุษย์ที่กลวงโบ๋ ยกเว้นยามก้มลงกราบพระ ที่ยังรู้สึกถึงความปิติสุขในสายสัมพันธ์ของศิษย์มีอาจารย์ ฉันน้อมใจกราบระลึกถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวพันกัน ทั้งดีและร้าย ขออโหสิกรรมต่อสิ่งที่ทำลงไป และให้อภัยต่อทุกอย่างที่คนอื่นกระทำ

 วันที่ 28 เช้าตรู่ ฝนตกหนักมาก จนแทบจะยกเลิกการเดินทาง แต่ป่วยการเพราะกิจกรรมที่จะทำที่อัดมไซแทบไม่มีอะไร ไม่มีนักท่องเที่ยวอื่นๆให้พูดคุย แต่ละคนรีบมารีบไป รีบผ่านเมือง
เสี่ยวฟาง เพื่อร่วมห้องและเพื่อเที่ยวในหมู่บ้านนอกเส้นทางทัวร์ริสต์

 
วันที่ 28 ออกจากอุดมไซ ด้วยรถเมล์เล็ก จุ 20 คน มุ่งตรงมาที่เชียงรุ้ง แค่ขึ้นบนรถก็รู้แล้วว่าความยากรออยู่ คนขับพูดลาวไม่ได้ ผู้โดยสารล้วนแต่เป็นคนจีนทั้งสิ้น (เพราะลาวเปิดประเทศให้นักธุรกิจจีนไปทำมาหากินค้าขายกันคึกคัก)
 เส้นทางที่ใช้คือ ด่านบ่อเต็น ของลาว มุ่งมาโมห่าน ของจีน และเข้ามาที่เมืองลา มาสู่เชียงรุ้ง
(ที่บ่อเต็น ฉันถูกความซวยเล่นงาน เพราะคนขับรถไม่ยอมรอ ในขณะที่ฉันถูกตรวจตราพาสปอร์ตอย่างละเอียดและนานเกินไปจากตม.ลาว ในขณะนั้น ฉันคิดอย่างเดียวว่าต้องวิ่งตามรถ เพราะกระเป๋าและของสำคัญอยู่บนรถทั้งนั้น วิ่งไปตะโกนไปอย่างบ้าคลั่ง ทำไมทำกันอย่างนี้หนอ โกรธอย่างแรง ราวๆ 300 เมตร รถจอดรอ ฉันคงหน้าเหมือนยักษ์ และยิ่งน่าเกลียดเมื่อพ่นคำอันดุดันออกไปว่า...จะไม่ให้ไปด้วยก็ได้นะ แต่เอากระเป๋าฉันลงมาสิ คนขับไม่เข้าใจหรอก รู้แต่ว่าฉันโกรธ เขาเงียบ บางคนบนรถแสดงท่าทีเห็นใจ แต่ป่วยการ เพราะฉันโกรธและเกือบจะเป็นลม กว่าลมโกรธจะสงบผ่านไปถึงด่านจีนอีกราวๆ 5 นาที ฉันฟ้องเจ้าหน้าที่ที่นั่น ว่านายคนขับตั้งใจทิ้งฉันไว้ที่ชายแดนลาว เขาหน้าเจื่อน เพราะเจ้าหน้าที่คงจะตำหนิ) 
 เมื่อมาถึงเมืองลา คนอื่นๆลงจากรถกันหมด เขาหันมาบอกภาษาใบ้ว่าพัก "กินข้าว" เที่ยง
ฉันเดินมาที่ถนนใหญ่ มีคนเดินมาข้างๆ แล้วชี้ร้านอาหารให้ดู ทำท่าว่าไปกินข้าวได้ ทีแรกนึกว่าเขาจะชวนไปกินด้วยกัน พอฉันพยักหน้า เขาก็หันหลังกลับทันที
 ใครคนนั้นคือผู้โดยสารที่มากับรถคันเดียวกัน เขาคงเวทนาผู้หญิงบ้าที่พูดจีนไม่ได้สักคำแล้วดันทะเร่อมาหาเรื่องลำบากที่ประเทศจีน


สองสาวร่วมท่องเที่ยวมาจากกวางสี ต้องถามหาเส้นทางเช่นกัน

 ตอนลงจากรถ ฉันหันรีหันขวาง จนเจอหญิงสาวชาวจีนสองคน ท่าทางเหมือนนักท่องเที่ยว จึงถามเธอว่าโรงแรมนี้ไปยังไง เธอส่ายหน้า และบอกว่า ฉันจะไปโรงแรมนี้ เธอยื่นนามบัตรให้ดู ฉันจึงบอกว่าขอตามไปด้วยนะ เธอพยักหน้า โชคเข้าข้างบ้างแล้ว เรานั่งรถสามล้อ แชร์ค่ารถคนละ 2 หยวน (ราวๆ 5 นาที) จากนั้น พบว่าที่พักคือ โรงแรมสำหรับเยาวชนนานาชาติ ผู้ใช้บริการต้องเป็นสมาชิก แต่พนักงานอนุโลมให้ฉันในฐานะที่สมาชิกพามา
 
 ราคาห้องที่เลือก คือ 35 หยวน (ราวๆ 175 บาท) เป็นห้องรวม 3 เตียง มีห้องน้ำ ฉันต้องการเพื่อนไว้เช็คข้อมูลการเดินทาง และเป็นไปอย่างใจ พบเพื่อร่วมห้องเป็นสองสาวจีน ภาษาอังกฤษดีเยี่ยมเพราะเธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ อีกคนเป็นสาวออฟฟิศที่ลาออกจากงานเพื่อเดินทาง เธอใช้เวลามาแล้ว 1 เดือน ผ่านธิเบตและแชงกรีล่า มาแล้ว

วัดไทลื้อ ที่บ้านหม่าจิงไต้
ภายในอุโบสถ

 ฉันกราบพระเสร็จ ขณะที่สองสาวถ่ายภาพอยู่ข้างๆ เธอหันมาบอกฉันว่าเข้ามาในวัดแล้วรู้สึกเกร็งทำอะไรไม่ถูก ฉันถามว่า แล้วเธอนับถือศาสนาอะไรล่ะ เสี่ยวฟางบอกว่า เธอไม่มีศาสนา ฉันบอกว่า ฉันเข้าใจ เธอหัวเราะ หึ หึ คล้ายไม่เชื่อว่าฉันจะเข้าใจจริง
 การไปหมู่บ้านนอกเส้นทางท่องเที่ยว เป็นกิจกรรมที่เสี่ยวฟางทำมาตลอด เธอบอกว่าไม่อยากจ่ายตังค์ไปดูการแสดงที่ไม่ใช่ของจริง และค่าผ่านประตูแพงมา (ราว ๆ 100 หยวน) ฉันบอกว่า นั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันต้องการ แล้วเราก็ไปด้วยกันตั้งแต่เช้า ขึ้นรถเมล์ราคา 2 หยวน ออกนอกเมืองนิดหน่อย เดินอีกนิดไปถึงหมู่บ้านหม่าจิงไต้ ฉันได้เจอญาติทางสายเลือด เราคุยกันเป็นภาษาไท (แบบลาวผสมเหนือ) 
 ผู้หญิงคนนั้น กำลังทำแหวนทอง เธอเป็นช่างทองมาตั้งแต่อายุน้อย ชื่อเธอคือ ดาคำ ส่วนชายหนุ่มที่นั่งอยู่เป็นลูกค้า ชื่อ จอม

 ในยามที่ออกมาไกลจากแผ่นดินเกิด มาเจอคนที่มีรากวัฒนธรรมเดียวกัน ฉันรู้สึกเป็นสุข...ยิ้มได้ลึกๆในหัวใจ

 เจ้าของบ้านหลังนี้ กระวีกระวาดมาเปิดประตูรับเรา เมื่อเห็นสามสาวไปยืนเมียงมองถ่ายรูปบ้าน แต่เธอไม่เข้าใจภาษาจีนกลางของเสี่ยวฟาง ฉันจึงถามเป็นภาษาไท ว่าพูดไทใช่บ่ เธอจึงปล่อยมาเป็นชุดด้วยภาษาไท ที่นี่สองสามยอมให้ฉันเป็นล่ามบ้างแล้ว...ฮ่า ฮ่า ฮ่า
 
 เธอชวนขึ้นบ้าน ถามว่ากินข้าวเที่ยวกันหรือยัง กินไหม มีผักดองทำเองนะ ร้อนไหม อาบน้ำก่อนก็ได้นะ น่ารักจริงๆ นี่คือใจจริงคนไท ที่นี่ ไทลื้อ แห่งเชียงรุ้ง

 ห้องนอนรวม 3 เตียง สำหรับนักเดินทาง ที่มีจุดประสงค์เพื่อเปิดโลกของนักเดินทางโดยแท้ กฏของโรงแรมแต่ละข้อเป็นไปเพื่อการถนอมโลกทั้งสิ้น
 มีน้ำดื่มฟรี ตั้งไว้ให้กดดื่มได้ตลอด  
 มีอินเตอร์เน็ต ไวไฟ ให้ใช้ แต่....ไม่สามารถเข้าถึง ระบบ google.com ได้ เข้าใช้เฟซบุคได้ยากยิ่งนัก และตอนนี้อาจจะไม่ได้แล้ว สำหรับฉัน

 การเดินทางที่ผ่าทะลวงดวงซวย ทำให้ฉันต้องตั้งสติมากกว่าเดิม และออกแรงอธิษฐานมากกว่าเดิม เพราะว่าการเดินทางครั้งนี้ ฉันไม่คาดหวังอะไรเลอเลิศ 

 ฉันแค่ปรารถนาให้หัวใจที่แกว่งไกว หวั่นไหว กับสถานการณ์บ้านเมือง ให้มันยอมรับเสียทีว่า...ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัย ต่อให้ออกแรงอย่างไรก็ยากจะเปลี่ยนแปลง

 ตราบใดที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความเคยชินเดิมๆของตัวเอง ในบางอย่าง หรืออาจหลายอย่าง ที่ต้องค้นหาให้เจอ จากการเดินทางครั้งนี้
 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net