วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ ก็แค่ยุโรป Day 31 น้ำตก หุบเขา หน้าผา ป่า “หัวใจ”


Day 31 น้ำตก หุบเขา หน้าผา ป่า “หัวใจ”

วันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่กันนะ....

นั่นคือสิ่งแรกที่ฉันเริ่มคิดเมื่อเปลือกตาเผยอเปิดรับแสงอ่อนในยามเช้า

วันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนคนหนึ่งในเมืองไทย ฉันไม่ลืมที่จะส่งข้อความไปแสดงความยินดีกับความแก่ของเธอ และไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ฉันก็ได้รับข้อความตอบมาว่าเธอตื้นตันใจที่แม้ฉันจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ยังไม่ลืมวันเกิดของเธอ

ฉันไม่ค่อยมีเพื่อนแยะนัก และหนักไปกว่านั้น ฉันไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกันสักเท่าไหร่ ค่าที่ฉันมีโลกส่วนตัวสูงกว่าระดับมาตรฐานของเพื่อนคนอื่น ๆ การส่งข้อความเพื่อแสดงความรักความห่วงใยไปให้เพื่อน จึงดูเหมือนเป็นสิ่งสำคัญที่ตอกย้ำให้เขาได้รู้ว่า ถึงเพื่อนคนนี้จะหายหัวไปไหน แต่ในใจก็ยังคิดถึงพวกเขาอยู่เสมอ แม้ในชั่วขณะที่กำลังบิดขี้เกียจอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาทางใต้ของประเทศฝรั่งเศสนี้ก็ตาม

การใข้ชีวิตอยู่ในเขตชนบท ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์นั้น หากจะต้องกอดเข่าเจ่าจุกอยู่กับบ้านวันยังค่ำ เห็นทีจะไม่ต่างอะไรไปจากการขังตัวเองเอาไว้ในอพาร์ทเม้นท์ห้องเล็ก ๆ ในเมืองหลวง และเมื่อ 2 วันแห่งการใช้ชีวิตเนิบนาบอยู่กับที่ได้ดำเนินผ่านไปอย่างอืดอาด เช้านี้เราจึงหาเรื่องไปเดินป่ากันอีกครั้ง โดยจุดหมายของเราคือ Valle De la Caranca (การันซ่า) 

อุณหภูมิที่ลดต่ำลงของวัน สามารถรู้สึกได้มากขี้นเมื่อเรายืนอยู่ในป่า อากาศสามารถเล่นงานหนังหนา ๆ ของฉันให้ชาได้ ไม่ว่าจะเป็นมือ หน้าและเท้า ฉันคว้าเสื้อกันหนาวเพื่อใส่เดินป่า...แต่พอเริ่มออกเดินไปเรื่อย ๆ จนได้เหงื่อมากขึ้น เสื้อกันหนาวก็ถูกมองว่าเป็นภาระของฉันขึ้นมาในทันที

แต่ละวันที่ฉันได้เดินป่า ทุกแห่งล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกันไป ตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งวันนี้เป็นป่าหินที่ถูกตัดทำทางให้เดินเลียบน้ำตกไปตลอดทาง โดยน้ำตกที่นี่ มีภูเขาสูงล้อมรอบ บางแห่งมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม และ บางแห่งเป็นหน้าผาสูงชัน และมนุษย์ก็ช่างขยันไปแซะขอบข้างภูเขาหินให้เป็นทางเพื่อให้คนได้ไปเดินเสียวเล่นกันได้

+++++++++++++++++++++++++

ในช่วงแรกที่เริ่มเดินเข้าไปนั้น ภายในป่ามีลักษณะเป็นทางเดินหินชัน ให้คนเดินลัดเลาะริมผา

การเดินบนทางเล็ก ๆ ที่น่าอันตรายเช่นนี้ แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากการเดินจงกรมกันเลยทีเดียว ด้วยเพราะอันตรายแบบที่เผลอไม่ได้ในชั่วกระพริบตาเพราะหากเดินพลาดนิดเดียวก็มีสิทธิ์กลิ้งลงไปนอนในน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกรากและหนาวกระชากใจนั้นได้ทุกเมื่อ

ฉันไม่อยากถูกเรียกว่าเป็น “ผีน้ำตก” จึงระมัดระวังอย่างมีสมาธิ แถมขณะเดินนั้น ก็ยังอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำของแม่ที่สั่งก้องอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า “ระวังตัวให้ดี ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก” ฉันรู้ดีว่ายังมีอีกหลายคนที่เป็นห่วงและรอคอยการกลับไปของฉันอยู่ ฉันจึงทำหน้าที่นักเดินป่าที่ดีในวันนี้

น้ำตกใสสะอาดบริสุทธิ์ ที่ไหลเชี่ยวอยู่ในป่าใหญ่ สวยพริ้งยิ่งกว่าสาวแรกแย้ม แต่เสียดายที่ทำได้เพียงแค่ “มอง” เพราะมันหนาวเกินกว่าจะแตะต้อง...ไม่รู้ว่าเวลาผู้ชายมองเห็นสาวประเภทสองสวย ๆ แล้วได้ “แค่มอง” จะรู้สึกแตกต่างกันไหมนะ (คิดเข้าไปนั่น)

ระยะทางที่เราเดินเข้าไปในป่า ฉันมักพบกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มใหญ่ที่ตั้งแก๊งค์เดินป่าด้วยกัน ดูไปแล้ว พวกเขาน่าจะแก่กว่าพ่อแม่ของฉันเสียอีก ฉันนึกชื่นชมพวกเขาที่สรรหากิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพใจและกายให้แข็งแรง ถ้าเกิดขึ้นได้กับผู้ใหญ่ไทย ก็คงจะดีมิใช่น้อย

อีริคเล่าว่า แม้ว่าเขาจะมีอาชีพไกด์นำทาง แต่เขาช่วยได้แค่บอกทางเดินให้กับกลุ่มคุณลุงคุณป้าเท่านั้นเขาจะไม่ยอมให้กลุ่มใด ๆ เดินตามเขาเป็นอันขาด เพราะกฎในการเดินป่าของที่นี่มีอยู่ว่า ถ้าเรานำทางให้ใคร แล้วเขาไปเกิดอุบัติเหตุ “คนนำทาง” คือคนผิด และถึงแม้ว่าเราจะรู้จักบุคคลคนนั้นหรือไม่ก็ตาม แต่เราซึ่งเป็นคนนำทางจะต้องรับผิดชอบ

“อะไรกันเนี่ย ทำไมตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาแบบนี้ล่ะ อีริค..ฉันไม่เข้าใจเลย” ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่

บางครั้ง หลาย ๆ อย่างที่บังเกิดก็หาความถูกต้องไม่ได้ไปเสียหมด แล้วมีหรือ ที่ฉันจะทำอะไรที่ถูกต้องไปเสียหมดได้ทุกอย่างกันเล่า ฉันคงทำได้ ก็แค่เพียงตั้งสติและทบทวนก่อนจะทำอะไรลงไปก็เท่านั้น เอาเป็นว่าถ้ารู้ว่าผิดแล้วยังทำ ก็คงต้องรอรับผลจากการกระทำนั้นไปอย่างไม่ต้องเอ่ยปากบ่น

ภาพบน : ภาพเตือน...ระวังน้ำป่า

ในช่วงเกือบเที่ยงวัน เราหยุดพักตรงโขดหินใหญ่บริเวณริมน้ำตก เมื่อหยุดเดิน อีริคก็รีบคว้าเสื้อกันหนาวตัวหนาขึ้นมาใส่ทันที ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็เหงื่อไหลจนตัวเหนียวหนับ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องใส่เสื้อกันหนาวตอนกินข้าวด้วย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเดินมาจนเหงื่อแฉะร่างขนาดนั้น แต่ไม่ทันถึง 5 นาที ฉันก็เริ่มหนาวสะท้านขึ้นมาเช่นกัน

ตอนนี้ ฉันรู้แล้วว่า ถ้าเราหยุดเดิน เราก็จะหนาวเพราะอากาศจริง ๆ ของที่นี่คือหนาวมาก หากแต่เราไม่รู้สึกรู้สาอะไรเพราะร่างกายทำงานอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

อีริค เปิดเป้ของเขา แล้วควักเสบียงออกมาเหมือนเคย ฉันได้แต่นั่งคอยเขาเตรียมของ แล้วมองดูตัวเองประหนึ่งเด็กอนุบาลที่ถือถาดหลุมคอยรับอาหารจากคุณครู อีริคตระเตรียมทุกอย่าง รินเครื่องดื่มใส่แก้ว แล้วยื่นให้ฉันดื่มก่อน แล้วเขาจึงรินให้ตัวเองบ้าง จากนั้น ก็แกะถุงพลาสติก จัดการทำแซนวิสแล้วยื่นมาให้ฉันกินก่อนเช่นเคย

ฉันมองดูเขาด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เพราะรู้ตัวดีว่า ความรู้สึกของเราไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับความรู้สึกของเขาได้เลย ทั้ง ๆ ที่เขามอบความรัก ความห่วงใยหยิบยื่นมาให้ฉันเสียมากมาย แต่ฉันเองกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็น “นก” อยู่ร่ำไป

ฉันอยากบิน บินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเหนื่อย แล้วค่อยกลับมาคิดถึงเขา

ในระหว่างที่เราทั้งสองกำลังใช้เวลาพักผ่อนอยู่ตรงนั้น สมองของฉันได้แต่คิดเพราะลึก ๆ ฉันอยากบอกกับเขาเหลือเกินว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับเขา

ฉันมองหน้าเขา แต่คำพูดมันดันตันตีบอยู่ในลำคอ เขามองหน้าฉัน แล้วยิ้มให้อย่างมีความสุข

ฉันบอกกับเขาเพียงว่า “รู้ไหม...ว่าสิ่งที่เธอทำอยู่ มันทำให้ฉันคิดอยู่ตลอดเวลา”

เขาตอบว่า “คิดแล้ว ยังไงต่อล่ะ

ฉันไม่อยากทำลายบรรยากาศให้เสียอารมณ์ในตอนนี้ เพราะกลัวจะโดนทิ้งไว้กลางป่า จึงตอบไปว่า

“คิดแล้ว ก็คิด คิด คิด คิดต่อไปไง”

เฮ้อ...รอดตัวได้ออกจากป่าแล้วเรา
”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ในช่วงหลังเที่ยง หนทางที่เดินกลับมีความแตกต่าง ถึงแม้ว่าลักษณะการเดินป่าจะไม่มีความลาดชันเหมือนเคย หากแต่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าเก่าเพราะเป็นการเดินอยู่ขอบผาหินที่สูงชัน โดยปราศจากสิ่งกีดกั้นเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุใด ๆ บริเวณทางเดินที่สุดแสนจะหวาดเสียวนี้ เป็นหน้าผาใหญ่ ที่ได้ถูกมนุษย์ขูดเซาะหินออกเพื่อให้เป็นทางเดินเลาะไต่ให้ขาสั่นเล่น

ฉันแค่คิดว่า ถ้าบังเอิญใครสักคนเดินมาแล้วหน้ามืดตาลายในช่วงทางเดินแถบนี้ คงหมดสิทธิ์ฟื้นเป็นแน่เพราะหน้าผามีความสูงจนมองไม่เห็นพื้นล่างเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ฉันว่าอาจจะเห็นได้ ถ้าฉันชะโงกลงไปดู แต่ใจไม่แข็งพอด้วยว่าหาเครื่องกีดขวางใด ๆ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุไม่มีสักอย่าง

“อย่าเหยียบหางตัวเอง เอ๊ย..อย่าสะดุดขาตัวเองล้มเด็ดขาด” ฉันเดินโดดเดี่ยว โต้กับกระแสลมที่พัดต้านเหมือนแกล้งให้เสียการทรงตัว โชคดีที่เป็นมีหลักมีฐานดี งานนี้น้ำหนักขนาดย่อมของฉันจึงพอฟัดพอเหวี่ยงได้กับการหยอกล้ออันน่ากลัวของธรรมชาติ

ฉันหลงรักธรรมชาติของที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่มีความสุขที่ได้ดื่มด่ำความสวยบริสุทธิ์กับบรรยากาศแบบนี้เพราะธรรมชาตินำมาซึ่งพลังบริสุทธิ์ที่ช่วยให้พลังใจได้ขับเคลื่อนออกมาเป็นสารแห่งความสุข

“รักธรรมชาติที่นี่ แล้วรัก “คน” ที่นี่หรือเปล่าล่ะ” ฉันถามตัวเองในใจ ขณะเดินออกจากป่าแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านกับเจ้าของถิ่น

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ค่ำแล้ว...แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการผจญภัยในป่ากว้างมาทั้งวัน ทว่าสมองและหัวใจของฉันยังไม่รู้สึกผ่อนคลาย

สำหรับการผจญภัยในวันนี้...หน้าผากว้างใหญ่ ทางเดินเพียงทางเดียวที่ฉันต้องเลือก ถึงแม้จะลำบากใจและกลัวกับการตัดสินใจ แต่ฉันก็ได้ทำและก็ผ่านมันมาแล้ว ...อารมณ์นี้...ยังคาบเกี่ยวมาจนถึงค่ำคืน ที่แม้ฉันจะอยู่ในบ้านอันปลอดภัย ทว่ายังรู้สึกเหมือนอยู่ในป่าอยู่อย่างเก่า ข้างในหัวใจของฉันรู้สึกหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

หน้าผาชัน

น้ำตกหนาวเย็น

ฉันกลัวการเดินที่พลาด ฉันกลัวการตัดสินใจ...ของตัวเอง

ฉันทิ้งตัวลงนอนบนเปล แล้วปล่อยให้หัวใจสงบ ฉันกำลังฟังเสียงของมันอยู่ข้างใน

เมื่อถามใจตัวเองจนแน่นอนแล้ว ฉันจึงคิดที่จะบอกกับเขาในคืนนี้

ฉันเดินเข้าไปหาเพื่อนชายที่กำลังจะเตรียมตัวไปเข้านอน แล้วตัดสินใจเอ่ยกับเขา

“อีริค...ฉันรักเธอ....แต่ขอโทษนะ ความรักที่ฉันมีให้ มันเป็นได้แค่รักของเพื่อนเท่านั้นจริง ๆ" ฉันพูดคำนั้นไปแล้ว ไม่ว่ามันจะผิดหรือจะพลาด แต่นี่คือความซื่อสัตย์กับตัวเอง และ กับคนที่เฝ้าคอยคำตอบอย่างอีริค

เขามีใบหน้าสงบนิ่ง ปราศจากความรู้สึกใด ๆ ในแววตา หรือ เขาอาจจะพอเดาได้ หากแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันจะเอ่ย

 อีริคยอมรับความจริงฉันที่เปิดเผย โดยไม่อ้อนวอนร้องขอเหมือนวันแรกที่เราทะเลาะกันจนเป็นเรื่องใหญ่ เขาเดินจากไปแล้วปล่อยให้ฉันนั่งคิดกับสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไปอย่างลำพัง

ฉันสงสารเขาและรู้สึกผิดที่ทำให้เขาเสียใจ แต่ฉันไม่รู้สึกว่า “ผิด” กับการกระทำที่ตรงกับใจของตัวเองมากที่สุด

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่กันนะ....ฉันถามตัวเองอีกครั้ง ก่อนคว้าผ้าห่มมาคลุมกาย

เพื่อนของฉันคงกำลังจัดเบิร์ดเดย์ปาร์ตี้จนเมาปลิ้น แต่ฉันก็กำลังมีงานเลี้ยงเหมือนกัน 

“งานเลี้ยง ที่ย่อมมีวันเลิกราไง” 

ถึงแม้ว่าฉันจะยังอยู่ที่นี่ต่ออีกวันสองวัน แต่หัวใจของฉัน มันโบยบินไปแล้ว

ไปเถอะนะ หัวใจดวงน้อย เจ้าเป็นอิสระแล้ว

...จงออกไปเที่ยวเล่น...แล้วฉันจะตามเธอไปในฝัน...

แล้วกลับมาพบกันในวันรุ่งเช้านะ

(ปล.เรียนท่านผู้อ่านชาวโอเคฯ ทุกท่าน....อิฉันจะโบยบินหายไปแบกเป้อีกครึ่งเดือนนะ....แล้วเจ้าตั๊กแตนเขียวจะรีบกลับมาอัพเดทต่อค่ะ)

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net