วันที่ พุธ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การมองเห็นความจริงทำให้คนเราเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์


ยิ่งมองเห็นความจริงความรู้สึกว่ามีตัวตน(อัตตา)ยิ่งลดลง... แล้วคนทั่วไปมองไม่เห็นความจริงหรือ? เห็นจริงกับเห็นไม่จริงมันต่างกันยังไง? นี่คงเป็นคำที่หลายคนสงสัยว่าจริงไม่จริงต่างกันยังไงเอาอะไรเป็นเครื่องวัด เพราะทุกคนต่างก็รู้สึกว่าตนเองมองเห็นความจริง

ตัวตนมี 3 ตัวตนที่ตัวเราเองมองเห็น ตัวตนของเราที่คนอื่นมองเห็น ตัวตนที่แท้จริงของเรา ...พุทธทาสภิกขุ... พอยกตัวอย่างของตัวตน 3 นี้ขึ้นมาเราก็พอจะมองเห็นภาพของความจริงใน ด้าน คือความจริงที่เราเข้าใจ ความจริงที่คนอื่นๆเข้าใจ และความจริงแท้ หากความจริงที่เราเห็นกับความจริงแท้เป็นสิ่งเดียวกันจึงจะเรียกได้ว่าเราเห็นถูก

ถ้าสิ่งที่เราคิดกับปรากฏการณ์เป็นคนละเรื่องกันแสดงว่า "เราเห็นผิดเห็นไม่จริง" นั้นเป็นเพราะความคิดของเราที่เติมแต่งลงไปในปรากฏการณ์ เช่น ชอบ ชัง กลัว ลังเลสงสัย มองด้วยจิตใจที่ไม่มั่นคง สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้คนเรามองเห็นปรากฏการณ์ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ความจริงที่ปรากฏบิดเบี้ยวไปเพาะความคิดของเราที่เข้าไปปรุงแต่ง

การมองเห็นความจริงผิดเพี้ยนไปอาจมีส่วนดีอยู่ที่ "จินตนาการสร้างสรรค์" หากคนเราไม่มีความรู้สึกนึกคิดต่อปรากฏการที่ได้พบเจอ ย่อมไม่มีความคิดที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเป็นผลต่อความเจริญของตนเองของสังคม

แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่สิ่งที่มนุษย์คิดประดิษฐ์ขึ้นเป็นสิ่งที่ถูกใช้เพื่อการเบียดเบียนกัน ต้นเหตุของความเบียดเบียนคือการมองเห็นที่ผิดเพี้ยนในการอยู่ร่วมกันของคนเรา ความรักตนเองอย่างผิดๆนำไปสู่ความคิดของการเอารัดเอาเปรียบคือการเบียดเบียนทำร้ายกัน

ความคิดที่ว่า เราคือส่วนหนึ่งของสังคม ส่วนหนึ่งของประเทศ ของโลก ของจักรวาล ความคิดที่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ในทางตรงกันข้ามความคิดปรารถนาอันแรงกล้าในการครอบครอง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกว่ามีอัตตา เรา ของเรา อย่างที่เราต้องการ โดยแยกตนเองออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมาเป็นการครอบครองครอบงำสิ่งที่มีอยู่ในสังคม เพื่อให้ตนได้ในสิ่งที่ปรารถนา เป็นความรู้สึกในความต้องการแผ่ขยายอัตตาให้กว้างออกไป ความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้พื้นฐานของความรู้สึกที่ว่า "ความสามารถในการสนองตอบความต้องการคือความสุข"

เมื่อมองอย่างสามัญทั่วไปการสนองตอบความต้องการของตนหากไม่ละเมิดกฎหมายหรือศีลธรรม เป็นสิ่งที่สังคมสามารถยอมรับได้ อย่างในลักษณะของการประกอบสัมมาอาชีพ แม้เป็นไปด้วยกิเลสแต่ก็อยู่ในระดับที่ไม่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับคนอื่นในสังคม

ในภาวะของความรู้สึกต้องการอยากครอบครอง หากไม่มีสิ่งกั้นไม่มีสิ่งควบคุมถือเป็นอันตรายทั้งกับตนเองและบุคคลที่แวดล้อมเพราะตัณหาเติมไม่เต็ม ความอยากความต้องการในทางวัตถุของคนเราไม่มีขอบเขต "นัตถิ ตัณหา สมานที"(ตัณหาเสมอด้วยแม่น้ำไม่มี) ความอยากของมนุษย์กว้างใหญ่กว่าแม่น้ำทุกสายรวมกัน

จะเห็นได้ว่าการไม่สามารถควบคุมความต้องการ(ตัณหา)ของตนเองได้ เป็นสิ่งที่นำไปสู่การเบียดเบียนทำร้ายกันในที่สุด ปัญหาตั้งแต่ในระดับครอบครัวไปจนกระทั่งปัญหาของโลกเกิดจาก ความอยากของคนเราถมไม่เต็ม ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนทั้งหมดในโลกนี้ได้ แต่มีไม่มากพอสำหรับจำนวนของความต้องการที่คนเรามี

การมองเห็นความจริงทำให้ความรู้สึกว่ามีตัวตนสลายตัวลง ความจริงที่ว่าคือทุกสิ่งล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ได้คงทนถาวร ร่างกายและจิตใจอันเป็นที่ตั้งของความรู้สึกว่า "เรา" มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว การจะค้นหาว่าสิ่งใดในอัตภาพเป็นตัวตนเป็นสิ่งที่ค้นหาไม่เจอแม้จะใช้ความพยายามสักเท่าใด

คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับการมองเห็นความจริงอย่างที่เป็นจริงในวิถีชีวิตของบุคคลโดยทั่วไป เพราะความเป็นอยู่ของผู้คนในโลกใบนี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางสนองตอบความอยาก(ตัณหา)ความต้องการของตนเอง ซึ่งเป็นแรงขับในการทำให้คนเรากระทำสิ่งต่างๆ

ในความเป็นจริงแล้วการขับเคลื่อนตนเองในกิจกรรมต่างๆหาใช่จะต้องใช้แต่กิเลสตัณหาเป็นสิ่งกระตุ้นเท่านั้น คนเราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้โดยมี “สติปัญญา” เป็นตัวขับเคลื่อนแทน “กิเลสตัณหา” คนทั่วไปทำสิ่งต่างๆอย่างที่ต้องการจะทำ ส่วนคนฉลาดจะทำสิ่งต่างๆอย่างที่ควรจะทำ คือทำด้วยเหตุผล ทำอย่างมีเหตุมีผล สิ่งที่ได้รับคือการใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุขไม่ว่าสังคมจะเป็นเช่นไร การเรียนรู้สิ่งต่างๆให้เห็นถึงความจริงแท้พบสัจธรรม เป็นเส้นทางที่นำบุคคลให้ได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ

เครือข่ายสังคมของสุวิริโย

โดย สุวิริโย

 

กลับไปที่ www.oknation.net