วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แอบดู...ฉูเจิ้ง


(ภาพสุดท้ายห้องนอนรวม ที่โรงแรมเยาวชนนานาชาติ ที่ลี่เจียง)


ฟ้าคลี่ม่านเทาทึบคลุมผืนโลก ดาวเดียวดายกระพริบแสงวิบวับอยู่ห่างไกลในทางทิศเหนือ บนท้องถนนหินอัดมีฝุ่นปลิวฟุ้งแม้มองแทบไม่เห็นแล้ว แต่ยังรู้สึกได้ด้วยกลิ่นสาปสางของฟางหญ้าที่อยู่ในมูลม้าอันแห้งสนิทเพราะแดดจัดและล้อรถบดละเอียดจนลอยฟุ้งได้ ยามนี้แสงไฟหน้ารถสามล้อสาดจ้าอีกครั้ง จึงมองเห็น

เมืองฉูเจิ้ง เมืองนอกเส้นทางท่องเที่ยว จึงไม่มีโรงแรมที่รับรองคนต่างถิ่น ฉันได้ห้องพักเก่าๆที่มีสภาพเหมือนห้องเก็บของในราคา 40 หยวน หรือราวๆ 200 บาท อันที่จริงมันไม่ไกลจากต้าหลี่นัก แค่จ่ายค่ารถเมล์ราวๆ 8 หยวน ก็กลับไปนอนที่นั่นได้ แต่จะกลับไปทำไม ในเมื่อแบกกระเป๋าออกมาแล้ว การผจญภัยในโลกที่ไม่มีใครมาท่องเที่ยวก็น่าสนใจไม่ใช่หรือ

ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับคนที่สนใจผ้ามัดย้อมครามแบบชาวไป๋ ก็ควรจะแวะมาเป็นอย่างยิ่งเพราะที่นี่คือแหล่งผลิตสำคัญที่ส่งขายไปไกลถึงเมืองไทยเมื่อหลายปีมาแล้ว

“เราไม่ต้องพูดกันให้รู้เรื่องหรอก แค่มองเห็นกันในความเป็นมนุษย์ที่ปกติธรรมดา แค่ยิ้มให้กัน ทักทายกันด้วยกริยาท่าทางที่เป็นมิตร เพียงนี้สำหรับฉันนับว่าเป็นสุขใจแล้ว”

ฉันบอกกับตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ที่ฉันได้กลับมากกว่านั้น นั่นคือผลไม้สีแดงสองลูกรสหวานฉ่ำ จากอาม่า ที่นั่งข้างๆบนรถเมล์ตอนมาที่นี่ เราคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก แต่เรารู้ว่าเรารู้สึกต่อกันอย่างไร

ความหนาวแผ่เข้ามาถึงห้องนอน นับเป็นคืนแรกที่ฉันรู้สึกหนาวจริงๆ  เสียงหมาใหญ่เห่ากรรโชกในบ้านหลังใหญ่ถัดไป ขณะที่เสียงเมี้ยวๆ ดังเบาๆที่หน้าห้องพักฉัน ห้องเช่าข้างๆ น่าจะมีพ่อแม่ลูกคุยกันเบาๆ หลังจากส่งเสียงดังลั่นในตอนเย็น

ทบทวนหัวใจตัวเอง วันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตอนสายเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมนายจิม ขึ้นรถเมล์ผิดสาย เพราะได้ข้อมูลมาผิด เธอที่โรงแรมบอกว่าให้ขึ้นสาย 8 ทางด้านประตูตะวันตก ฉันไม่เฉลียวใจว่าทำไมเป็รถเมล์คันใหญ่ พอนั่งไปได้สักระยะ เริ่มเห็นตัวเมือง เห็นตึกสูง ตายละหว่า นี่มันเซี๊ยะกวน เมืองที่รถเมล์จากเชียงรุ้งพามาขังไว้ในรถนอนตั้งแต่ตี 2 จนกระทั่งรุ่งเช้านี่นา ใจเต้นระทึกเล็กๆ เมื่อรู้ว่าผิดทาง เป็นบทเรียนให้รู้ว่าต้องถามหาข้อมูลให้ชัดเจนจากหลายคนหลายครั้ง ในทุกกรณี

แต่ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้าน ฉูเจิ้งจนได้ เพียงนั่งรถเมล์สายเดิม แล้วเดินมาอีก 100 เมตร ก็พบรถเมล์สายที่ผ่ายเมืองนี้แล้ว แผนที่ในมือคือเครื่องมือในการถามทาง ทุกคนที่ยืนที่นั่นพยักหน้า ชี้ให้ขึ้นไปบนรถ แล้วค่อยจ่ายตังค์ค่ารถ

หญิงคนเก็บเงินบนรถ บอกว่าให้ลงได้แล้วนี่ล่ะ ฉูเจิ้ง ทันทีที่เท้าแตะพื้น มีคนมาต้อนรับทันที เธอแต่งตัวแบบชาวไป๋หน้าตาสะสวย พยายามทำมืออะไรสักอย่าง แต่รู้ว่านั่นคือการขายของ เธอบอกว่า “มายโฮม ๆ” แต่นี้ก็รู้ แต่ฉันบอกว่า “ฟั่นเตี้ยน” แล้วทำมือประกบกันแนบหู ฉันจะหาโรงแรม เธอจึงพามาที่ห้องเช่าห้องนี้ ที่มีกลิ่นฉุนร้ายกาจ ทั้งกลิ่นฝุ่น กลิ่นบุหรี่ กลิ่นผ้าไม่ได้ซัก  และราคาแพงกว่าที่ควรเป็น ฉันไม่อยากอินังขังขอบกับเรื่องกินอยู่ ฉันอยากดูบ้านเมืองจริงๆ เมืองที่มีการกินอยู่จริงๆ ไม่ใช่บ้านเมืองที่ตกแต่งเป็นร้านรวง มีแต่คนค้าขาย แต่ไม่เป็นคนผลิต เอาล่ะ...ที่นี่น่าจะได้เรียนรู้อย่างแน่นอน

วางกระเป๋าลงในห้อง ฉันเดินตามเธอคนนั้นไปอย่างเต็มใจ เดินไปตามซอกซอยวกวน ถ้าให้เดินเองฉันคงลงทางอย่างแน่นอน และแล้วเมื่อมาถึงโรงงานทำผ้ามัดย้อมคราม กระบวนการเชือดก็เกิดขึ้น..ฉันรู้ว่านั่นเป็นการบอกราคาที่ไร้ความปรานีเป็นที่สุด และคุณภาพสินค้าก็แย่เต็มทน ลวดลายประณีตบรรจงหายไปไหนหมด ใช่..มันหายไปกับกระบวนการตลาดที่ยากจะใครรับผิดชอบ เมื่อคนซื้อต้องการของราคาถูก คนขายต้องการกำไรมากๆ จะทำไปทำไมชิ้นงานดีๆ ทำง่ายๆขายเร็วๆไม่ได้กว่าหรือ

ฉันเห็นชิ้นงานที่งดงามเพียงชิ้นเดียว นั่นคือชิ้นที่แปะไว้ที่พนักของบ้านพักที่ฉันเช่านอนหนึ่งคืนนั่นเอง

อย่างน้อยในท่ามกลางการผันแปร ฉันยังได้เห็นสิ่งสวยงามตามที่อยากเห็น ยังได้เห็นวิถีชีวิตที่เรียกว่าครอบครัว ยังได้เห็นบรรยากาศการทำเกษตรเมื่อเดินเล่นไปทางภูเขาตามลำพังในตอนเย็น ได้กราบพระพุทธรูปประจำหมู่บ้าน ที่มีรอยยิ้มพิมพ์ใจอย่างชนิดที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ไม่เคยเห็นจริงๆ ที่ท่านยิ้มราวกับหัวเราะอย่างเบิกบานอยู่ในที


โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net