วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผลที่เกิดจาก...การพัฒนาภาคใต้สู่เมืองอุตสาหกรรม


ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ทรัพยากรธรรมชาติแลกอุตสาหกรรมมลพิษ
ผู้เขียน : วนิดา ประชาธรรม ถอดเทปและเรียบเรียง

อาร์เอสยูนิวส์ สัมภาษณ์ ดร.อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต กรณีโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จุดเริ่มต้นการพัฒนาภาคใต้สู่เมืองอุตสาหกรรมว่าคุ้มหรือไม่เอาทรัพยากรธรรมชาติแลกอุตสาหกรรมมลพิษ 

ดร.อาภา หวังเกียรติ กล่าวว่า ถ้าจะพูดถึงเพียงท่าเรือน้ำลึกปากบาราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากโครงการท่าเรือน้ำลึกถือได้ว่าเป็นสะพานของเศรษฐกิจที่จะเชื่อมระหว่างอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งมันมีนัยสำคัญกับประทเศมาก เพราะมันจะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนโฉมหน้า กลายเป็นศูนย์กลางพลัง งานของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ ในส่วนของสะพานเศรษฐกิจท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะเป็นที่มีความก้าวหน้าของโครงการมากที่สุด ซึ่งมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ผ่านการประเมินจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว และขั้นตอนสุดท้าย คือ ขออนุญาตถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเพตา ซึ่งจะเกิดผลกระทบที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะต้องมีการถมทะเลออกไปขนาดใหญ่มาก จึงต้องมีการขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติเพตาราว 4,700 ไร่ ซึ่งการถมทะเลนั้นจะมีการใช้ทรายประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะมีการดูดทรายใกล้กับชุมชน ดังนั้นจะเป็นการสร้างผลกระทบให้กับชุมชน

อย่างไรก็ตามจะมีการนำทรายประมาณ 10 ล้านคิวเพื่อนำไปถมบริเวณสองจุดด้วยกัน คือ จุดแรก พื้นที่บ่อเจ็ดลูก เป็นจุดที่มีศักยภาพของแหล่งทราย ปรากฏว่ามันเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน มีหอยท้ายเพา หรือหอยกระเพรา ชาวบ้านบอกว่าปีหนึ่งหอยจะขึ้นมาภายใน 6 เดือน จับและนำไปขายได้กิโลละ 200 บาท ชาวบ้านประเมินมูลค่ารายได้จากการขายหอยท้ายเพากว่า 200 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังมีการทำอาชีพประมง ลากอวนปู อวนกุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหารของชุมชนในบริเวณนั้นด้วย ทั้งนี้เป็นผลกระทบของชุมชนและทำให้โฉมหน้าของเมืองปากบารา เมืองสตูลนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบันจังหวัดสตูลเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สงบ สะอาด บริสุทธิ์ ถ้าหากเกิดท่าเรือน้ำลึกปากบาราขึ้น มันก็จะเกิดโครงการต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการก่อสร้างคลังน้ำมันเพิ่มอีกในพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณบ้านปากบาง  และในอนาคต 10 ปีข้างหน้า จะเกิดนิคมอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนัก อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านมลพิษอีกด้วย

ทั้งนี้ปัญหาของชาวบ้านคือได้รับข้อมูลน้อยมาก อย่างเช่น ชาวบ้านรู้เพียงว่าเขาจะมีการสร้างท่าเรืออย่างเดียว ไม่รู้ว่าจะมีคลังน้ำมัน รู้ว่าเขาจะทำทางรถไฟให้อย่างเดียว อย่างพื้นที่ที่ไปเจอ ซึ่งคาดว่าจะเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และผังเมืองเตรียมประกาศให้เป็นพื้นที่สีม่วงนั้น ชาวบ้านไม่รู้เรื่องเลย นี่เป็นปัญหาเรื่องสิทธิ เวลารัฐดำเนินโครงการใหญ่ๆ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มักจะไม่รู้ข้อ มูล และรู้ข้อมูลเป็นคนสุดท้าย และรัฐเองก็ยังพูดว่าไม่มีอุตสาหกรรม หลอกว่ามีแต่เรื่องท่าเรือน้ำลึก

ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นกลุ่มที่สนับสนุนชัดเจน แต่ในอนาคตไม่แน่ เพราะตอนนี้มันอยู่ในช่วงที่ปีงบประ มาณหน้า กระทรวงคมนาคมนั้นเขาจะลงทำข้อมูล เรื่องประชาสัมพันธ์  แต่ชาวบ้านโดยรวมทั่วไป ตอนนี้มีกลุ่มคัดค้านชัดเจน คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ คือกลุ่มที่โดนเวนคืนที่ดินเพื่อขยายถนนที่จะเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึกปากบารา กลุ่มของชาวบ้านบ่อเจ็ดลูก ชาวบ้านบ้านหัวหิน ที่จะเป็นแหล่งดูดทราย กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ รถไฟรางคู่จะขอเวนคืนที่ดิน ซึ่งชาวบ้านรู้เรื่องและรวมกลุ่มคัดค้าน หลังจากที่ได้ประชุมพูดคุยกับหอการค้าทางด้านหอการค้าบอกว่า ถ้าสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เห็นด้วย แต่ถ้าสร้างท่าเรือน้ำลึกด้วย แล้วมีอุตสาหกรรมด้วยนั้น เขาก็ไม่เอา

ที่จริงผลกระทบไม่ได้อยู่ที่เพตาเพียงจุดเดียว ผลกระทบใหญ่อีกอันหนึ่งที่จะมีผลกระทบทางนิเวศวิทยารุนแรงที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตรุเตา ซึ่งหมู่เกาะตรุเตาได้รับประกาศเป็นมร ดกของอาเซียน เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรปะการัง ทรัพยากรทางทะเล และกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการขอที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งการมีท่าเรือปากบารา แน่นอนว่า เรือขนส่งน้ำมันที่จะมีการขนส่งจากต่างประเทศ ต่อไปจะผ่านเข้ามาทางหมู่เกาะเพตา ในส่วนตรงปากบาราเปลี่ยนน่าตาจากท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรม ปริ มาณนักท่องเที่ยวจะน้อยลง ในขบวนการสร้างท่าเรือจะมีการขุดลอกตะกอนใต้ทะเล ขุดลอกร่องน้ำ รวมทั้งถมทะเล ตรุเตาจะอยู่ใต้เพตา เพราะฉะนั้นช่วงระหว่างการก่อสร้างจะมีกระทบจากการเอาดินไปทิ้ง ตะกอนใต้น้ำขุ่นมันก็จะกระทบกับตรุเตา

ถ้าโดยแนวความคิดของทุน อุตสาหกรรมที่เขาผลักดันเรื่องโลจิสติกในประเทศไทย คิดว่ามันจะเกิดทั้งสองเส้น เพราะว่าถ้าเกิดทำท่าเรือน้ำลึกทวายจะต้องทำถนนขยายจากพม่าเข้ามาเมืองกาญจน์ทะลุเข้ามาที่แหลมฉบังโดยตรง ซึ่งสามารถขนส่งสินค้าจากแหลมฉบังไปที่ทวายทะเลตรงพม่าแล้วก็ออก ไปด้านยุโรป อินเดียได้ แต่ถ้าทำเป็นสะพานเศรษฐกิจตรงสตูลกับสงขลาการขนส่งจะเป็นทางเรือเป็นหลัก ตอนนี้ท่าเรือปากบารา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและกรมอุทยานแห่งชาติ เขามีความชัดเจนว่าน่าจะรักษาหมู่เกาะเพตาเอาไว้ ซึ่งเวลาการจะประกาศอุทยานในพื้นที่ใดๆ หมายความว่าพื้นที่นั้นมีศักยภาพ และมีสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญมากเพียงพอที่จะประกาศเป็นเขตอุทยาน ทางกรมอุทยานเอง ได้มองว่าการเพิกถอนพื้นที่กว่า 4,700 ไร่ไปทำท่าเรือมันก็จะส่งผลกระทบกับระบบนิเวศ ในบริเวณนั้น

ในอนาคต ถ้าหากมีการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน หรือละเมิดสิทธิของชุมชนเพิ่มมากขึ้นจะต้องมีการอาศัยอำนาจศาลยุติธรรมเข้ามาจัดการปัญหา. 

ขอบคุณที่มา : ประชาธรรม

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net