วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"ติ๊งต๊องฟาร์ม" ตำนานรักหนุ่มอังกฤษ สาวนครพนม


 นครพนม - "ฝรั่งติ๊งต๊อง" เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก "จอห์น เคอตั้น" หนุ่มอังกฤษที่หลงใหลในชีวิตธรรมชาติของชนบทชายแดน จ.นครพนม เมื่อรู้ความหมายของฉายาขำๆ คำนี้ ถูกใจมิสเตอร์จอห์นยิ่งนัก ถึงขนาดใช้เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของโฮมสเตย์ภูตะวัน ว่า "ติ๊งต๊องฟาร์ม"

 โฮมสเตย์ภูตะวัน เป็นชื่อที่เรียกให้ดูโก้หรู ซึ่งจริงๆ แล้ว คือกระท่อมที่พักที่เน้นในการอิงวิถีชีวิตดั้งเดิม ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย อยู่ในป่าบ้านโคกสว่าง หมู่ 8 ต.โคกสว่าง อ.ปลาปาก จ.นครพนม อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กม. แม้จะไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวชาวไทยมากนัก แต่สำหรับในกลุ่มเพื่อน นักธุรกิจและเครือญาติชาวต่างชาติของ จอห์น เคอตั้น แล้ว พวกเขามักเลือกใช้  "ติ๊งต๊องฟาร์ม" สำหรับพักผ่อนนานแรมเดือน 

 ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน "จอห์น" นักธุรกิจชาวอังกฤษทำงานเกี่ยวกับธุรกิจออกแบบสิ่งพิมพ์และธุรกิจโฆษณาวิทยุ เดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศไทยเพราะแพ้อากาศที่ประเทศอังกฤษ เมื่อทราบข้อมูลการท่องเที่ยวจากปากต่อปากว่า ประเทศไทยสวยงาม อากาศดี และค่าใช้จ่ายไม่มาก จึงเดินทางมาพักผ่อนที่ประเทศไทย ระหว่างท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ก็ได้รู้จักกับ "วิระพันธ์ " ที่ไปทำงานอยู่ที่นั่น เริ่มพูดคุยคบหาและพัฒนาเป็นความรักความเข้าใจกันในที่สุด 

 "วิระพันธ์ " บอกว่า ช่วงแรกที่คบกันต่างฝ่ายต่างระแวงว่า อาจเป็นรักลวง จึงยังเผื่อใจเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ แต่ในที่สุดกาลเวลาก็ช่วยพิสูจน์ความรักของคนทั้งสอง เมื่อจอห์นขอมาเที่ยวบ้านที่ อ.ปลาปาก ด้วย เมื่อมาพบพ่อแม่ญาติพี่น้องชาวบ้านในหมู่บ้าน ต่างฝ่ายต่างประทับใจซึ่งกันและกัน ชาวบ้านชอบในความมีอัธยาศัยที่ดีของจอห์น ส่วนตัวเขาเองก็ประทับใจในความจริงใจของชาวอีสาน 

 เมื่อกลับอังกฤษไปแล้ว ทั้งสองได้ใช้อินเทอร์เน็ตสื่อสารติดต่อพูดคุยกัน 

 ในใจของ "วิระพันธ์" ยังหวาดหวั่นว่า ฝรั่งติ๊งต๊องจะกลับมาหาอีกหรือไม่ กระทั่งเมื่อเธอเกิดอุบัติเหตุขับรถมอเตอร์ไซค์ชนรถหกล้อ บริเวณถนนบ้านพระซอง-เรณูนคร บาดเจ็บปางตาย ขาทั้ง 2 ข้างหัก 4 ท่อน กระดูกไหปลาร้าหักแทบเอาชีวิตไม่รอด ทันทีที่ทราบข่าวร้าย "จอห์น" แพ็กกระเป๋าเดินทางมาที่ประเทศไทยทันที คราวนี้มิใช่มาแค่เยี่ยมเยียน แต่ตั้งใจมาดูแลคนรัก เขาดูแลอย่างดีที่สุด ทั้งช่วยพยุงเดิน นำยาหาอาหารให้รับประทาน "วิระพันธ์" ซาบซึ้งอย่างมาก จนกระทั่งอาการบาดเจ็บเริ่มหายดี ทั้งสองก็เข้าสู่ประตูวิวาห์ โดยจัดพิธีตามประเพณีอีสาน 
 คู่ของ "วิระพันธ์-จอห์น เคอตั้น" รักชีวิตสันโดษ มีความสุขกับธรรมชาติกลางป่า ชอบบ้านหลังเล็กๆ ที่มีธรรมชาติล้อมรอบ ทั้งสองจึงเลือกที่จะซื้อที่ดินกลางป่าที่อยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้าน มีต้นจิกต้นรังรายล้อม เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ใช้ชีวิตยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงปลูกกระท่อมน้อยอยู่ เลี้ยงวัวพื้นเมืองราว 15 ตัว ขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำสวนกล้วยและปลูกผักอื่นๆ เสริมด้วย ด้วยความตั้งใจในตอนแรกเพียงแค่หวังให้ธรรมชาติสร้างความสดชื่นแก่ชีวิตยามแก่เฒ่า 

 "สุขกับธรรมชาติ สุขสุดๆ แล้ว" จอห์นบอก

 เมื่อ "จอห์น" ติดต่อหาเพื่อนๆ ญาติพี่น้องที่ประเทศอังกฤษด้วยระบบอินเทอร์เน็ต บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตในเมืองไทยประกอบภาพธรรมชาติป่าไม้ วิถีวัฒนธรรมชาวบ้านในชนบทส่งแบ่งปันกันดู ทำให้เพื่อนและญาติอยากจะมาพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่นี่ จึงต้องขยับขยายสร้างกระท่อมเพิ่มเพื่อรองรับเพื่อนชาวต่างชาติที่แวะมาพัก และเมื่อมีคนมาพักมากขึ้น ก็สร้างกระท่อมขยายไปเรื่อย ปัจจุบันมีประมาณ 10 หลัง จนกระทั่งกลายเป็นโฮมสเตย์กลางป่าในที่สุด 

 มีการทำเว็บไซต์ www.homestayisaan.com <http://an.com/> เชิญชวนชาวต่างชาติมาเยี่ยม ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยววนเวียนกันมาตลอด 

 ส่วนราคาแล้วแต่จะช่วยค่าใช้จ่าย เขาทั้งสองบอกว่า ไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อหวังกำไร แต่ต้องการให้คนมารู้จักประเทศไทย รู้จักอีสาน และได้เห็นความงามของธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ ต้องการสร้างสีสันท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านตำบล มีการประสานกับ ตม.ตำรวจท่องเที่ยว ททท.อำเภอ เทศบาล อบต. อำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัย หรือแนะนำเส้นทางชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาที่นี่ ซึ่งมีทั้งเครื่องบิน รถโดยสารประจำทาง 

 ชาวต่างชาติที่มาต่างชื่นชอบธรรมชาติที่นี่มาก ส่วนใหญ่ต้องกลับมาเยือนอีกบ่อยครั้ง บางคนก็นำของบริจาคสิ่งของช่วยโรงเรียนในละแวกนี้ จึงไม่แปลกเวลามีงานจะมีชาวบ้านเด็กและครูโรงเรียนต่างๆ มาช่วยงานตลอด มีการแสดงฟ้อนรำชนเผ่าต้อนรับชาวต่างชาติอย่างเต็มใจ 

 และที่โฮมสเตย์แห่งนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความรักต่างชาติพันธุ์อีกหลายคู่ คู่ล่าสุดที่เพิ่งจัดพิธีแต่งงานแบบอีสานคือ มิสเตอร์อลัน จอนนี่ ชาวอังกฤษ เจ้าสาวคือ นางวัชราภรณ์ วิเศษดี ครูนาฏศิลป์สอนพิเศษ ทั้งคู่พบรักกันที่นี่ ครั้งเจ้าสาวมาแสดงฟ้อนรำรับแขกมาเยือน และเมื่อทั้งคู่รักกันพร้อมเข้าสู่ประตูวิวาห์ต้องปฏิบัติตามพิธีกรรมฮีตของหมู่บ้าน 

 วันนั้นชาวบ้านหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ทุกคน อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่เทศบาล ต่างก็เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานจัดพิธีแต่งงาน รับขวัญ "เขยฝรั่ง " อย่างเรียบง่ายแต่สนุกสนาน สร้างความประทับใจให้แก่คู่บ่าวสาวอย่างไม่รู้ลืม 

 "จะสอนผู้หญิงที่นี่ตลอดว่า การแต่งกับสามีฝรั่งนั้นต้องแต่งด้วยความรัก อย่าไปหวังแต่งเพื่อเงิน ต้องมีความจริงใจและศรัทธาในความรัก เพื่อที่เราจะได้รักกลับคืนมาเช่นกัน" สะใภ้อินเตอร์กล่าว

รายงานโดย เสาวลักษ์ คงภัคพูน / ชาญยุทธ โคตรธรรม

โดย ลุงแจ่ม

 

กลับไปที่ www.oknation.net