วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Pashupatinath Temple วัดปศุปฏินาถ : วิถีสุดท้ายของชีวิตสิ้นสุดที่นี่


Pashupatinath Temple วัดปศุปฏินาถ : วิถีสุดท้ายของชีวิตสิ้นสุดที่นี่

วัดปศุปฏินาถ เป็นศาสนสถานของฮินดู ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กิโลเมตร ตัววัดสร้างขึ้นมาในสมัยกษัตริย์แห่งราชวงศ์มัลละ เพื่อถวายแด่องค์ปศุปฏินาถ เทพแห่งสิงสาราสัตว์ อันเป็นหนึ่งในองค์อวตารนับพันของพระศิวะ

สีสันตามรายทางเข้าสู่วิหารปศุภตินาถ … ชาวฮินดูนิยมใช้สีทาที่รูปปั้นต่างๆ เพื่อเป็นการถวายความเคารพ เราจึงเห็นผงตีก้าสีต่างๆที่ล้วนมีความหมายที่แตกต่างกันอยู่ในกะบะไม้ วางขายตรงทางเข้าวัด

ชาวเนปาลผู้เลื่อมใส ต่างเพศ ต่างวัย รวมถึงนักบวช และนักท่องเที่ยวพากันเดินไปตามถนนที่มุ่งสู่วัดและเทวาลัย

โรงเรียน … เห็นว่าน่าสนใจเลยแวะเข้าไปสังเกตการณ์

ในรายทาง ... มีสิ่งของที่ระลึกที่มุ่งหวังให้สำหรับนักท่องเที่ยวซื้อหาไปเป็นของฝาก หรือเพื่อเตือนความทรงจำที่ครั้งหนึ่งได้มาเยือนที่นี่

วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำพัคมาตี (Bagmati River) ซึ่งไหลผ่านกลางเมืองกาฏมาณฑุ เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่น้ำคงคาแห่งเมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย เพราะแม่น้ำสายเป็นต้นน้ำและจะไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคานั่นเอง และชาวเนปาลก็ถือว่าเป็นแม่น้ำแห่งพระศิวะ เป็นแม่น้ำที่ให้ชีวิตแก่ชาวฮินดูตั้งแต่เกิดจนกระทั่งไร้วิญญาณ … นี่จึงเป็นเหตุผลที่วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายสำคัญนี้

ฝั่งตรงข้ามกับท่าน้ำที่มีพิธี จะมองเห็นผู้คนในหลากหลายอิริยาบท ... ทั้งชาวบ้านที่มาทำกิจกรรมประจำวันในการซักผ้า อาบน้ำ ทำความสะอาดสิ่งของในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ... นักบวช ผู้ที่สนใจในการสนทนาธรรม (ฉันเดาเอาเองจากสิ่งที่เห็น) หรือแม้แต่คนที่มานั่งดูกิจกรรมมากมายที่เป็นสีสันของสถานที่อันก่อเกิดความรู้แจ้งในสัจจะธรรมของชีวิต

ความเป็นมาของวิหารปศุภนาถ เล่าขานด้วยตำนานโบราณ … บริเวณอันเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพนี้ เดิมเป็นสถานที่ใช้เลี้ยงและรีดนมวัว มีเรื่องราวที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อแม่วัวตัวหนึ่งไม่ยอมเข้าไปในโรงรีดนม แต่จะออกไปให้นม ณ บริเวณแห่งหนึ่งเป็นประจำเช่นนี้ทุกๆวัน

ชาวบ้านสงสัย และได้ขุดดินลงไป .. พวกเขาเจอรูปสลักหินของศิวะลึงค์เข้า อันหมายถึงการพบพระศิวะ ชาวบ้านเลยเห็นพ้องกันว่าต้องให้สถานที่นี้เป็นที่สถิตของพระองค์ จึงช่วยกันสร้างวิหารนี้ขึ้นมาถวายแก่องค์เทพ … ไกด์ของเราบอกว่าภายในวิหารจะมีรูปสลักของศิวะลึงค์เต็มไปหมด

นั่นเป็นตำนานพื้นบ้านค่ะ ในทางประวัติศาสตร์ตามบันทึก โกปัลราช วามศาวลี (Gopalraj Vamsavali) ซึ่งเป็นพงศาวดารเก่าแก่ของเนปาล และจากศิลาจารึกโบราณอายุกลางศตวรรษที่ 8 ของวัดแห่งนี้ ระบุตรงกันว่า วัดแห่งนี้สร้างโดย สุพัสปเทวา (Supispadeva) กษัตริย์ต้นราชวงศ์ลิจฉวี แต่นักโบราณคดีบางคนอ้างหลักฐานจากจารึกอื่นที่ให้ข้อสันนิษฐานว่า เดิมมีเทวาลัยสำหรับบูชาศิวลึงค์ อยู่ก่อนยุค สุพัสปเทวา

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จนถึงปลายศตวรรษที่ 13 ได้มีการบูรณะต่อเติมครั้งใหญ่ และเคยถูกทำลายราวศตวรรษที่ 14 โดยสุลต่าน ซัมซุดดิน (Sansuddin) แห่งแคว้นเบงกอล แต่ปลายศตวรรษนั้นเองก็สามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องจนถึงต้นศตวรรษที่ 17

ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในตัววิหารหลักของวัดปศุภนาถ ยกเว้นบริเวณ “กาท” หรือ ท่าน้ำด้านตะวันออกของแม่น้ำพัคมาตี ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับวิหารหลัก … นักท่องเที่ยวสามารถชมตัววัดและดูกิจกรรมที่มีขึ้นภายในอาณาเขตของวัดได้ชัดเจนจากบนฝั่ง

วิหารศุปตินาถ ซึ่งมีความหมายว่า “วิหารที่พึ่งของสามี” เพราะพระศิวะเป็นเพศชาย บรรทมนิ่งอยู่ใต้ดินมานานนับพันปี และยังชีพได้ด้วยน้ำนมของแม่เพศแม่ที่หลั่งออกมาเป็นประจำทุกวันนั่นเอง

วิหารเทวะปศุปตินาถ เป็นอาคารที่ใหญ่โตมากแม้มองจากริมฝั่งแม่น้ำพัคมาตีด้านตรงข้าม ตัววิหารตั้งอยู่บนเนิน บนมีหลังคาทำด้วยทอง 2 ชั้นและประตูเงิน

วัดนี้ถือว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดวัดหนึ่งในศาสนาฮินดูของเนปาล เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมรดกทางจิตใจของผู้คน ซึ่งล้วนมีความปรารถนาที่จะใช้วินาทีสุดท้ายของชีวิตที่วัดแห่งนี้พร้อมครอบครัวและผู้เป็นที่รัก ก่อนจะหมดลมหายใจภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อปลดปล่อยให้ร่างไร้วิญญาณไหลตามน้ำไปบรรจบกับแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี ซึ่งเชื่อกันว่าคือทางสู่สวรรค์

ทีท่าน้ำอีกด้านหนึ่งของฝั่งแม่น้ำ … กำลังมีการนำร่างผู้วายชนม์ลงไปเพื่อทำพิธี โดยศพบนแคร่ไม้ถูกคลุมด้วยผ้าผืนใหญ่สีเหลือง มีคนหามลงไปให้เท้าของศพจุ่มน้ำ หรือมีการนำน้ำมาเทราด เพื่อแสดงว่าผู้วายชนม์ได้ทำการสักการะแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว และสายน้ำที่บริสุทธิ์ก็ได้ชำระล้างบาปมลทินต่างๆให้ โดยเชื่อว่าสายน้ำที่ไหลมาจากพระผู้เป็นเจ้านี้จะช่วยให้ผู้ตายกลับไปสู่สรวงสวรรค์

ร่างไร้วิญญาณที่ยกขึ้นจากน้ำจะถูกนำมาเวียนซ้ายแบบ “อุตรวรรต” 3 รอบ … การเวียนให้ถูกทิศนี่ก็สำคัญไม่น้อย ผู้รู้เล่าว่า … การเวียนขวานั้นเกิดจากความเชื่อที่ว่า เมื่อเราเกิดมาบนโลกมนุษย์นั้น เราเป็นเทพจุติลงมา เทวดานั้นเวียนขวาลงมาเกิด ครั้นตอนตายก็ต้องกลับให้ถูกทาง คือเวียนซ้าย สวนทางเดิมขึ้นสู่สวรรค์ หากหมุนผิดก็จะไม่สามารถกลับสู่ภพชาติที่ดี อาจจะหมุนคว้างลงนรกไปเลยก็ได้ .. จำทิศให้ดี ตายไปจะได้ไม่หลวงทางไงล่ะค่ะ

ริมแม่น้ำบริเวณวัดมีเชิงตะกอนเผาศพตั้งเรียงเป็นระยะๆ เห็นภาพของชาวบ้านที่บ้างก็กำลังก่ายกองฟืนขนาดพอๆกับไม้หมอนรถไฟวางซ้อนกันหลายชั้นสลับกันไปมา เตรียมพิธีเผาศพ .. น่าคิดว่าต้องใช้ไม้กันมากมายแค่ไหนในแต่ละปี

บางเชิงตะกอนเปลวไปกำลังลุกโชนท่วมร่างไร้วิญญาณที่กำลังจะกลายเป็นเถ้าธุลีและกำลังจะคืนสู่สายน้ำ … คนทุกชั้นในเนปาลเมื่อบั้นปลายของชีวิต ร่างที่ไร้วิญญาณจะถูกนำมาทำพิธีที่นี่

มองเห็นญาติมิตรของผู้วายชนม์นั่งอยู่ใกล้มากๆกับกองฟืนที่กำลังลุกโชนแผดเผาร่างไร้วิญญาณของคนที่ตนรัก หรือใกล้ชิด รู้จัก ... ฉันคิดว่าคนเนปาลได้เรียนรู้ในเรื่องของ "ความตาย" อย่างลึกซึ้งมากมายกว่าที่บุคคลใดๆในเมืองเราจะคาดคิด และอาจจะบรรลุถึงความจริงของชีวิตว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานันดรศักดิ์สูงส่งแค่ไหน หรือร่ำรวยทรัพย์สินมหาศาลอย่างไร แต่สุดท้ายทุกคนในบ้านเมืองนี้ต้องกลับสู่ผงธุลีเกือบจะคล้ายๆกันทุกคน

มีแค่สิ่งหนึ่งที่ฉันออกจะนึกเป็นห่วง คือเรื่องของสุขอนามัยของพวกเขาเหล่านั้น ด้วยไม่เห็นว่ามีเครื่องป้องกันถูกสวมใส่แต่อย่างใด

ทุกวันจะมีศพเผาที่ริมแม่น้ำ แล้วโปรยเถ้าถ่านลงแม่น้ำ ด้วยความเชื่อเหมือนๆกับชาวอินเดียว่าแม่น้ำแห่งนี้จะช่วยชำระบาปที่ติดตัวผู้ตายเหมือนกับแม่น้ำคงคา ในเมืองพาราณสี

“บ้านแห่งการรอคอย” .. เป็นเรือนแถวยาว ไกด์บอกว่า เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ผู้ใกล้สิ้นลมมารอ … ดูเหมือนว่าชาวฮินดูจะบรรลุสัจจะธรรมของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างลึกซึ้งกว่าเราๆท่านๆมากมายนัก พวกเขาเตรียมตัว เตรียมใจกับเรื่องของความตาย พร้อมจะจากไปสู่ภพอื่นอย่างไม่อาลัยอาวรณ์เท่าใด จนเป็นเรื่องธรรมดา

พิธีกรรมก็จัดง่ายๆ เพียงเอาเท้าจุ่มน้ำในแม่น้ำพัคมาตีอันศักดิ์สิทธิ์ก็ถือว่าได้ชำระล้างบาปจนบริสุทธิ์พร้อมจะไปสวรรค์ได้แล้ว ไม่มีพิธีกรรมที่ซับซ้อนยุ่งยาก ทุกอย่างจัดการให้เสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ตายจำต้องนำเอาอาตมัน (ตัวตน) กลับคืนสู่ปรมาตมัน (สู่พรหม) ให้ทันเวลา มิฉะนั้นจะต้องเป็นวิญญาณที่เร่ร่อน

ตามประเพณีของชาวเนปาล .. ลูกชายคนโตจะเป็นคนจุดเพลิงให้กับผู้วายชนม์ที่เป็นบิดา ส่วนผู้วายชนม์ที่เป็นมารดานั้นเป็นภารกิจของลูกชายคนเล็กที่จะจุดเพลิงให้ หากไม่มีลูกชายก็เป็นหน้าที่ของพิธีกรไป … ง่ายๆอย่างนี้ล่ะค่ะ

ในเนปาล ไม่ว่าจะเกิดมายากดี มีจนอย่างไร สุดท้ายจะมาลงเอย เสมอภาคกัน ณ ที่เดียวกันนี้ … ริมฝั่งแม่น้ำพัคมาตี .. แม้แต่กษัตริย์และพระราชวงศ์ เมื่อสิ้นชีพตักษัย พระศพก็จะถูกนำมาทำพิธีเคียงกับเชิงตะกอนของชาวบ้านตรงนี้ด้วย

เถ้าถ่านจากการเผาศพ … ถูกโกยจากเชิงตะกอน ลงสู่สายน้ำ … ลอยและไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประเทศอินเดีย

สายน้ำพัคมาตีในสายตานั้นขุ่นมาก และแห้งขอด สองฝั่งแม่น้ำมีขยะกองใหญ่ … หากแต่ที่วัดแห่งนี้มีชีวิตเรียงรายอยู่ตามทางเดิน บาทวิถีมากมาย ราวกับเป็นนาฏกรรมแห่งชีวิต มีทั้งคนเจ็บ คนป่วย คนมีความสุข คนดื่มกินชำระล้างร่างกาย รวมถึงผู้คนวักน้ำมาลูบหน้า หรือตักใส่ขวดกลับบ้านด้วยความศรัทธา

องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนวัดแห่งนี้เป็นมรดกโลกในปี พ.. 2522 วัดนี้มีความสำคัญมากในช่วงเทศกาลศิวะราตรี

“ศิวะราตรี” (Night of Lord Shiva) .. เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวฮินดู จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เดือนสามทางจันทรคติ ซึ่งชาวฮินดูถือว่าเป็นวันประสูติขององค์ศิวะเทพ หรือวันที่ชาวบ้านขุดพบศิวะลึงค์นั่นเอง

ในวันนั้น และ ณ ที่วัดนี้ … องค์ศิวะเทพจะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ จึงเป็นวันที่ชาวฮินดูทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อแสดงคามยินดี และต้อนรับ

ไกด์ของเราบอกว่า ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ราตรีขององค์ศิวะเทพ บรรยากาศตลอดสองฝั่งแม่น้ำแห่งนี้จะอบอวลด้วยกลิ่นธูป ควันเทียน กลิ่นดอกไม้ และกลิ่นกัญชา … อ่านไม่ผิดค่ะ กลิ่นกัญชา

เสียงกระหึ่มของคำสวดสรรเสริญองค์พระศิวะ … โอมมมมมม … ดังก้องตลอดทั้งวันทั้งคืน … มีโยคีจากอินเดียที่พอกตัวด้วยขี้เถ้าตลอดทั้งร่าง ผมเป้า หนวดเครายาวรุงรัง เกือบเปลือย (ปิดเฉพาะส่วนล่าง) ที่ออกจากการบำเพ็ญตบะมาดัดตนถวายองค์ศิวะ … ซึ่งหมายถึงการบำเพ็ญทุกรริยาอีกรูปแบบหนึ่งขององค์เทพ .. ผู้มาร่วมงานก็จะขอให้โยคีเจิมหน้าผากให้ด้วยแป้งสีแดง เพื่อเป็นสิริมงคลแห่งตน

เรานั่งดูเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่บนเชิงตะกอนอยู่บนฝั่งเนิ่นนาน จนเพื่อนไกด์ของเราถามว่าอยากจะไปดูอาศรมของฤษีหรือไม่ … เราจึงรีบเดินตามๆไกด์หนุ่มไปโดยมิชักช้า

ฤษีที่วัดปศุปตินาถนี้พบเจออยู่ทางฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำที่มีการเผาศพ .. อาศรมของฤษี หรือนักพรตนั้นก็อยู่บนลานตรงข้ามวิหารนี่เอง

ฤษีเกือบทุกตนไว้ผมยาวรุงรัง บางคนเอาขึ้เถ้าขี้วัวทาตัว .. ขี้เถ้าจากขี้วัวก็มีความหมาย เพราะวัวเป็นสัตว์สำคัญของพระอิศวร .. การทาตัวด้วยขี้เถ้านั้น เหมือนจะเป็นการบอกเป็นความนัยว่า เมื่อตายไปก็เป็นเถ้ากันทุกคน หากครั้งยังมีชีวิตก็ควรจะตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท อย่าโลภโมโทสันกันนัก ถึงจะมีอำนาจล้นฟ้าและเงินทองหลายหมื่นล้าน แถมยังใช้อำนาจและเงินทองหาเงินและความสุขให้พรรคพวก พี่น้อง วงศ์ตระกูล .. เมื่อตายไปก็หนีไม่พ้นเป็นขี้เถ้าทุกคน … นี่เขียนไปก็อยากจะให้คนบางคนไปหาฤษีซะมั่ง หรือเอาขี้เถ้ามาทาตัวเตือนสติ อาจจะได้คิดขึ้นมาบ้าง

ฤษีเหล่านี้ให้เราเข้าไปถ่ายรูปด้วยได้ แต่ต้องจ่ายเงินให้ตามศรัทธา (แต่หากให้น้อย ก็อาจจะไม่พอใจได้) จะวิ่งหนีไปดื้อๆคงไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกปา หรือเอาขี้เถ้ามาทาตัวให้เข็ดก็ได้ … ซึ่งฉันเห็นว่าการเรียกเงินนี่เป็นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ไม่ค่อยจะน่าชื่นชมเท่าใดนัก

เราข้ามสะพานไปยังอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ขณะเดินบนถนนซึ่งตรงไปยังวัดของพระศิวะ จะเห็นนักบวชและคนที่แต่งกายธรรมดาๆนั่งขอเศษเงินจากคนที่เดินไปมาอยู่จำนวนหนึ่ง

เมื่อเดินเลยเข้าไปด้านใน … จะเห็นวัดของพระศิวะ แต่เราไม่ได้เข้าไปสักการะ เพราะเห็นว่าคงจะสงวนไว้สำหรับชาวฮินดูเท่านั้น จึงเพียงแต่ถ่ายรูปศิวะลึงค์หลายรูปแบบมาเป็นที่ระลึก

วันนี้มีพิธีกรรมอะไรบางอย่างที่คึกคักมาก มีผู้คนนำดอกไม้และเครื่องสักการะมาร่วมพิธีอะไรบางอย่าง ... ฉันรีบเดินฝ่าผู้คนไปดูและถ่ายรูป เห็นซุ้มอยู่หลายซุ้ม แต่ละซุ้มมีเด็กหนุ่ม 2 คนบ้าง บางซุ้ม 3-4 คนบ้าง โดยมีบรรดาผู้ใหญ่ ซึ่งฉันเดาเอาเองว่าคงเป็นญาติและแขกที่มาร่วมงานสวดมนต์ดังกระหึ่ม … ไกด์ของเราบอกว่าเป็นการบวชพระ แม้ไม่มีการอธิบายถึงความเป็นมา และวัตถุประสงค์ แต่ก็น่าติดตามนำภาพมาฝากกันค่ะ

ก่อนกลับฉันหันกลับไปมองพิธีและวิถีแห่งความตายที่ปรากฏต่อหน้าเป็นมรนานุสติอีกครั้ง … หวนกลับมานึกถึงความตายในบ้านเราที่ถูกปรุงแต่งซะมากมาย ฉาบไล้ด้วยพิธีการที่หรูหรา จนยากต่อการเรียนรู้ถึงสัจจะธรรมของชีวิต รวมถึงการรู้จักกับ “ความตาย” ที่แท้จริง

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net