วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหตุผลอันควรเชื่อ?


ย้อนรำลึกถึงความหลังครั้งเก่าตอนเป็นเรียนภูมิศาสตร์  มีสถานการณ์ที่เราเป็นผู้ก่อให้เกิดเรื่องสอนใจเกี่ยวกับความเชื่อสำหรับตัวเองเป็นครั้งแรก

เรื่องมีอยู่ว่า  วันหนึ่งอาจารย์จัดไปทัศนศึกษากลุ่มย่อยประมาณ ๑๕ คนรวมอาจารย์ก็เลยนั่งรถตู้

ระหว่างทางอาจารย์พาไปดูสภาพพึ้นที่ที่เป็นหินทรายที่เกิดจากการหมุนของน้ำแล้วทรายตกตะกอนก็จะมองเห็นหินทรายที่มีลักษณะหมุนเป็นวงซ้อนกัน

เราก็เลยเกิดความคิดที่จะขยายความรู้ขึ้นมา ก็เลยเล่าให้เพื่อนๆร่วมชั้นฟังว่า "จำได้ปะ เมื่อครั้งก่อนที่เราเรียนเรื่องวงปีของต้นไม้ อาจารย์เล่าให้ฟังว่าแต่ละวงก็เป็น ๑ ปีของการเจริญเติบโตของต้นไม้่ ถ้าปีไหนน้ำแล้งเนื้อไม้ก็จะสร้างได้น้อย ส่วนปีไหนน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ต้นไม้ก็จะเจริญเติบได้ดีเนื้อไม้ก็จะกว้าง  แต่ละปีต้นไม้ก็จะมีเนื้อไม้เพิ่มเป็นวงซ้อนกัน วงใหม่จะซ้อนอยู่ข้างนอกไปเรื่อยๆ  ดังนั้นเราสามารถทราบอายุของต้นไม้ได้จากจำนวนวงที่ปรากฎได้"  เราย้อนความหลังให้เพื่อนๆ ฟัง  เพื่่อนๆก็ฟังด้วยความสนใจ  แล้วเราก็พูดต่อไปว่า "เหมือนกันกับวงหินพวกนี้แหละเกิดขึ้นแบบเดียวกัน แต่ละปีน้ำจะพัดทรายมาแล้วก็ทับถมกันเป็นวงๆไปเรื่อยๆเหมือนต้นไม้  แต่ละช่วงก็เป็นปีเหมือนกัน" เราพูดให้เพื่อนๆฟัง  เพื่อนๆก็เชื่อเพราะวิชานนี้เราเครดิตดี  เราชอบก็เลยมักจะอ่านไปก่อนอาจารย์สอน แล้วก็เวลาอาจารย์ถามก็ตอบถูกตลอด  ตอนสอบย่อยและสอบกลางภาคก็ได้คะแนนสูงสุดหลายครั้ง  และบางครั้งก็ได้คะแนนเต็ม 

ตอนนั้นอาจารย์เดินดูพื้นที่รอบๆเพื่อบรรยายให้พวกเราฟัง  แล้วอาจารย์กลับมาพอดีไ้ด้ยินที่เราคุยให้เพื่อนๆฟังตอนท้ายๆ อาจารย์ก็รอให้เราว่าจนจบ  เพราะอาจารย์ว่าเราช่างพูดแล้วชอบหาเรื่องแปลกๆพิลึกๆมาคุย เพลินดี พอเราว่าไปจบ อาจารย์ก็บอกเพื่อนๆว่า "เอ้า ฟังที่เพื่อนว่ามาแล้วมาฟังอาจารย์ว่าให้ฟังบ้าง"  แล้วอาจารย์ก็เล่าเรื่องจริงให้ฟัง  ตอนนั้นเพื่อนบางคนก็หัวเราะ  เพราะรู้แล้วว่าเราอำเล่น บางคนก็ค้อน  การเรียนเป็นไปอย่างสนุกสนาน

จนได้เวลาออกจากสถานที่นั้น ไปต่อที่อ่างศิลาขณะที่นั่งรถผ่านแถวชายทะเล  เราก็เห็นแท่งหิน(มองไกลๆเห็นแบบนั้น)ปักอยู่ในทะเลเต็มไปหมด ก็เลยถามขึ้นมาว่า "แท่งหินอะไรในทะเล" เพื่อนคนหนึ่งก็ตอบขึ้นมาว่า "หินที่เขาใช้ทำครกไง  รู้หรือเปล่าว่าทำไมครกหินอ่างศิลาถึงขึ้นชื่อ"  "ไม่รู้สิ  ทำไมละ" เราถามต่อ เพื่อนก็ตอบว่า "ก็เขามีกรรมวิธีพิิเศษไง  เอาหินแช่น้ำทะเล น้ำทะเลมีสารพิเศษทำให้หินแกร่งกว่าหินทั่วไป"  เราก็เถียงว่า "หินที่ใช้ทำครกมันเป็นหินแกรนิต มันต้องแกร่งเป็นธรรมดา"  เพื่อนก็ไม่ยอมแพ้เถียงต่อบอกเราว่า "งั้นทำไมอ่างศิลาถึงขึ้นชื่อเรื่องครกหินล่ะ"  เราไม่ได้ศึกษามาก่อนก็เลยจนมุม  หันไปถามเพื่อนคนอื่นๆ ใครๆก็ตอบว่าใช่  แต่เราก็ยังไม่เชื่อแต่ชักลังเลมากขึ้น ท้ายที่สุดหันไปหาที่พึ่งสุดท้ายคืออาจารย์   อาจารย์ก็ตอบว่า "แล้วทำไมไม่ใช่ล่ะ" พร้อมทำหน้าจริงจังไปด้วย  เราก็เลยเชื่อ  และพูดขึ้นมาว่า "เพิ่งจะรู้นะเนี่ย"  พอเพื่อนๆ ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราำะขึ้นมาพร้อมกันรวมทั้งอาจารย์ก็ประสานเสียงไปพร้อมกัน  เราจึงได้รู้ว่าโดนเพื่อนๆและอาจารย์รวมหัวกันอำคืนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทั้งที่ความจริงที่เรามารู้ทีหลังคือ แท่งที่มองเหมือนหินนั้นที่จริงคือเสาใช้สำหรับเลี้ยงหอย 

แต่ก็ไม่เป็นไร  เพราะเราได้บทเรียนมากมายจากการอำครั้งนั้น ในเรื่องความเชื่อคือ การเชื่อของคนอาจเกิดจากเครดิตจากการกระทำของผู้พูดถ้าเครดิตดีมาตลอดการโกหกก็ทำให้คนอื่นเชื่อได้ แต่ถ้าทำบ่อยๆจนกลายเป็นเครดิตใหม่ขึ้นมาความเชื่อเก่าก็จะหายไป  ต่อไปแม้พูดความจริงผู้อื่นก็หาว่าโกหก ดังนั้นต้องสร้างความเชื่อที่กูกต้อง และอีกส่วนคือ

"ความเชื่อของคนบางครั้งขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ยอมรับการโกหก  เมื่อการโกหกเกิดจากคนจำนวนมากๆ ก็ทำให้บางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง


ป.ล.เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องสอนใจขำๆสำหรับตัวเราเองในวันที่บางครั้งเกิดความสับสนในความคิด

โดย หญิงหลิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net