วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุดทาง(ฝัน) ที่เต๋อชิง



ผืนดินที่รัก

กลับไปจากที่นี่ ฉันจะไม่บ่นว่าอะไรเธอเลยสักคำ ไม่ว่าฝนจะตกจนน้ำท่วมนอง หรือจะแห้งแล้งจนหน้าดินฟุ้งเป็นฝุ่นฝอย ฉันจะไม่เบื่อหน่ายในการฟูมฟักดูแลและบ่มเพาะพันธุ์ไม้ให้เติบโตเพื่อความสมบูรณ์ร่มเย็นของเธอ....ผืนดินที่รัก

ที่นี่...ณ ที่ซึ่งฉันนั่งเฝ้ามองจากระเบียงที่พัก เธอรู้ไหม ฝูงวัวภูเขาตัวเล็กๆ ที่เดินเพ่นพ่านตามไหล่เขา มันเดินไปทั่วถ้าหากเจ้าของไม่ทำรั้วกั้นไว้ และรั้วนั้นแกร่งนักเพราะมันเป็นรั้วที่ก่อด้วยดินสูง หนึ่งในอาณาบริเวณ ฉันนับดูแล้วฝูงของมันราวๆ 100 กว่าตัว ที่เป็นไปได้ว่า มันเกิดและสืบพันธุ์กันอยู่ในบริเวณนั้น กระทั่งบางตัวถึงเวลาที่เจ้าของต้องการกำไร จึงต้อนมันออกมา ให้เดินข้ามสะพานเหล็กที่แกว่งไกวเหนือสายน้ำเชี่ยวนามล้านช้าง หรือแม่น้ำโขง ไปสู่แหล่งซื้อขาย

ฟากฝั่งโน้นไม่มีบ้านเรือนของผู้คน มันแห้งแล้งยิ่งนัก ไม่มีสายน้ำไหลหลั่งจากยอดภูผาให้วัวดื่มกิน มันสามารถเดินขึ้นลงในความชันกว่า 45 องศา ได้อย่างสบายๆ

ผืนดินที่รัก

จากนี้ไปฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด แม้ว่าในละแวกใกล้เคียงมีแต่คนทำร้ายเธอด้วยสารเคมี แต่ฉันจะพยายามดูแลเธอให้ดีที่สุด เพราะฉันเห็นคนที่นี่เพาะปลูกพืชผลกันในที่ดินที่จำกัดจำเขี่ยยิ่งนัก และปลูกได้เฉพาะที่มีแหล่งน้ำไหลซ่านมาจากภูเขาเท่านั้น สายน้ำเล็กๆที่ไหลเชี่ยวพุ่งสู่ที่ต่ำจากหิมะละลายบนยอดเขาสูง ที่มีคนเปรยว่า นับวันหิมะจะยิ่งเหือดหายไปจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ยอดนั้น

 







สภาพถนนจากแชงกรีล่าสู่เต๋อชิง 270 กม. กำลังก่อสร้างทางแบบใหม่ ที่ไม่เลาะเลื้อยตามภูเขาอีกต่อไป แต่จะทำสะพานเชื่อมภูเขา และเจาะอุโมงค์ เพื่อย่นระยะทาง



หน้าตาของเส้นทางเดิมๆ ที่ฉันต้องหวาดเสียวใจทุกนาที ยามรถสวนทาง





ก่อนถึงเมืองเต๋อชิง มองเห็นยอดเขาเหมยหลี่อีกด้านหนึ่ง



ความเขียวสดเริ่มลดน้อยลงตามความสูง และในอดีตมีการตัดไม้สนจนเกลี้ยงภูเขา




ยอดนี้เป็นภูเขาหิน





อลังการณ์ตามรายทาง



.......





เมืองเต๋อชิง ไม่ใหญ่โต แต่กว้างยาวไปตามหุบเขา กำลังคึกคักไปด้วยการก่อสร้างเมือง





โรงแรมที่พักชื่อ ฟิลลิ่งโฮม โฮสเตล ห่างจากเมืองมาทางทิศตะวันตก ด้านชมวิวภูเขาเหมยหลี่ประมาณ 8 กม.






จุดชมวิว ที่ีทำไว้รองรับนักท่องเที่ยว




........



ยอดเขาเหมยหลี่ ยามเย็น




.......




คืนแรกของที่นี่ คือวันที่ 12 สิงหาคม ฉันนั่งสมาธิด้านหลังสถูปแต่เพียงลำพัง ส่งใจอันสงบนิ่ง ไปยังแม่ อธิษฐานขอให้แม่และเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคนทางเมืองไทย จงสงบสุข





ยามเช้า ตื่นมาได้สบตาเทวดาทันที




ชาวพื้นเมืองออกมาสวดมนต์ภาวนา จุดธูปและไม้สนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์




......




ห้องแห่งความลับ......อันเนืองมาจากโรงแรมที่ชื่อฟิลลิ่งโฮม คืนนั้นมีนักรำพัดหนึ่งคันมินิบัสมาพัก ส่งเสียงเหมือนอยู่บ้านตัวเองจริงๆ ฉันเลยกระฉูดมานอนที่ห้องนี้ เพราะสามกุมารจีน มากางเต็นท์นอนในนี้...ฟรี (ห้องสำหรับขายของ ในจุดชมววิว ที่ยังไม่เปิดบริการ และโชคดีห้องนี้ไม่ล๊อกกุญแจ) ตื่นเช้าจึงได้ชมววิวก่อนใคร จ่ายเงินทิ้งไป 25 หยวน และ...คืนนั้นทั้งเมืองไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วย




ยามเช้า...แทบไม่มคนเดินถนน




วันถัดมา....เป้าหมายของเราคือหมู่บ้านเบื้องล่างนั้น




สวนทางกับคนที่เก็บใบสนมาขายให้เผาบูชาเทวดา





หนทางยังอีกยาวไกล คนท้องถิ่นบอกว่าใช้เวลาเดินลงไป 2 ชม.




บางช่วงเป็นทุ่งหญ้า และนาข้าว มีผลไม้จำพวกองุ่น แอ๊ปเปิ้ล ให้เราเก็บกินด้วย (ขอกับต้นไม้)





ครึ่งทาง....เวลาผ่านมาแล้วร่วม 3 ชม.




เลาะขอบภูเขาลงมาเรื่อยๆ ถ้าพลาด......หมายถึงไม่ต้องตามเก็บ เพราะสายน้ำโขงข้างล่างอีกร่วม 800 เมตร เชี่ยวกราก น่ากลัว



ชั่วโมงที่ 4 มาเห็ฯสะพานข้ามเข้าหมู่บ้านแล้ว แต่ขาเริ่มสั่น





ข้ามสะพาน เจอลำธารให้แช่เท้า แต่ดื่มไม่ได้ แวะบ้านแรกที่เจอขอน้ำดื่ม พร้อมถามทาง





ถั่วชนิดนี้เราเก็บกินประทังหิวตลอดทาง แต่รสชาดมันมาก ชวนหิวน้ำจัด



เลาะลำธารมาเรื่อยๆ จนเขอถนนใหญ่ และเจอเหล่าแม่เฒ่านี้ ใจดีมาก เอาขนมยัดใส่มือเราทุกคน





นี่ล่ะ อาหารที่ตกถึงท้อง เป็นขนมของแม่เฒ่านี่เอง



เดินขึ้นภูเขามาอีกเรื่อยๆ มองกลับไปยังที่ผ่านมา...ขวามือคือภูเขาที่เดินลงมา และนั่นคือหมุ่บ้านแรกที่เจอเหล่าแม่เฒ่าใจดีให้ขนมกับผลไม้



มาถึงหมู่บ้าน ซีตง....ที่พักคืนนี้ เหล่ากุมารจีนทั้งสาม ขอกางเต๊นท์ที่ระเบียงโรงแรม



โรงแรมที่ฉันพัก 25 หยวน มีแขกแค่ฉันคนเดียว




บรรยากาศยามเช้าของหมู่บ้าน



เช่นกัน....รถเมล์ของหมู่บ้านกำลังบีบแตรเรียกผู้โดยสาร เวลา 8 โมงเช้า



ฉันตัดสินใจแยกทางกับสามกุมารจีน ขึ้นรถเมล์ออกจากหม่บ้านกลับเต๋อชิง เพราะไม่อยากเป็นภาระพวกเขา เพราะที่ๆเขาจะไป ต้องเดินขึ้นภูเขาอีก 20 กม. ไม่มีรถยนต์ขึ้นไป เป็นหมู่บ้านที่ชื่อ อวี้บ๊อง เป็นหมุ่บ้านที่ใกล้ยอดเขาศักดิืสิทธิืมากที่สุด



บนรถเมล์ มองเห็นหมู่บ้านที่จากมา อยู่ต่ำลิ่บลิ่ว.....โอ๊ยยยย  เดินลงไปได้ยังนั่น แต่ถ้าเราเดินตามถนนที่รถยนต์วิ่ง ต้องใช้เวลาสองวัน จึงจะถึง แม้กระทั่งโดยสารรถเมล์เล็ก ยังต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมง

นี่ล่ะ....ถนนสายภูเขา ใกล้ตา ไกลตีน ของแท้จริงเชียว

........


ข่าวร้าย จากแผ่นดินเกิด ผืนดินที่รัก....เธอถูกทำร้ายอีกแล้ว



กลุ่มทุน"ออสซี่"ยื่นขอขุดเหมืองทองในไทย5แสนไร่ ที่นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เมืองคอน

นายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า หลังจากที่นโยบายสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วเมื่อ พฤษภาคม 2554 กอปรกับราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีกลุ่มทุนจากออสเตรเลีย รายได้แก่ บริษัท Matsa Resources ในนามของบริษัท พีวีเค ไมน์นิ่ง จำกัด และบริษัท ไทย โกสท์ฟิลด์ ในนามบริษัท ไทย มิเนอรัล เวนเจอร์ จำกัด เตรียมยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแหล่งแร่ทองคำในไทย รวมพื้นที่กว่า แสนไร่

นายสมเกียรติกล่าวว่า บริษัท พีวีเค ไมน์นิ่ง จะยื่นอาชญาบัตรพิเศษในพื้นที่ จ.นครสวรรค์และ จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่ครอบคลุมประมาณ 2-3 แสนไร่ เพื่อสำรวจแร่เหล็ก ทองแดง และสังกะสี แต่ในบริเวณ อ.ไพศาลี และ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ กลับมีศักยภาพในการผลิตทองคำด้วย ขณะที่บริษัท ไทย มิเนอรัลฯ ยื่นอาชญาบัตรพิเศษ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ราว 2แสนไร่ สำรวจแร่วุลแฟรมและแร่ทังสเตน ซึ่งในพื้นที่มีสายแร่ทองคำรวมอยู่ด้วย

นายสมเกียรติกล่าวว่า นโยบายการสำรวจและผลิตทองคำใหม่มีข้อกำหนดที่สำคัญคือ ขั้นตอนขออาชญาบัตรพิเศษ บริษัทคนไทยถือหุ้น 51% มีแผนลงทุนแต่ละปีชัดเจน ต้องวางเงินค่าประกันการสำรวจเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมไร่ละประมาณ แสนบาท อาจวางเงินในรูปแบบแบงก์การันตีได้ เมื่อถึงขั้นตอนขอประทานบัตรทำเหมืองทองคำจะต้องจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชน โดยชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ และกองทุนรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อฟื้นฟูสภาพเหมือง โดยทั้งสองกองทุนจะเก็บจากรายได้ส่วนหนึ่งของเหมืองที่สะสมไว้ในแต่ละปี ทั้งนี้ ระเบียบทองคำใหม่ จะไม่เน้นเรื่องค่าภาคหลวง แต่เน้นดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน

นายฉดับ ปัทมสูต ประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาแร่โดยรวมในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมาก อาทิ สังกะสี ดีบุก วุลแฟรม ตะกั่ว และแร่ทองคำ ส่งผลให้เอกชนเข้าสำรวจและผลิตในไทยมากขึ้น แต่ภาพรวมการทำเหมืองนั้นยังติดปัญหาในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการถูกต่อต้านจากองค์กรภาคประชาชน ทำให้ธุรกิจสำรวจในไทยเริ่มหันไปสำรวจในประเทศเพื่อนบ้านแทนมากขึ้น

 (มติชนรายวัน สิงหาคม 2554)

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net