วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

England Riots สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ... หลังเปลวเพลิง เขม่าควัน


เมื่อการจลาจลสงบลง เกิดหลายคำถามตามมา คนเหล่านั้นคือใคร อะไรเป็นสาเหตุ และเราจะก้าวไปอย่างไร

 

ในช่วงของความคลุมเครือ เกิดทฤษฎีหลากหลายอันเกี่ยวเนื่องกับพื้นเพ ความเป็น ‘ผู้ดี’ สมญาที่เรียกกันนอกเกาะ ผู้อพยพจากอาณานิคม คนผิวสี ความไร้สมรรถภาพของตำรวจ รัฐบาล จึงเป็นโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติม ... ก่อนที่จะปักใจไปกับข้อสันนิษฐานใดๆ

 

ผลกระทบและปฏิกิริยาจากแต่ละหน่วยของสังคม

 

การสูญเสีย Mark Duggan ชนวนของการประท้วง เป็น post fact ที่เกินการแก้ไข และตกเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับการจลาจลที่ตามมา ความคลางแคลงในวิธีการสังหารของตำรวจ หรือประเด็นสมาชิกแก๊งของ Duggan อยู่ในขบวนการ Inquiry สอบสวน ที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏในเร็ววัน

 

ผู้สูญเสียจากการเผาผลาญที่ข่าวไปไม่ถึงทั่วโลกแต่เป็นผู้เคราะห์ร้ายตัวจริง มีจำนวนมากกว่าภาพที่เห็น ส่วนใหญ่ชั้นบนของอาคารพาณิชย์คือที่อยู่อาศัยของคนทั่วไป ทั้งที่เป็นเจ้าของเองหรือเช่าอยู่ ผู้พักอาศัย 26 ครอบครัวบนตึกแรกที่ถูกเผาที่ Tottenham และอีกหลายครอบครัวที่ต้องหอบลูกเต้าหนีอัคคีภัยจึงกลายเป็นคนไร้บ้านในวันนี้

 

ครอบครัว Reeves ดำเนินกิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์มาร้อยกว่าปีเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Croydon ผ่านสงครามโลกทั้งสองครั้ง ผ่าน The Blitz ที่ลอนดอนถูกถล่มทิ้งระเบิดมาอย่างปลอดภัย ก็มาหมดสิ้นจากเปลวเพลิงคราวนี้

 

แม้ว่าตามกฎหมาย (The Riot Act 1886) เมื่อเกิด Riot จลาจลขึ้น จะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและตำรวจในการนำความสงบกลับคืนสู่สังคม ความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการบกพร่องของตำรวจ รัฐบาลต้องรับผิดชอบชดใช้ แต่เมื่อความสูญเสียที่มีถึงขั้นชีวิต และ ‘บ้าน’ ที่หมายถึงครอบครัวและความทรงจำไม่สามารถชดใช้กันได้ คนจึงประณามผู้ก่อจลาจลอย่างรุนแรง และเรียกร้องคำอธิบายถึงจำนวนตำรวจที่ไม่พอเพียง และหย่อนประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเบื้องต้น

 

ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ Front line ที่มีโอกาสให้สัมภาษณ์เปิดใจ ย้ำเรื่องการแบ่งระดับหน้าที่ การพกอาวุธ และความต่างระดับการฝึกรับสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในช่วงเริ่มของเหตุการณ์ไม่ใช่หน่วยที่ดูแลเรื่องการจลาจล และไม่พกอาวุธ จึงไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ไม่เคยต้องพกอาวุธก็เจอการขัดขวาง ขว้างปาอย่างรุนแรง

 

แม้ประชาชนยอมรับและชื่นชมตำรวจที่ปรากฏตัว ว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

แต่...ผู้เสียหายบอกว่า คนวางเพลิงนั้นมีการวางแผนมาดี ไฟประทุแล้วก็หายหัวหมด ตำรวจที่อยู่ตรงนั้นเพียงแค่กันฝูงชนที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกบริเวณ แต่ก็มีบางจุดที่โวยว่าไม่มีตำรวจมาดูเลย

จากการสำรวจความเห็นประชาชนว่าใครปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง   35% คิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่ 71% คิดว่านักการเมือง

 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลตัดอัตราจำนวนตำรวจไปแล้วหลายพันนาย แม้จะยังไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 20% ก็ควรเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทบทวนชี้แจง กลับมีนักการเมืองอ้างว่าเหตุการณ์สงบลงเพราะนายกรัฐมนตรีกลับมาบัญชาการเอง ตำรวจจึงตอกกลับว่า ธรรมชาติของการควบคุมเหตุจลาจลนั้นไม่มีทางเกิดผลร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที ตำรวจต้องใกล้ชิดสถานการณ์และปรับใช้วิธีการจนกระทั่งเกิดผล

 

ระบบตำรวจของบริเทน (British model) แม้ตำรวจส่วนใหญ่ไม่ได้รับการติดอาวุธ แต่ประชาชนมีสิทธิ์คาดหวังให้ตำรวจรักษาความปลอดภัยและความสงบได้เต็มที่ เพราะสำหรับอาชญากรร้ายแรงนั้นจะมีหน่วยพิเศษ (independent police service) จัดการตามวิธี โดยประกอบกับ Judiciary system (ระบบตุลาการ)  

 

แปลความ คือ ผิด ก็จับ และขึ้นศาล

อย่าแปลกใจที่เห็นตำรวจส่วนใหญ่ตามท้องถนนพกแต่กระบอง และจงเตรียมตัวระวัง (be vigilant) ทันที หากพบตำรวจติดอาวุธออกมาเดินสะพายปืนชี้ลงพื้นเตรียมพร้อม

 

Aftermath บทลงโทษกับ looters, muggers สู่ arsonists และ murderer...จะล้อมคอกกันอย่างไร?

 

คนเกเรก่อเหตุครั้งนี้ ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตำรวจ จึงไม่สามารถหลบหนีแรงแห่งกฎหมายได้นานนัก ภาพจากกล้อง CCTV ที่มีจำนวนมากในอัตราประมาณหนึ่งกล้องต่อประชาชน 40 คน จึงถูกดึงออกมาเผยแพร่ชัดแจ๋ววันต่อวัน จนวันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม หนึ่งสัปดาห์จากวันแรกของการจลาจล จึงมีการจับกุมแล้ว 2,275 คน ศาลต้องเปิดทำงานในวันเสาร์อาทิตย์ การพิจารณาคดีและตัดสินเกิดขึ้นไปแล้วกว่า 1,000 ราย

 

 

Shop a Looter เป็นแสลงอังกฤษ to shop แปลว่า to get jailed หรือจับขัง แม่บางคนที่มีใจยุติธรรมพอ ก็ร่วมขบวนการ Shop ครั้งนี้ด้วยการลากคอลูกส่งถึงมือตำรวจ  

 

การก่อเหตุที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากเพียงการฉก ชิง วิ่งราว แต่เมื่อเหตุการณ์บานปลาย เกิดเพลิงไหม้ การต่อสู้ป้องกันทรัพย์สินตนเองที่มีผลลัพธ์ถึงชีวิต ข้อหาที่เกิดขึ้นจึงขยายวงออกไปเรื่องการวางเพลิง (Arson) การพยายามฆ่า (Attempted murder) และฆาตกรรม (Murder)

 

 

เมื่อความเสียหายมหาศาล ข้อหาเข้าข่ายโทษร้ายแรง ผู้ต้องสงสัยเป็นที่คุ้นหน้า การตามตัวได้ถึงแหล่งที่อยู่ ซึ่งส่วนมากเป็น Council flat (คล้ายการเคหะแห่งชาติ) และชุมชนคนรายน้อยได้ที่ต้องพึ่งการช่วยเหลือของรัฐบาล รัฐบาลจึงเกิดความคิดหนึ่งขึ้น

 

ตามข้อกำหนด ซึ่งปรากฏในรูปสัญญากับผู้อาศัยใน Council Flat คือ หากสร้างความเดือดร้อนในชุมชนนั้น ถือว่าผู้นั้นละเมิดสัญญาและมีสิทธิ์ถูกขับไล่ออกทันที

 

แปลความได้ว่า ครอบครัวใด ที่ลูกหลานไปก่อเหตุในคราวนี้ จะต้องถูกอัปเปหิออกจากบ้าน

 

ข้อเสนอนี้ ถูกปฏิเสธจาก Council ทั้งหลายว่าเป็นเพียง Knee jerk reaction ของรัฐบาลที่เกิดเส้นกระตุกขึ้นมา ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา

 

เมื่อเริ่มเกิดเหตุ ก็ปรากฏการเปรียบเทียบการจลาจลใน Los Angeles (1992 Rodney King) และปัญหาอาชญากรรมใน New York จนนำมาสู่การแต่งตั้ง Bill Bratton อดีตนายตำรวจอเมริกันที่มีประสบการณ์มาจากสองเมืองนั้น โดย David Cameron ให้เป็นที่ปรึกษาด้านปราบปรามอาชญากรรม

แน่นอนว่า ประชาชนและตำรวจอังกฤษประณามการตัดสินใจนี้เต็มที่ อย่างเป็นเหตุเป็นผลด้วย ตามที่จะเห็นต่อไป

 

แล้วคนพวกนี้เป็นใครกัน?

 

เมื่อเหตุการณ์เริ่มประทุ เกิดนานาทรรศนะเกี่ยวกับที่มาของคนเหล่านี้

คนหลากเชื้อชาติที่สร้าง Multi cultural society ให้เกรทบริเทนนั้นต่างจากที่อื่นในโลก (โดยเฉพาะอเมริกา) แต่ไม่ได้ซับซ้อนลึกซึ้ง หากเข้าใจพื้นฐานของที่มาและตัดความอคติว่าคนดีคนเลวมาจากชาติไหน เพราะคนทั้งสองประเภทนั้นมีทุกชาติ

 

ในเกรทบริเทน คำว่า Asian British หมายถึง อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ คนเอเชียนอื่นนั้นรวมเรียกว่า Other Asian และ Chinese คือคนเชื้อสายจีน

 

ส่วนคนผิวสี (Black British) กลุ่มหลักคือ Black Caribbean, Black African ที่มาจาก West Indies, Jamaica โดยธรรมชาติไม่ใช่พวกใช้ความรุนแรง* แม้จะมีกลุ่มที่สร้างปัญหา ก็ไม่อาจสรุปว่าเป็นปัญหาวิกฤติที่ตำรวจเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

 

คนอพยพเข้ามาในเกรทบริเทนนั้น ถอยไปได้ถึงพวกฝรั่งเศสลี้ภัยศาสนา (Huguenots) ในศตวรรษที่ 16 และ 18 จนหลังสงครามโลกก็เปิดประตูเชื้อเชิญคนจาก West Indies, India, Pakistan มาเป็นแรงงานอย่างเต็มใจ คนเหล่านี้เป็นมุสลิมที่ต่างจากอาหรับ อัฟริกันที่เข้ามาก็ต่างจากพวกทางเหนือ (ส่วนใหญ่เข้าไปฝรั่งเศส) ที่รับอิทธิพลจากพวกอาหรับมามากกว่า

ปัญหาเรื่องอิสลามหัวรุนแรง (Extreme Islamists) นั้นมี แต่ไม่ใช่กลุ่มใหญ่ ‘แขก’ ทั่วไปในชาติจึงคบได้

ประเด็นว่าเป็นปัญหาจากคนที่มาจากประเทศอาณานิคมจึงควรตัดทิ้งไป

Looters หรือคนที่ก่อปัญหาในเหตุการณ์นี้ คือ คนอังกฤษนั่นแหละ แม้จะมีพื้นเพจาก Ethnic groups เชื้อชาติใด คนเหล่านี้คือ บริทิชที่เป็นคนอังกฤษ

 

คนพวกนี้มาจากไหน?

ไม่ใช่แค่ Tottenham จุดเริ่มเหตุ แต่คนเหล่านี้มาจากก้นบึ้งของสังคม จากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำที่ต้องพึ่งการช่วยเหลือของรัฐบาลเรื่องที่พักอาศัยและเงินสวัสดิการต่างๆ ชุมชนที่มีประชาชนลักษณะนี้มากเข้า จะใช้เวลาอันสั้นในการแปลงสภาพเป็น Ghetto ‘แหล่งชุมชนของคนจน’  

คนที่คิดบวก หาหนทาง และตะกายออกไปสู่สังคมที่ดีขึ้นก็มี

แต่คนที่อ่อนแอ ก็จะตกเป็นเหยื่อของ Gang Culture ที่ส่งผลมาถึง Gun & Knife Crimes ที่เป็นปัญหามาช้านาน หาดูได้จากเยาวชนที่อยู่ใน Hoodie Society ใส่เสื้อมีหมวกปิดหัวเป็นสัญลักษณ์

เยาวชนเหล่านี้ เติบโตมาจากพ่อแม่ที่ต้องตะกายเลี้ยงปากท้อง ขาดเวลาใส่ใจลูกซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มแก๊งรอบบ้าน เมื่อหมดช่วงเวลาเรียนฟรี ขาดเงินสนับสนุน ขาดที่พึ่งให้คำแนะนำอย่าง Community Centre หรือ Job Centre เพราะรัฐบาลตัดงบประมาณช่วยเหลือองค์กรเหล่านั้นแล้ว การหางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียนต่อจึงยากยิ่ง ผลักดันชีวิตให้ก้าวสู่ช่องทางที่ผิดได้ง่ายดาย 

เจ้าหน้าที่ Youth Centre หลายคนยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นปัญหา และเป็นระเบิดเวลา

 

อะไรคือ Trigger จุดชนวน?

 

Mark Duggan อาจไม่ใช่ต้นแบบ (Role Model) ของทุกคน เหมือนกับที่ไม่ใช่ประเด็นที่คนต้องต่อสู้เรียกร้องให้ แล้วอะไรคือชนวนกระทบใจให้เกิดการทำลายชุมชนและบ้านเมืองตนเองได้ขนาดนี้

มีหลายข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจ**

ความรู้สึกต่อต้านสังคม สืบเนื่องจากการไม่ได้รับการยอมรับ เป็น Bottom of society ที่คนอยู่สูงสุดไม่เคยมองเห็น

ความรู้สึกเป็นส่วนเกิน แปลกแยก ขาดความรู้สึกร่วมในชุมชนเพราะไม่เคยถูกนับเข้าพวก

ในเวลาเดียวกันสิ่งที่เยาวชนเหล่านี้เห็น คือ พฤติกรรมของคนในส่วน Top ของสังคมที่หลุดรอดจากความผิดและการถูกประณาม ทั้งการโกหก การคดโกงของนักการเมืองที่ไม่เคยปรากฏกลับถูกนำมาตีแผ่มากขึ้นทุกวัน ความเห็นแก่ตัว ความโลภ โดยเฉพาะการทำเศรษฐกิจล่มจมของนายธนาคารก็ไม่ต่างจากการ ‘ขโมย’ เงินของประชาชน

 

คนเหล่านี้ มักไม่ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ด้วยไม่เห็นว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีกับสภาพชีวิตได้ เมื่อไม่ Vote ก็ยิ่งเกิดปัญหาวน เพราะนักการเมืองไม่สนใจเป็นตัวแทนให้คนไม่ออกเสียง

 

ก้าวต่อไป

 

พื้นฐานอันแข็งแกร่งในการกำกับดูแลคนหลากชนชั้นในสังคมเกรทบริเทน คือ กฎหมาย

กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวสลายความเหลื่อมล้ำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน จึงเป็นหัวใจที่ทำให้คนมีความสุขกับสถานภาพของตนเอง เกรทบริเทนไม่เคยมีรัฐธรรมนูญ (The British Constitution) เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ใช้ข้อกำหนดกฎหมายและองค์กรต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชน เป็นกลไกในการควบคุมและตรวจสอบกันเอง

เมื่อเกิดสื่อมวลชนที่เลว จึงเป็นเรื่องสะเทือนสังคมอย่างยิ่ง เพราะ Free Press คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำกับดูแลรัฐบาล

 

พื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialist State) เป็นอีกส่วนที่ทำให้คนเท่าเทียมกันมากขึ้น ส่วนของรายได้ที่ส่งเป็นภาษีเข้ารัฐ จะย้อนกลับมาเป็นสวัสดิการดูแล

เมื่อเกิดการตัดงบประมาณผิดจุด ทุกคนจึงเสียสมดุลและเกิดผลกระทบที่รุนแรง

 

พื้นฐานทางสังคมที่ยึดคุณค่าความสุจริต การประพฤติตรงเผงตามความถูกต้องที่ยึดมั่นกันมา (Christian values) จนเกิดเป็นภาพของ ‘ผู้ดี’ ในสายตาชาติอื่น

เมื่อเกิดปัญหาที่สร้างความเหลื่อมล้ำของพื้นฐานทางสังคม (Social background) ที่ไม่ใช่การเหยียดผิว (Racism) จึงกระทบกับจิตสำนึกในความดีงาม คุณค่าของชาติ และคนในชาติ

 

สิ่งที่หลงเหลือหลังเหตุการณ์ไม่ใช่ซากจากเพลิงไหม้ แต่เป็นความสั่นคลอนในสังคมครั้งใหญ่ หากเราไม่ต้องการเห็นเยาวชนเผาทำลายชุมชนอย่างวันนี้ เราก็ไม่ควรให้คนมีอำนาจในบ้านเมืองขุดรากถอนโคนทำลายคุณค่าที่ยึดเหนี่ยวสังคมเราเข้าไว้อย่างผิดวิธี

จะด้วยการทำลายคุณค่าที่เคยมี หรือสร้างเงินตราให้มีอำนาจเหนือความถูกผิดก็ตามแต่

 

ที่ David Cameron บอกว่าการกระทำครั้งนี้ unacceptable และ unjustifiable ออกจะผิดเวลา เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว ณ เวลานี้ สิ่งสำคัญคือการยอมรับว่า ‘มีปัญหา’ แล้วหาทางแก้ไข  

ทุกประเทศมีปัญหาของตนเอง แม้จะไปหาข้อมูลเรียนรู้จากผู้อื่น ก็ยังต้องแก้ด้วยวิธีที่เหมาะกับตัวเอง

การเอานายตำรวจจากที่อื่นมาแก้ปัญหาที่เป็นเรื่องรากเหง้าทางสังคมจึงดูไม่ตรงประเด็นนัก

การเริ่มต้นกันใหม่ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว จึงต้องกลับสู่สามัญของปัญหาพื้นฐาน ฟื้นฟูคุณค่าของสังคมทั้งระบบ และสิ่งสำคัญที่ทุกระดับของสังคมต้องตระหนัก คือ สิทธิ – หน้าที่และความรับผิดชอบ เป็นของที่มาคู่กันของพลเมืองทุกคน

สิ่งที่เกิดขึ้นที่อังกฤษวันนี้ ให้ข้อคิดมากมาย หากเรียนรู้และปรับใช้ให้เหมาะย่อมเกิดประโยชน์กับประเทศชาติของตนเอง   

 

 

Reference:

* ขอละ Brixton Riots (1981, 85) ไว้ก่อน แม้เหตุการณ์จะมีความคล้ายคลึง

**มีการวิเคราะห์อีกหลายสิบทฤษฎี ขอเลือกจากสิ่งใกล้ความเป็นจริงที่เห็นอยู่รอบตัว โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ข้อมูลที่ใช้ คือ Live debate 2 ครั้ง (Channel 4 & BBC) ที่เชิญผู้รับผลกระทบและเกี่ยวข้อง ทั้งธุรกิจ บ้านที่ถูกเผา ตำรวจ นักการเมือง social worker, youth worker และตัวเด็กใน Ghetto เอง

และความเห็นที่น่าสนใจของ Russell Brand:London riots David Cameron

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net