วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าจากวังน้ำเขียว


ปี 2529 พอสอบเทอม2 วันสุดท้ายเสร็จ ผมและเพื่อนอีกหลายคนก็แบกเป้พะรุงพะรังขึ้นรถไฟจากกรุงเทพไปลงกบินทร์บุรีแล้วนั่งรถโดยสารมาลงที่ตลาด 79 แล้วจึงเดินเจ้าจากปากทางที่เป็นศาลเจ้าพ่อ  จุดหมายปลายทางคือบ้านคลองทราย (เลยเขาแผงม้าไป) เพื่อไปสมทบกับเพื่อนๆที่ไปออกค่ายอาสาสร้างห้องเรียนให้เด็กๆที่นั่น 

      ครั้งนั้นทางเป็นดินฝุ่นตั้งแต่ปากทาง สองฝั่งถนนเป็นไร่มันสำปะหลังบ้าง ไร่ข้าวโพดบ้าง นานๆจึงจะเจอบ้านคน เพราะยังหนุ่มแน่น และไปกันหลายคน เราจึงสนุกแม้จะเดินแบกเป้ไปบนทางฝุ่นและมืดค่ำระหว่างทาง นานๆจึงจะมีรถบรรทุกพืชผลการเกษตรผ่านมาสักคันเราก็โบกขอโดยสารไปเรื่อยเปื่อย บางทีก็ได้ขึ้น บางทีกระบะหลังรุก็เต็มจนไม่มีที่ว่าง นั่นเป็นภาพของส่วนหนึ่งที่เรียกว่า วังน้ำเขียว เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา

      ผมรู้ว่าอุทยานฯทับลานประกาศเป็นอุทยานมาก่อนหน้านั้น แต่หน่วยฯสวนห้อมที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังไม่มี  ครั้งนั้นเขื่อนลำแชะ   เขื่อนลำมูนบนเพิ่งสร้างใหม่ๆ ตอนนั้นวังน้ำเขียวปัจจุบันยังไม่เป็นอำเภอ คนน้อยมาก มีแต่ไร่  และทางค่อนข้างเปลี่ยว แทบนึกไม่ออกว่ารีสอร์ทหรูๆ และคนที่จะมาเที่ยวนั้น มาเพื่อดูอะไรในบ้านป่าแบบนี้

      แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างภาพที่ผมเคยเห็นสมัยเป็นนักศึกษา เพราะวังน้ำเขียวถูกโปรโมทขึ้นมากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิต    โดยมีคำเชิญชวนว่าเป็นแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก  ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนเป็นคนตรวจสอบและมีหลักเกณฑ์การวัดอย่างไร เพราะผมเห็นหลายที่อากาศดีกว่าที่นี่ด้วยซ้ำแต่ก็ไม่เคยมีใครแอบอ้าง

       คำกล่าวนี้ผมจึงไม่เคยเชื่อ และคิดว่าเป็นแค่คำโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า 

      แต่ไม่ว่าผมจะเชื่อหรือไม่ก็ตามที วันนี้ ไร่มัน ไร่ข้าวโพดที่ผมเคยเห็นและรู้ว่าเป็นที่ สปก. ก็แปรสภาพไปเป็นรีสอร์ทหรูหราหมดแล้ว   ชาวบ้านหลายคนที่ผมรู้จักเมื่อครั้งนั้น วันนี้ขายที่ (ที่กฎหมายที่ดินที่ผมเรียนมาบอกว่าขายไม่ได้นั่นแหละ) บางคนก็ไปอยู่ที่อื่น บางคนก็รับจ้างรายวัน ทำงานในรีสอร์ท

      วัดที่เคยเป็นศูนย์รวมใจของชาวไร่ย่านนั้นวันนี้แทบร้าง เพราะผู้คนที่มาทำรีสอร์ท มาพักรีสอร์ทไม่ได้มาทำบุญ

      ความเป็นชุมชนในชนบทล่มสลาย  บรรดาคนมีเงินที่มาทำรีสอร์ท มาซื้อที่อาศัยเมื่อเกษียณอายุก็ติดนิสัยคนเมืองมาคือไม่มีการสุงสิง ไม่สังคมกับชาวบ้านในท้องถิ่น  ความเป็นชนบทของวังน้ำเขียวที่เห็นจึงดูแปลกแยก รีสอร์ทหรูกับบ้านชาวบ้านโทรมๆ ชุมชนชนบทล่มสลายไปหมดแล้วสำหรับที่นั่น

      ภูเขาสูงๆต่ำๆ ที่เคยเรียกว่าทะเลภูเขาเคยมีต้นไม้บนเขาให้เห็น แต่เดียวนี้ เป็นแต่เนินดิน มีหญ้าคาขึ้น เพราะที่ที่เคยเป็นไร่ถูกซื้อไว้เตรียมสร้างรีสอร์ทขายคนมีเงิน หญ้าคาที่ขึ้นเพียงรอเวลาใช้ที่ดินก่อสร้าง 

      การมาวัดโอโซนของหน่วยงานที่เอ่ยอ้าง เคยมาวัดอากาศตอนที่เครื่องจักรใหญ่เข้าไปเกรดภูเขาเป็นชั้นๆ การก่อสร้างที่มีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เครื่องเครื่องจักรดังมาไม่เคยหยุด เคยมาวัดอันดับโอโซนตอนนี้หรือเปล่า

      แต่ก่อนถนนรอบแนวเขตอุทยานฯยังไม่ได้สร้าง  แนวเขตยังไม่ชัดเจน จึงยังคงเห็นป่ากันชนยังเป็นสภาพป่าอยู่มาก แต่เดี๋ยวนี้พอทำถนนรอบแนวเขตเสร็จ พื้นที่รีสอร์ทรุกเข้าประชิดติดถนนเพียงคนละฝั่งระหว่างพื้นที่ป่าของอุทยานและพื้นที่ของรีสอร์ท ป่ากันชนอะไรไม่มีแล้ว  

      ครั้งที่มูลนิธิคุมครองสัตว์ป่าเขาไปทำพื้นที่ปลูกป่าบนเขาแผงม้า เขาเอาคนของมูลนิธิไปเฝ้าพื้นที่ ปรากฏว่ามีกระทิงออกมาหากิน จนเป็นที่ฮือฮา และกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้กระทิงบนเขาใหญ่มาอาศัยทางด้านนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นที่ เขาแผงม้า (เพิ่งจัดตั้งเป็นวนอุทยานฯ เมื่อปี 53 ) หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ (คลองปลากั้ง) มีกระทิงออกมาให้ดูทุกเย็น กลายเป็นจุดขายของบรรดารีสอร์ททั้งหลายไป 

      แต่เชื้อชั่ว ความคิดด้านร้ายไม่เคยหายไปจริงๆ เพราะปรากฏว่า มีบรรดาแขกที่มาพักตามรีสอร์ทหลายแห่ง ยังคงมีความเถื่อน ความดิบในสันดาน กิจกรรมกลางคืนคือจ้างพรานในท้องถิ่น พาแอบยิงสัตว์ในเขตอุทยานฯเขาใหญ่ทางด้านนี้   เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตอนกลางวันก็ทำงานกันหนักอยู่แล้ว กลางคืนต้องมาแอบซุ่มดักจับพวกล่าสัตว์อีก   เคยไปนอนหน่วยฯคลองปลากั้ง กลางคืนได้ยินเสียงปืนในป่าประจำ

 

      ผมไปวังน้ำเขียวทีไรไม่เคยสบายใจสักครั้ง เห็นที่ดินที่ควรเป็นที่ทำกินของชาวบ้านที่ยากไร้ ไม่มีช่องทางไปต้องอาศัยที่ดินทำกินเลี้ยงชีพ กลับถูกคนมีเงินใช้กลไกทางอำนาจเงินทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ชาวบ้าน ทั้งจนทั้งรู้ไม่ทันคนมีเงินเจ้าเล่ห์จึงตกเป็นเบี้ยล่างตลอดไป ในขณะที่คนที่ไปเบียดบังที่ดินของคนจนเหล่านั้น แม้ไม่มีที่ดินสักไร่ ก็มีปัญญาหาเงินสะสม สร้างฐานะได้สบายๆ  แต่ก็ยังไปเอาเปรียบ คนที่เขาไม่มีทางไป  เหมือนกับว่าจะรุกไล่ให้คนจนเหล่านี้ตายไปจากสังคมจริงๆ

      เราเดินมาบนเส้นทางที่ผิด ซึ่งก็รู้อยู่แก่ใจ  ว่ามันผิด แต่ก็ทำ เพราะถือคติมือใครยาวสาวได้สาวเอา ต่างคนต่างทำ ใช้เล่ห์กลจนได้มาซึ่งสิทธ์บนที่ดิน ซึ่ง “ผิด” มาแต่ต้น แล้วพยายามสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว โดยละเลยไม่เอ่ยถึงสิ่งที่ผิดมาแต่ต้น  พยายามจะสร้างภาพให้สิ่งที่ผิดนั้น ให้กลายเป็น “ส่วนใหญ่” ของที่นั่น แล้วให้กลายเป็นสิ่งถูก  

      วันหนึ่ง กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ ลุกขึ้นมาทำให้ “ถูก” กลับถูกคนที่ทำ “ผิด” นั้น รวมกลุ่มกัน แล้วอ้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เสียหาย อ้างการปล่อยปละละเลยที่ไม่ทำแต่ต้น อ้างสารพัด เพื่อให้สิ่งที่ผิดมันกลายมาเป็นสิ่งถูกให้ได้

      ผมไม่รู้ผลของการเข้ามาจัดระเบียบและดำเนินการทางกฎหมายครั้งนี้ว่าจะเอาจริงมากน้อยขนาดไหน แต่ถ้าทางกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้เอาจริง ผมก็สนับสนุนเต็มที่  และควรจะทำที่อื่นๆที่มีลักษณะแบบเดียวกันนี้ด้วย   ต้องให้คนรวย คนมีเงิน หัดละความอยากได้อยากมีเพิ่มๆขึ้นลงเสียบ้าง

      คนพวกนี้ไม่ทำรีสอร์ทที่นี่ เขาก็ไม่จนลงหรอกครับ  การทำบ้านเมืองให้อยู่บนการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันทั้งคนรวยและคนจนเป็นสิ่งที่ควรทำไม่ใช่หรือ
  
      แต่ถ้าหากการลุกขึ้นมาจัดระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ จะล้มเหลวด้วยเหตุใดก็ตามที  ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องใช้มาตรการทางสังคม ไม่ไปพัก ไม่ไปใช้บริการ ต้องไม่พายเรือให้โจรนั่ง

      เราต้องช่วยกันจริงๆ  ถ้าวางเฉย คิดว่าธุระไม่ใช่ ผมว่าไม่ใช่แค่สังคมชนบทของวังน้ำเขียวจะล่มสลายเท่านั้น ประเทศของเราก็ด้วย...

.................................................   

 @ จากคอลัมน์ประเทศไทยใจเดียว : เสาร์สวัสดี : กรุงเทพธุรกิจ: ๖ สิงหาคม ๒๕๕๔@
คมฉาน  ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ
kokkram@hotmail.com

โดย คมฉาน_ตะวันฉาย

 

กลับไปที่ www.oknation.net