วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดูบอล ย้อนดูตน (BGFC 2 – 1 ท่าเรือ)



ดูบอล ย้อนดูตน (BGFC 2 – 1 ท่าเรือ)

 

 นานมาแล้ว กีฬาฟุตบอล ไม่เคยอยู่ในสมองส่วนไหนของผมเลยแม้แต่น้อย สมัยเป็นเด็ก ก็ไม่เคยชื่นชอบ ส่วนตอนเล่นกีฬาก็จะเก่งพวก กรีฑา มากกว่า ประเภท วิ่งระยะกลาง (400 เมตร, 800 เมตร) เกือบจะได้เป็นนักกรีฑา เยาวชนตัวแทนจังหวัดแล้วเชียว พอดีวิ่งออกข้างสนามไปก่อน เมื่อตอนไปคัดตัว ก็เลยหมดอนาคตเรื่องประเภทลู่ หันมาเอาดีประเภท ลาบ แทน เอ้ย ไม่ใช่ครับ อีกอย่างโปรดอย่าสับสนระหว่า กรีฑา กับ “คทา” นะครับ

 ช่วงหลังจากนั้นก็ออกกำลังโดยการวิ่งมาตลอด เพราะมันทำได้เลย ไม่ต้องรอเป็นทีม วิ่งคนเดียวก็ได้ ตื่นเช้า ๆ ก็ไปวิ่ง แถวจังหวัดน่านอากาศดี วิ่งสบาย ๆ ตอนเย็น ว่าง ๆ ก็ไปวิ่งสนามกีฬา มีคนแซว ว่า ผมเป็นนักกีฬาเขต ขณะวิ่งยังหูแว่วได้ยินเขากระซิบอีก ผมคงเป็นได้เพียงนักกีฬาเขต “อภัยทาน” ละมั้งครับ

 ในระดับวิทยาลัยก็เลยกวาดรางวัลมาพอสมควร สำหรับนักวิ่งระยะกลาง ทั้งเดี่ยวและทีม แต่กีฬาอื่น ๆ ก็เล่นได้แบบแก้ขัด เช่น ตะกร้อ วอลเล่บอล บาสเกตบอล เหมือนกับที่ได้เรียนในวิชาพละนั่นแหละครับ ทำหน้าที่เป็น เป็ดพิศดาร เป็นทุกอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง เป็ดนี่มันเกิดมาอาภัพมากนะครับผมว่า บินก็ไม่สูงและไม่ไกล แต่ทำไม่ได้ดีเหมือนนก ลอยน้ำได้ แต่ว่ายไม่เก่งเหมือนเพนกวิ้น ไข่เป็ดก็ไม่เป็นที่นิยมเหมือนไข่ไก่ เนื้อเป็ดก็เป็นอาหารได้น้อยกว่าไก่ ไปไหนก็ไม่ค่อยจะอยู่นาน ชวนกลับอย่างเดียว ไม่เชื่อลองฟังมันร้องสิครับ สมัยเด็ก มีคำถามว่า “ทำไมเป็ดลอยน้ำได้” แล้วบางคนก็ตอบว่า เพราะมันมีขน แต่ก็มีคนแย้งว่า ไม่จริง ทำไมลูกมะพร้าวไม่มีขน จึงลอยน้ำได้ เรื่องออกทะเลนี่ผมยังถนัดเช่นเคยครับ

 แต่กีฬาที่ชอบดูก็คือวอลเล่บอล (หญิง) และตะกร้อ (ชาย) ผมว่า กีฬามันมีเพศของมัน หมายถึงว่า มันเหมาะสำหรับบางเพศเท่านั้น แต่ปัจจุบัน พยายามทำให้เท่าเทียมกัน แต่ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้สร้างให้คนเท่าเทียม แต่สร้างให้ดำรงเผ่าพันธุ์ได้อย่างสมบูรณ์ หมายความว่า ธรรมชาติสร้างเพศผู้ให้เป็นผู้แข็งแกร่ง เพื่อเป็นผู้นำที่ดีในสัตว์บางชนิด เช่น สิงห์โต เป็นต้น ถ้าเราดูวอลเล่บอลหญิง จะมีรูปแบบการเล่นอีกแบบหนึ่ง และมันเหมาะกันมากกับกีฬาประเภทนี้ แต่ถ้าดูตะกร้อ ก็ควรเป็นตะกร้อชาย ที่จะเข้มข้นมันฮาซาดิส ดีกว่าตะกร้อหญิง

 หลังจากชีวิตดำรงไปเรื่อย ๆ และมีโอกาสข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนยังเมืองนอกเมืองนากะเขา เลยไปชื่นชอบกีฬาประเภทหนึ่ง นั่นคือ เบสบอล จากที่หนึ่งปีที่ทรมาน ดูเขาถ่ายทอดเกือบ ทุกวัน วันละ 3 ชั่วโมง จำใจดู คุยกะใครก็ยังไม่ค่อยเก่งภาษา ตอนนั้นคิดว่า กีฬาอะไรน่าเบื่อที่สุด ขว้างลูกไปแล้วก็ตี ตีได้แล้วก็วิ่ง สนุกตรงไหน ดูไปดูมา ความไม่ชอบ กลายเป็นความชอบไปได้ ถึงว่า บางที คนที่รัก อาจมาจากคนที่ชังกันก่อน ดังนั้น เดาได้ว่า ประเทศไทยคงจะรักกันมากขึ้นในไม่ช้านี้ เง้อ...เกี่ยวกันไหมครับ ก็เลยชอบดูเบสบอล และเล่นกับเพื่อน ๆ ขว้างลูกรับลูกบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน เพราะลูกเบสบอลนั้น มันทำด้วยหนังอย่างแข็ง ถ้าขว้างไปโดนกัน ก็เหมือนกับปาหินใส่กันประมาณนั้น

 ท้าวความกันมายืดยาว กลับมายุคปัจจุบัน หลังจากฟักทองนำโชคได้บ้านหนึ่งหลังของผม (จะเล่าให้ฟังในบทต่อไปครับ) ก็มาอยู่บ้านแถว ๆ คลอง ไม่ได้เป็นพวกสัตว์น้ำนะครับ บางทีเราถามว่า “บ้านอยู่แถวไหน” คนตอบก็ไม่ทันคิด ตอบว่า “บ้านอยู่ในคลอง” แต่คนคิดกลับเป็นคนฟัง “อ๋อ เป็นเป็ดหรือครับ บ้านอยู่ในคลอง” จบกันพอดี

 จำได้ว่า สมัยเรียนอยู่เมืองปลาแดกนั้น เอ้ย ปลาดิบ เพื่อนถามว่า “มีเสื้อฟุตบอลไหม” ผมละงงมาก เนื่องจากเพื่อนชอบฟุตบอล และเป็นนักฟุตบอลมหาวิทยาลัย ก็ตอบไปว่ามีแต่เสื้อทีมชาติไทย ที่เห็น ๆ ในทีวีนั่นแหละ เขาบอกไม่ใช่ พวกเสื้อสโมสร ในสมัย 10 ปีที่แล้ว จะเอาสโมสรที่ไหนละครับ และผมเองก็ไม่ค่อยเก่งเรื่องฟุตบอลด้วย เลยตอบไปว่า “ไม่มี” เขาตกใจมากว่าเมืองไทยไม่มีฟุตบอลสโมสร เพราญี่ปุ่น ก็มีเจ-ลีค มาถึงตอนนี้แล้วนึกถึงเพื่อนคนนั้น ถ้าเจอจะเอาเสื้อไปฝากสักตัว ไม่รู้สึนามิผ่านมายังอยู่หรือเปล่า ติดต่อไม่ได้

 บางกอกกล๊าส ผมก็ขับรถผ่านไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ทำงานที่บางกอกกล๊าสหรอกนะครับ ตอนกลับมาจากญี่ปุ่นใหม่ ๆ เคยไปสมัครซูซูกิแล้วเขาไม่รับ แต่ถ้าวัดเขียนเขตแล้วคงไม่ปฏิเสธแน่ เห็นโฆษณาบางกอกกล๊าสแล้วชอบ (ในทีวี) พอมารู้ว่ามีทีมฟุตบอล ก็เลยโชคดีที่ใกล้บ้าน ว่ายน้ำข้ามคลองมาก็ถึง อ๋อ เขามีสะพานเยอะครับ ไม่ต้องว่ายน้ำ ปั่นจักรยานมาดูก็ได้ เลยเป็นโอกาสดีที่ได้เชียร์สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส มีเสื้อ มีอะไรใส่และร่วมกิจกรรมกับเขาบ้าง และเริ่มดูบอลเป็น พอดูเป็นแล้วทำเป็นผู้รู้ ไม่ทำหน้าที่เป็นคนดูที่ดี เรียกว่า นิสัยเสีย

 เมื่อวาน (14 สิงหาคม 2554) นัดที่กระต่ายแก้ว เปิดบ้านต้อนรับสิงห์เจ้าท่าน้ำรังสิต เง้อ..เดี๋ยวแฟนท่าเรือเครียดอีก สิงห์เจ้าท่า ทีมสโมสรท่าเรือ ซึ่งก็เป็นเกมที่สนุกสนานกันไป ผลปรากฎว่า กระต่ายแก้วได้ชัย เหนือทีมสิงห์เจ้าท่า 2-1 เรื่องของเรื่องก็คือว่า เมื่อการแข่งขันจบไป คนดูเก่ง ๆ ทั้งหลายก็จะวิพากษ์วิจารณ์กันไปสารพัด ยิ่งเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พ่ายให้กับเมืองทอง 2-6 แบบยับเยิน ต่างคนก็ต่างระบายความในใจกันออกมาจนเวปแทบระเบิด

 กลางดึกเมื่อวานก็มีคนคุยผ่าน FB ว่าเกมไม่ค่อยดีเลย พอดีผมเพิ่งไปจำศีลมาสองสามวัน เลยได้อารมณ์แบบว่า ธรรมะธัมโม เลยตอบไปว่า

 “การดูบอล เชียร์บอล เราควรดูด้วยใจ บางเกมเราไม่ต้องดูละเอียด ดูแค่ผลของมันก็พอ บอลชนะก็ดีแล้ว บางเกมถ้ามันสนุก ก็ควรดูให้ละเอียด เราจะได้สนุกและเก็บเอาความประทับใจไว้ เกมกีฬามันเป็นเพียงการแข่งขัน เราจับจุดความพอใจของเราได้หรือไม่ ถ้าหาได้เราก็มีความสุขแล้ว วันนี้จะบอกว่า บอลเล่นไม่ค่อยดีเลย แต่มันชนะ ก็ดีแล้ว บางเกมเราบอกเล่นดีมาก บอลแพ้ก็ไม่เสียใจ ถูกต้องครับ ความสุขอยู่ที่ความพอใจ มันไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะมาวิเคราะห์เกมว่าดีร้ายบกพร่องอย่างไร เขามีคนทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว เรามีหน้าที่ดูเพื่อความบันเทิงของเรา”

 “ความสมบูรณ์แบบในโลกนี้ไม่มี ทองคำที่บริสุทธิ์ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะนำมาใช้ได้ ต้องนำมาผสมกับโลหะบางชนิด เมื่อนำมาเป็นทองรูปพรรณ เพราะทองแม้จะเป็นแร่ที่มีค่าแต่มีความอ่อนเกินไป ดังนั้นเวลาไปร้านทอง จึงไม่เห็นทองร้อยเปอร์เซนต์ จะมีแต่ 99 จุดเท่าไหร่ก็ว่ากันไป นั่นหมายความว่า ไม่มีอะไรดีที่สุด เพียงแต่ว่า ในสิ่งนั้น ๆ อะไรจะเหมาะสมที่สุด จะนำไปใช้ประโยชน์มากที่สุด คนพิการมือกุด เขาก็ใช้มือนั้นกินข้าว วาดรูปได้ หาเลี้ยงตัวได้ เพราะมีแค่นั้นก็ทำประโยชน์ได้ คนเราไม่ใช่ต้องมีทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แล้วถึงจะดีที่สุด สาระสำคัญคือ สิ่งที่มีอยู่นั้นใช้ทำประโยชน์ได้ดีที่สุดแล้วหรือยัง”

 เดี๋ยวนี้ เมื่อผมย่างก้าวเข้าไปเชียร์ในสนาม แม้ว่าความหวังในใจว่าจะต้องได้ชัยชนะในแต่ละเกมที่แข่ง แต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็บอกตัวเองว่า ผลของเกมการแข่งขัน ไม่ได้สำคัญไปกว่าความประทับใจในการแข่งขัน ดังนั้นจึงทำใจว่า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เรามาเชียร์ มีความสุขที่ได้เชียร์ และได้รับความบันเทิงจากการได้ดูทีมที่เราชอบโลดแล่นอยู่ในสนาม เราเสียตังค์เสียเวลามาเพื่อหาความบันเทิง ไม่ได้มาหาความทุกข์ และต้องเข้าใจในธรรมชาติของการแข่งขันด้วย อย่างน้อย ก็ได้มาเจอเพื่อน ๆ ได้มาเจอบรรยากาศ ได้พูดคุยทักทายกัน ถามสารทุกข์สุกดิบ ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เจอนักบอล ได้ร้องเพลง ได้ทำอะไรต่อมิอะไรที่เป็นความทรงจำที่ดีต่อกันก็เพียงพอแล้ว

 ถ้ายังทำใจไม่ถูก ก็คงยังไม่เรียกว่า “ดูบอลเป็น” แต่ผมดีใจที่บางกอกกล๊าสแฟนคลับ มีแต่คน “ดูบอลเป็น” กันทั้งนั้น  ใช่ไหมครับ....

(ขอบคุณภาพจาก BGFC Reporter)