วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...ความจริงในชีวิต (๒) ตอน อกหัก....



วันก่อนเขียนเรื่องความจริงในชีวิตค้างไว้
ความจริงจะถือว่าจบในตอนก็ได้
คือในหนึ่งตอนก็มีประเด็นนำเสนอหนึ่งประเด็น
แต่ว่า ในชีวิตนี้ มีความจริงมากมายให้เราเรียนรู้และเข้าใจ
เมื่อเรียนรู้และเข้าใจแล้ว ยังต้องยอมรับความจริงนั้นให้ได้ด้วย
ทั้งนี้เพราะว่า "ท่าทีแห่งใจ" ต่อเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตนั้น
ผู้เขียนถือว่า มีความสำคัญยิ่งต่อ "ความสุขและความทุกข์" ของชีวิต
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ "ความจริงอันประเสริฐ" (อริยสัจจ์)
ทรงตรัสสอนไว้ว่า ทุกข์หรือปัญหาต่างๆ นั้น เป็นภาวะที่เราต้องกำหนดรู้
คือ แค่รับรู้อย่างเข้าใจ นักปราชญ์ยุคปัจจุบันท่านเรียกเป็นคำเฉพาะว่า
"ทุกข์(หรือปัญหา)มีไว้สำหร้บเห็น มิใช่มีไว้สำหรับเป็น"

ขยายความเพิ่มเติมนิดหน่อยว่า
ทุกครั้งที่ทุกข์หรือปัญหาผ่านเข้ามาในชีวิต
ท่านสอนไม่ให้เราเดือดเนื้อร้อนใจกับปัญหาหรือทุกข์เหล่านั้น
ท่านให้มองให้เห็นสภาพของทุกข์หรือปัญหาให้ชัดเจน
เสร็จแล้วหาหนทางแก้ปัญหาเหล่านั้นตามเหตุปัจจัย
จุดมุ่งหมายก็คือ ท่านไม่ให้เราเอาปัญหาเหล่านั้นมาทับถมจิตใจ
ทุกข์หรือปัญหาเป็นสิ่งที่เรา "ห้าม" หรือ "กีดกัน" ไม่ให้เกิดไม่ได้
เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมให้เขาเกิด เขาก็เกิดขึ้นมา
เรามีหน้าที่รับรู้ รับทราบและเข้าใจปัญหาหรือทุกข์เหล่านั้น
แล้วก็หาวิธีแก้ไขไปตามสภาพเหตุปัจจัยที่เป็นอยู่

วันนี้ขอยกตัวอย่างที่พบเห็นบ่อยที่สุดในชีวิตของคนหนุ่มสาวก็แล้วกัน
มีปัญหาหรือทุกข์ที่สร้างความปวดร้าวใจแก่คนหนุ่ม-สาวอยู่อย่างหนึ่ง
ที่ไม่ว่าใครเมื่อประสบแล้ว ส่วนใหญ่ต้องปวดร้าวใจแน่นอน
ขอใช้คำว่า "ส่วนใหญ่" นะ
เพราะมีจำนวนน้อยเหลือเกินที่ประสบปัญหานี้แล้ว จะไม่ปวดร้าวใจ
ปัญหาที่ว่านั้นก็คือ "การถูกทอดทิ้ง" หรือ  "การถูกหักอก"
หรือ "การถูกหลอกลวง" หรือ "การถูกหักหลัง"
เราอาจเรียกรวมๆว่า "ความผิดหวังในเรื่องรัก"
บางรายนี่ อกหักครั้งเดียวเข็ดหลาบไปตลอดชีวิต
ไม่ยอมเปิดประตูใจรับใครเข้ามาในชีวิตอีกเลย
แม้จะมีคนที่พยายามแสดงตัวว่า "ฉันจริงใจต่อเธอจริงๆนะ"
ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอจะเชื่อถือได้
แต่ก็ไม่ยอมแง้มประตูออกมารับเลยก็มี
พออายุถึงระยะ "วัยกล้วยไม้-วัยใกล้ม้วย"
ก็เริ่มคิดเสียใจที่ไม่เปิดโอกาสให้คนๆ นั้นได้มีส่วนร่วม
ในชีวิตของตน อาจเพราะ "ความเหงา" เกาะกินใจหรือเปล่าก็ไม่รู้

พูดถึงประเด็นนี้
จำได้ว่า เมื่อครั้งยังเยาว์อยู่นั้น เห็นรุ่นพี่หรือผู้ใหญ่อกหักแล้ว
ฟูมฟาย ไม่เป็นอันกินอันนอน ร่างกายผ่ายผอม ตรอมใจ
มักจะคิดในใจว่า


"ทำไมเขาจะต้องเสียใจมากมายขนาดนั้น
เมื่อก่อนไม่รู้จักเขาหรือเธอ เราก็อยู่ของเราได้ เมื่อรู้จักแล้ว
ต้องเลิกรากัน  มันก็แค่เข้าสู่สภาวะปกติ ตอนที่มีเขาหรือเธอ
เข้ามาในชีวิตนั่นนะ แสดงว่า ชีวิตเราไม่ปกติ เมื่อเขาหรือเธอจากไป
ชีวิตก็เข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรต้องเสียอกเสียใจ"

ที่คิดแบบนั้นเพราะยังไม่เคยเจอกับตัวเองต่างหากล่ะ
ต่อมาได้ประสบเรื่องราวเหตุการณ์แบบนั้นด้วยตนเอง
คือ "อกหัก" เพราะคนที่ตนเองหลงรัก ไปแต่งงานกับชายอื่น
ซึ่งความจริงเขาทั้งสองรักกัน แต่ระหว่างเรากับเธอ เรารักเธอ
แต่เธอไม่ได้รักเราแบบนั้นสักหน่อย เราแค่คิดเอาเอง
ยามนั้น จึงเข้าใจ "คนอกหัก" ได้ดีขึ้นว่า ทำไมเขาจึงเสียใจมากมาย
แต่ผู้เขียนนั้น ไม่ได้เสียใจนานนัก แค่สามวันอย่างมาก
ก็เข้าสู่ภาวะปกติ  แม้แต่เขาเชิญให้ไปร่วมงานแต่งของเขา
ผู้เขียนก็รับปากไปด้วยหน้าชื่นตาบาน
วันแต่งงานของเขา ยังอุตส่าห์ไปขอผ้าไหมที่แม่ทอไว้
มามอบให้เขาเป็นของขวัญวันแต่งงานอีกต่างหาก
ยอมรับน้ำใจแม่เหมือนกัน รู้ทั้งรู้ว่า หญิงคนนั้นหักอกลูกชาย
แต่แม่ก็เข้าใจลูกชาย ยินดีมอบผ้าไหมให้ไปเป็นของขวัญวันแต่งงานของเขา
แถมอวยชัยให้พรแก่คู่บ่าวสาวอย่างดิบดีอีกด้วย

การทำแบบนี้ของผู้เขียนได้ "มิตรภาพ"หรือ "ใจ" ที่ผูกพันเช่นพี่ชาย
จากฝ่ายเจ้าสาวตลอดกาล เพียงแต่ว่า ระยะหลังผู้เขียนไม่อยากเกี่ยวข้องด้วย
เห็นว่า มันดูไม่งามนัก ก็เลยตัดสัมพันธ์ฉันพี่น้องไปจนทุกวันนี้
ที่เล่ามานี้จะว่าเป็น "อดีตรักของชนสุรินทร์" ก็ได้นะ
เกิดขึ้นมาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นดูเหมือนผู้เขียนจะอายุ ๒๑ ปี

ที่น่าแปลกก็คือ ผู้เขียนไม่รู้สึกทุรนทุรายอะไรมากมาย
ไม่รู้สึกเคียดแค้นชิงชังเธอคนนั้นเลย  บางทีอาจเพราะว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้เขียนไม่เคยได้รับ "ความรัก" ตอบก็ได้
จึงสามารถทำใจได้ง่าย และความทุกข์เพราะเหตุนั้นดับลงได้เร็ว

ที่เล่ามานั้นก็เพียงเพื่อจะบอกว่า
ความจริงในชีวิตประเด็นนี้ ถ้าเราวาง "ท่าทีแห่งใจ" ได้ถูก
เราก็จะมีความระทมใจน้อย หรือ แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้
สิ่งสำคัญยิ่งในการวางท่าทีแห่งใจก็คือ
"การยอมรับความจริง"
และปฏิบัติต่อความจริงนั้นอย่างถูกต้องเหมาะสม

ในเมื่อรักกันแล้ว มีอันต้องเลิกรากันไป
ก็ยอมรับความจริงว่า "ทุกอย่างมันเป็นอนิจจัง"
ใจคนก็เหมือนกัน ในเมื่อใจเขายอมรับ "ความเป็นเรา"ไม่ได้
เขาก็ต้องจากไปหาคนใหม่ต่อไป
หรือตรงกันข้าม ในเมื่อเรายอมรับ "ความเป็นเขา" ไม่ได้
เราก็ต้องสารภาพบอกเขาตามความเป็นจริง
เพื่อให้เขาได้พิจารณาตัดสินใจและเพื่อ "โอกาส" ในอนาคตต่อไป
ของเขาและของเราเอง

ส่วนกรณีคนที่อยู่ร่วมกันจนมีลูกด้วยกันแล้ว
วันหนึ่งต้องหย่าร้าง ทอดทิ้งกันไป หรือ อีกฝ่ายไปมีคนเพิ่ม
เราก็ต้องยอมรับความจริงนี้ให้ได้
เมื่อยอมรับความจริงได้แล้ว ก็คุยกันว่าจะเอายังไง
ถ้าเราไม่สามารถอยู่ร่วมกับชายหรือหญิงหลายใจได้
เราก็อาจจะขอแยกทาง ตรงนี้ถึงขั้นตอนแก้ปัญหาแล้ว
โดยที่เราไม่เอาแต่อารมณ์มาโจมตีกันว่า อีกฝ่ายไม่ดี
แต่เมื่อความจริงมันปรากฏอย่างนี้ เราก็ต้องเจรจาตกลงกัน
เพื่ออนาคตที่ดีของแต่ละฝ่ายต่อไป
ส่วนลูกซึ่งเป็นดั่ง "โซ่ทอง" ก็ตกลงกันไป
ว่าจะส่งเสียเลี้ยงดูกันแบบไหน จะให้อยู่กับใครอย่างไร ก็ว่าไป


คนเคยเป็นผัวเมียกัน ถ้าต้องแยกทางกัน
แต่ว่า ต่างฝ่ายต่างรักลูก ไม่ทอดทิ้งลูกนี่
ผู้เขียนถือว่า "มีจิตสำนึกใช้ได้" นะ
เพราะไม่เอาปัญหาของคนเป็นพ่อแม่
มาทำลายอนาคตทางการศึกษาของลูกๆ

เขียนไปเขียนมา ดูเหมือนจะจับประเด็นได้ยากขึ้นทุกทีเนาะ
เอาเป็นว่า  ไม่ว่าปัญหาหรือทุกข์อะไรก็ตามที่จรเข้ามาในชีวิต
ยอมรับความจริงนั้นให้ได้ และปฏิบัติต่อปัญหาหรือทุกข์นั้นอย่างเหมาะสม
จิตใจเราจะเป็นทุกข์น้อยลง หรือ แทบจะไม่เป็นทุกข์เลย
วิธีการนี้ ผู้เขียนได้กับตัวเอง จึงนำมาแบ่งปัน
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่วิธีที่ค้นพบเองหรอก
หากแต่เป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนสาวกมานานแล้ว

ไม่ว่าเรื่องราวอะไรในชีวิต
ถ้าคนเราสามารถ "ยอมรับความจริง" ได้
ความสบายใจ เบาใจ โปร่งโล่งใจ ก็จะมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ
อีกทั้งไม่เป็นชนวนให้ต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ทั้งทางกาย วาจา และทางใจอีกด้วย

ทุกวันนี้ เมื่อมีคนมาด่าว่าผู้เขียน
ผู้เขียนก็จะไม่โกรธเคืองคนมาด่าว่านั้น
ถ้าเรื่องที่เขาด่านั้น มันเป็นจริง
และถ้าบางเรื่องมันไม่จริง
ผู้เขียนก็พยายามไม่โกรธเคืองเขาเช่นกัน
แต่จะหาโอกาสอธิบายให้เข้าใจ
ส่วนที่เขาจะเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่เขา

การดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
เราไม่สามารถ "ห้าม" ไม่ให้ผู้คนมาว่าหรือด่าเราได้
แต่เราสามารถ "ห้ามใจ" ของเราไม่ให้โกรธหรือเกลียดเขาได้
เขาด่าว่าเราเป็น "ทัศนะ" ส่วนตัวของเขา
และที่เราไม่โกรธแค้นเขา ยังมีเมตตาต่อเขา
ก็เป็น "สิทธิอันชอบธรรม" ของเรา

ถ้าจะว่าไปแล้ว "คำด่า" อาจมีประโยชน์มากกว่า "คำชม" ด้วยซ้ำ
เพราะ "คำด่า" ทำให้เราได้สำรวจตนเองเสมอๆ
ส่วน "คำชม" นั้น อาจทำให้เราเหลิงลอย และประมาท
จนไม่สามารถมองเห็นความผิดพลาดของตนเองก็ได้

คนเราเมื่อมองไม่เห็นความผิดพลาดของตนเอง
ก็เท่ากับยอมรับว่า ตนเองดีสมบูรณ์แบบแล้วทุกอย่าง
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คนอื่นยอมรับได้ยาก
แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า
"ทุลฺลโภ องฺคสมฺปนฺโน: 
ผู้สมบูรณ์แบบทุกอย่าง หาได้ยาก"


สรุปว่า ในทัศนะของผู้เขียน
ถ้าคนเราสามารถยอมรับความจริงได้ (ไม่ว่าความจริงเรื่องไหน)
ความเดือดเนื้อร้อนใจ ความทุกข์ใจ ตรอมใจ
จะน้อยลง หรือ ทุกข์อยู่ไม่นานก็เบิกบานใจเช่นเดิม
ในเมื่อชาตินี้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับเขาในฐานะ "คู่ชีวิต" ได้
ก็ขอเป็นเพื่อนที่หวังดีและปรารถนาดีต่อเขาตลอดกาลได้นี่นา
การทำเช่นนี้ ไม่น่าจะผิดธรรมอันใด มิใช่หรือ ? เนาะ...

ปรารถนาดีเสมอ...


..มนพล....

๑๘  สิงหาคม ๒๕๕๔

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net