วันที่ อังคาร สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถ้อยคำแห่งการจำนน


ถ้อยคำแห่งการจำนน

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

เมื่อได้ยินข่าวการตาย ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับมุสลิมก็คือการกล่าวว่า “อินนาลิลลาฮ์ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน” ซึ่งมีความหมายเป็นการเตือนสติว่า “แท้จริง เราเป็นของอัลลอฮฺ (พระเจ้า) และยังพระองค์ที่เราจะกลับไป”

ผมได้ยินคำนี้มาตั้งแต่เด็กจนจำได้ทั้งคำพูดและความหมาย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง เพราะวุฒิภาวะของผมยังไม่เจริญถึงขั้นที่จะคิดอะไรเกินไปกว่านั้น

พอโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกว่าไม่เพียงแต่ได้ยินข่าวการตายเท่านั้นที่มุสลิมต้องกล่าวถ้อยคำเตือนสติข้างต้น ในกรณีที่ใครประสบเคราะห์กรรมหรือภัยพิบัติ มุสลิมก็ต้องเตือนสติตัวเองด้วยการกล่าวถ้อยคำข้างต้นเช่นกัน

เมื่อเจริญวัยเป็นใหญ่ มีสติปัญญาพอที่จะตรึกตรองถึงความหมายของคำพูดดังกล่าวข้างต้น ผมก็เข้าใจความจริงของชีวิตได้ดีขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนเอาของที่อดีตแฟนให้มาโยนทิ้งไปเพราะผิดหวังรัก ผมถามเพื่อนด้วยความเสียดายของที่ถูกโยนทิ้งว่า “แกทิ้งทำไมวะ ของยังดีอยู่เลย?” เพื่อนตอบด้วยอารมณ์ทันทีว่า “ก็ของกูนี่หว่า กูจะทิ้งจะขว้างอย่างไรก็ได้ เรื่องของกู”

เพื่อนพูดด้วยอารมณ์ แต่คำพูดของเพื่อนทำให้ผมเกิดปัญญาเข้าใจสัจธรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของผมเป็นอย่างมาก

ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งของที่เพื่อนโยนทิ้งไปเป็นของเพื่อน เพื่อนจะทำอย่างไรก็ได้ เป็นเรื่องของเพื่อน แต่ชีวิตเล่าเป็นของใคร? ผมถามตัวเอง

ถ้าเราสร้างชีวิตขึ้นมาเอง เราก็พูดได้อย่างเต็มปากว่าชีวิตเป็นของเรา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตมิใช่ของเรา อย่าว่าแต่วิญญาณที่เป็นชีวิตที่แท้จริงเลย แม้แต่โครงกระดูกและเนื้อหนัง เราก็ไม่ได้มีส่วนสร้างมันขึ้นมา หัวใจอยู่ในร่างกายของเราแท้ๆ เรายังไม่อาจสั่งมันให้เต้นช้าหรือเร็วตามที่เราต้องการได้ แล้วใครเล่าจะมาอ้างว่าชีวิตเป็นของตัวเอง เมื่อถึงเวลาหัวใจจะหยุดเต้น แพทย์กี่คนก็ไม่อาจหยุดยั้งมันได้

ตรงนี้เองที่ทำให้ผมสรุปด้วยความเชื่อมั่นว่าชีวิตเป็นของพระเจ้า เมื่อพระองค์มีกรรมสิทธิ์ในชีวิตของเรา พระองค์ก็สามารถที่จะทำอะไรกับชีวิตของเราก็ได้ จะให้เราเจ็บป่วย จะให้เราประสบเคราะห์กรรม สูญเสียทรัพย์สินหรือคนรักไปก็เป็นสิทธิ์ของพระองค์

ไม่มีใครอยากพบพานเรื่องร้ายๆเหล่านี้ แต่ก็ไม่เห็นมีใครในโลกที่หนีพ้นเรื่องที่เป็นทุกข์ได้ เคราะห์กรรมเป็นเรื่องที่พระเจ้าทรงให้เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น

พระเจ้าทรงต้องการบอกมนุษย์ให้รู้ว่าพระองค์ต่างหากที่เป็นเจ้าของชีวิต พระองค์จะทำอย่างไรกับชีวิตของเราก็ได้และเราไม่มีทางหนีพ้น ดังนั้น ศิลปะการใช้ชีวิตในยามตกทุกข์ได้ยากก็คือยอมจำนนหรือรับสภาพที่เกิดขึ้น หากไม่เข้าใจและตีโพยตีพายกับเคราะห์กรรม มันก็มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ยิ่งใครทนรับสภาพไม่ได้และไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็อาจจะฆ่าตัวตายหนีทุกข์ทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลังก็มี

ด้วยเหตุนี้เองที่อิสลามได้สอนมุสลิมให้กล่าวเมื่อประสบเคราะห์กรรมว่า “แท้จริง เราเป็นของอัลลอฮฺ” กล่าวคือ ยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและยอมรับความจริงแห่งชีวิตเสียและใช้สติปัญญาตรึกตรองหาทางออกจะเป็นการฉลาดกว่า

หากคิดในทางบวก เราจะเห็นว่าในสิ่งเลวร้ายจะมีสิ่งดีอีกมากมายติดตามมา ไฟไหม้ทำให้เราเห็นน้ำใจเพื่อนบ้านและญาติพี่น้อง ทำให้พ่อค้าขายวัสดุก่อสร้างขายสินค้าได้ ช่างก่อสร้างได้งาน นักประดิษฐ์จะคิดค้นวัสดุทนไฟและเครื่องดับเพลิง สภาพแวดล้อมที่แออัดได้รับการจัดระเบียบใหม่ บางคนอาจได้รับบทเรียนสำคัญว่าทรัพย์สินที่สะสมไว้ พอถึงเวลาเราก็ไม่สามารถเอาไปได้ คิดได้เช่นนี้ชีวิตก็มีสุข แม้ทุกข์จะกองอยู่รอบตัวก็ตาม

ความทุกข์ยากลำบากไม่ใช่เคราะห์กรรมและบาปเสมอไป บางครั้งมันเป็นเสมือนแท่นเจียระไนให้มนุษย์กลายเป็นเพชรเม็ดงาม คนที่อดทนต่ออุปสรรคความยากลำบากและเคราะห์กรรมนั้นมีจิตใจแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคน

แต่วัตถุประสงค์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังของเคราะห์กรรมและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแม้มนุษย์ไม่อยากให้มันเกิดก็คือ พระเจ้าทรงต้องการที่จะทดสอบจิตใจมนุษย์ว่าในยามทุกข์ยาก มนุษย์จะเลือกดีหรือชั่ว จะเลือกสิ่งถูกต้องหรือสิ่งผิดที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า และจะเลือกวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อใครระหว่างพระเจ้าที่แท้จริงผู้ทรงให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นหรือจะวิงวอนต่อสิ่งที่ไม่อาจช่วยตัวเองได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ และหลังจากนั้นทุกชีวิต “ต้องกลับไปหาพระเจ้า”

นี่คือการทดสอบอันยิ่งใหญ่ในสนามชีวิตที่มนุษย์ทุกคนต้องพบ

ถ้อยคำแห่งการยอมจำนนดังกล่าวสอนให้ผมมีวิสัยทัศน์ยาวไกล ไม่คิดอะไรสั้นๆ มันทำให้ผมรู้ว่าจุดหมายปลายทางของชีวิตมิได้อยู่ที่ความสำเร็จในชีวิตทางวัตถุแห่งโลกนี้ แต่มันอยู่ที่ความสำเร็จทางด้านจิตวิญญาณเมื่อเรากลับไปหาพระเจ้าในโลกหน้าต่างหาก

เพื่อนรุ่นน้องของผมคนหนึ่งคิดว่าความสำเร็จของชีวิตอยู่ที่การสอบได้เกียรตินิยม แต่เมื่อไม่ได้ดังหวังก็เป็นทุกข์ถึงกับคิดฆ่าตัวตาย พานทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ไปด้วย อาการเช่นนี้เป็นกันมากในหมู่นักศึกษาของประเทศที่เจริญทางวัตถุ เช่น ญี่ปุ่น เราเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยครั้งว่าหนุ่มสาวบางคนผิดหวังรักจนถึงกับฆ่าตัวตาย ผู้ใหญ่บางคนที่เจริญด้วยวุฒิภาวะก็เป็นทุกข์เพราะรับความผิดหวังไม่ได้เมื่อชวดเก้าอี้รัฐมนตรี ทั้งๆที่อีกไม่กี่ปีตัวเองก็ต้องไปนอนในโลง

ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักความจริงของชีวิต ถึงจะมีฐานะและมีการศึกษาสูงเพียงใดก็ไม่อาจที่จะมีความสุขได้ แต่ถ้ารู้ความจริง ชีวิตก็สุขได้แม้จะนั่งอยู่บนกองทุกข์ก็ตาม

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net