วันที่ พุธ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทบาทและหน้าที่ของสมาชิกสภาเทศบาล


ในวันอาทิตย์ที่11กันยายนนี้ทางชุมชนโพหักจะจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลโพหักชุดใหม่แทนชุดเก่าที่หมดวาระไป เลยต้องทำการบ้านค้นหาข้อมูลกันหน่อยในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งที่อยากจะรู้ว่าสมาชิกสภาเทศบาลตำบลที่เราเลือกเข้าไปเค้ามีหน้าที่ทำอะไรและสามารถทำอะไรได้บ้าง ถ้าเป็นแต่ก่อนเวลามีการเลือกตั้งทีก็ไม่ได้ค่อยจะสนใจหาข้อมูลอะไรมากนัก ถึงเวลาเลือกก็ไปเลือกขี้เกียจไปหาหนังสือมานั่งอ่าน  แต่มาตอนนี้เทคโนโลยีต่างๆมันสะดวกมากขึ้นการหาข้อมูลที่ต้องการก็ทำได้ง่ายเพียงแค่มีคอมพิวเตอร์สักเครื่องพร้อมเน็ตสัก2เม็ก แล้วก็เอานิ้วจิ้มแป้นรอสักอึดใจข้อมูลก็วิ่งเข้ามาหาแล้วสะดวกจริงๆ  มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

                      

      สมาชิกสภาเทศบาลถือเป็นกลุ่มบุคคลที่เปรียบเสมือนดั่งฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนนั้นๆให้เดินหน้าพัฒนาต่อไปได้  หากเราเลือกคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการขับเคลื่อนเดินหน้าก็จะเกิดขึ้นกับชุมชนนั้นๆ และในทางตรงกันข้ามหากเราเลือกคนที่ไร้คุณภาพเข้ามาทำงานแน่นอนการขับเคลื่อนเดินหน้าย่อมไม่เกิดขึ้น การพัฒนาของชุมชนนั้นๆก็อาจจะหยุดอยู่กับที่หรือไม่ก็เชื่องช้าอย่างสุดๆ จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นโดยทั่วไปมักจะยังยึดติดอยู่กับของเก่าๆ คนเก่าๆ ด้วยความที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องทำมาหากินเค้าจึงไม่ได้มีเวลาไปสนใจหรือตรวจสอบหรอกว่าคนที่เค้าเลือกจะเข้าไปทำอะไรให้เค้าหรือชุมชนได้บ้าง แล้วบุคคลเหล่านั้นจะใช้งบประมาณที่มีลงมาได้โปร่งใสไหม...ชาวบ้านเค้าจะคิดเสียว่าเลือกก็เลือกไปตามหน้าที่ เลือกเสร็จแล้วก็เอาเวลากลับไปทำมาหากินกันต่อ   ซึ่งสมาชิกสภาเทศบาลส่วนใหญ่พอเลือกเข้าไปแล้วก็มักจะมองไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน  เวลาชาวบ้านมีปัญหาแล้วไปขอร้องให้แก้ไขกลับตอบว่าไม่มีงบประมาณ ...ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า..ไอ้คำว่าไม่มีงบประมาณนั้น..มันเป็นไปไม่ได้ ไอ้งบประมาณเนียะมันมีอยู่แล้วแต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเจียดงบประมาณนั้นมาให้ชาวบ้านได้สักเท่าไหร่หรือนำงบประมาณนั้นมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดกับที่ชาวบ้านเค้าประสบพบเจอหรือไม่

                      

     และเท่าที่สังเกตดูบางพื้นที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ทำงานกันหนักมากเพราะปัญหาของชาวบ้านมีกันให้เห็นให้แก้ไขกันแทบทุกวันก็เลยเกิดข้อสงสัยว่าทำไมไม่แบ่งพื้นที่ให้สมาชิกสภาเทศบาล(สท.)รับผิดชอบเป็นส่วนๆไปโดยทำงานร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ช่วยกันทำงาน ช่วยกันแก้ไขและพัฒนาชุมชน  ปัจจุบันนี้ก็เห็นเหล่าบรรดาสมาชิกสภาเทศบาล(สท.)ทั้งหลายล้วนมีเวลาว่างกันเยอะ นานๆถึงจะมีประชุมกันสักครั้ง  การแบ่งพื้นที่ให้สท.แต่ละคนรับผิดชอบจะช่วยทำให้เค้าทราบถึงปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบดูแลแล้วก็จะได้เสนอปัญหานั้นๆเข้าสภาเพื่อของบประมาณมาแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดหรือพัฒนาได้ถูกทิศทาง     ทุกวันนี้เท่าที่เห็นเวลาผู้ใหญ่บ้านเสนอของบไปยังเทศบาลเพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาก็มักจะได้รับคำตอบว่ายังไม่มีงบให้รอไปก่อน  ดังนั้นหากการที่มีสท.เข้ามาดูแลรับผิดชอบพื้นที่ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านเค้าก็จะได้มีส่วนช่วยในการช่วยผลักดันเรื่องงบประมาณที่จะใช้เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาต่างในพื้นที่ที่รับผิดชอบดูแลได้ง่ายขึ้นและถ้าจะให้ดีน่าจะให้มีการประเมินผลงานของสท.แต่ละคนตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อติดตามการทำงาน...แต่คิดไปแล้วก็คงไม่มีใครทำอย่างที่ว่ามาหรอกเพราะทุกคนถือคติว่าอยู่สบายๆดีกว่า..หางานมาทำให้หนักสมอง..

สรุปง่ายๆ(แต่คงหาได้ยาก)ชาวบ้านทุกคนอยากได้ผู้นำชุมชนที่ดี   มีคุณธรรม    มีความโปร่งใส     และนอกจากนั้นก็ต้องเป็นผู้นำที่..พึ่งได้  ทำงานเป็น มองเห็นปัญหา ใส่ใจทุกข์สุข  มุ่งพัฒนา นำพาความเจริญ..มาสู่ชุมชนของเค้า...

                      

                         ผู้นำที่ดีเปรียบดั่งซุปเปอร์แมน

บทบาทหน้าที่ของสภาเทศบาล และคณะเทศมนตรี/นายกเทศมนตรี

มาตรา 49 (พรบ.เทศบาล)ให้สภาเทศบาลตำบลมีสมาชิกสิบสองคน และให้คณะเทศมนตรีประกอบด้วยนายกเทศมนตรีกับเทศมนตรีอื่นอีกสองคน

1) หน้าที่ของสภาเทศบาล
สำหรับหน้าที่ของสภาเทศบาลโดยหลักการแล้วมีสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) หน้าที่ในการเลือกฝ่ายบริหาร (2) หน้าที่ในการสะท้อนความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาล (3) หน้าที่ในการออกเทศบัญญัติ และ (4) หน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร

สำหรับหน้าที่แรก คือ หน้าที่ในการเลือกตั้งฝ่ายบริหารนั้น สภาเทศบาลจะทำหน้าที่ในการเลือกนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีด้วยเสียงข้างมากของสภาเทศบาล ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวนี้จะไม่มีในเทศบาลที่ใช้รูปแบบนายกเทศมนตรี เพราะหน้าที่ดังกล่าวนี้จะถูกกระทำโดยประชาชนในเขตเทศบาลแทน

หน้าที่ในประการที่สอง คือ หน้าที่ในการสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้น เป็นหน้าที่โดยทั่วไปของผู้แทนประชาชนอยู่แล้ว เช่น รับฟังปัญหา ความต้องการ ความเดือดร้อน ตลอดจนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ของประชาชนในเทศบาล แล้วนำข้อเรียกร้องเหล่านั้นเสนอต่อฝ่ายบริหารให้ฝ่ายบริหารดำเนินการแก้ไขให้ หรือในบางเรื่องที่สมาชิกสภาเทศบาลสามารถกระทำได้เอง สมาชิกสภาเทศบาลก็จะดำเนินการแก้ไขได้เลย หรือหากในบางเรื่องอยู่เกินขอบเขตอำนาจที่เทศบาลจะดำเนินการได้ สมาชิกสภาเทศบาลก็จะทำหน้าที่ในการประสานไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป การดำเนินการเพื่อให้ฝ่ายบริหารกระทำตามข้อเรียกร้องของตนนั้น อาจกระทำได้ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น การทำหนังสือยื่นแสดงปัญหาของประชาชนในเทศบาลผ่านไปยังนายกเทศมนตรี เป็นต้น และรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น การใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนกับผู้มีอำนาจ ร้องขอให้ผู้มีอำนาจดำเนินการให้ เป็นต้น

หน้าที่ในประการที่สาม คือ หน้าที่ในการออกกฎหมายหรือเทศบัญญัติ หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่ชัดเจนที่สุดในการทำงานของสภาเทศบาล กล่าวคือ สภาเทศบาลทำหน้าที่เป็นองค์กรทางนิติบัญญัติในเทศบาล ทำหน้าที่ในการพิจารณา กลั่นกรอง และอนุมัติกฎหมายต่าง ๆ ว่าควรบังคับใช้ในเขตเทศบาลหรือไม่ อย่างไร และเมื่อพิจารณากันอย่างรอบคอบแล้ว สมาชิกสภาเทศบาลจึงจะมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในร่างเทศบัญญัติเพื่อบังคับใช้เป็นเทศบัญญัติต่อไปหรือไม่ หน้าที่ในประการนี้ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่า “เทศบาลมีอำนาจตราเทศบัญญัติโดยไม่ขัดหรือแย้งต่อบทกฎหมาย…”

และหน้าที่ในประการสุดท้าย คือ หน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหารนั้น สภาเทศบาลมีวิธีการในการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างน้อย 3 วิธีได้แก่

(1) การตั้งกระทู้ถามฝ่ายบริหาร
เพื่อให้ฝ่ายบริหารตอบกระทู้ที่ตนเห็นว่าเป็นปัญหาและให้ฝ่ายบริหารชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแนวทางเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป ดังมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2546

(2) การตรวจสอบการทำงานโดยคณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภาเทศบาล

คณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภาเทศบาล มีหน้าที่หลักในการกระทำกิจการใด ๆ ตามที่สภามอบหมายให้ดำเนินการ เช่น สืบสวน สอบสวนข้อเท็จจริง ศึกษาถึงความเป็นไปได้ หรือลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่เทศบาล เป็นต้น และเมื่อได้ดำเนินการไปเช่นไร กรรมการดังกล่าวต้องรายงานผลการดำเนินงานนั้นให้สภาเทศบาลรับทราบด้วย

การดำเนินงานของคณะกรรมการในลักษณะเช่นนี้ ก็คือ การตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารในลักษณะหนึ่งด้วยเช่นกัน เช่น หากสภาเทศบาลไม่เห็นด้วยกับการทำงานของฝ่ายบริหาร สภาเทศบาลอาจจะตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาและพิจารณาว่าในประเด็นดังกล่าว ควรมีแนวทางในการตัดสินใจหรือดำเนินการอย่างไร ตลอดจนสามารถเรียกให้ฝ่ายบริหารมาชี้แจงว่าเหตุใดฝ่ายบริหารจึงตัดสินใจเช่นนั้น ซึ่งหากฝ่ายบริหารไม่สามารถชี้แจงให้คณะกรรมการดังกล่าวเข้าใจหรือไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างกระจ่างชัดแล้ว ผลเสียย่อมเกิดแก่ตัวผู้บริหารเอง และอาจมีผลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

มาตรา 32 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ได้ให้อำนาจแก่สภาเทศบาลไว้โดยกำหนดว่า “สภาเทศบาลมีอำนาจเลือกสมาชิกสภาเทศบาลตั้งเป็นคณะกรรมการสามัญของสภาเทศบาล และมีอำนาจเลือกบุคคลผู้เป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมการวิสามัญของสภาเทศบาล เพื่อกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาเทศบาล แล้วรายงานต่อสภาเทศบาล”

(3) การเสนอเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในเขตเทศบาล
การตรวจสอบการทำงานในประการนี้ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 32 ทวิ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ว่า “ในกรณีกิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของเทศบาลหรือประชาชนในท้องถิ่น สมาชิกสภาเทศบาลจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่หรือคณะเทศมนตรีอาจเสนอต่อประธานสภาเทศบาลเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในท้องถิ่นได้ และประกาศให้ประชาชนทราบ

การออกเสียงประชามติต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการขอปรึกษาความเห็นของประชาชนว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกิจการสำคัญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามวรรคหนึ่ง…” ซึ่งกฎหมายได้เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิเข้ามาช่วยฝ่ายบริหารตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญต่อเทศบาลได้ง่ายขึ้น ซึ่งการให้ความเห็นของประชาชนนี้จะสามารถกระทำได้ก็ต้องได้รับการเสนอจากสมาชิกสภาเทศบาลเสียก่อน

- การรับฟังการแถลงนโยบายโดยไม่มีการลงมติ และ ผลการดำเนินงานของนายกเทศมนตรี การตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหารวิธีการหนึ่งก็คือ การฟังการแถลงนโยบายและผลการดำเนินงานของนายกเทศมนตรี ซึ่งวิธีการดังกล่าวแม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของฝ่ายบริหารมากนัก แต่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่แสดงให้เห็นได้ว่าฝ่ายบริหารต้องทำงานอยู่ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบของสภาเทศบาลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในเขตเทศบาล ตามมาตรา 48 ทศ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2546 กำหนดไว้ว่า ก่อนนายกเทศมนตรีเข้ารับหน้าที่ ให้ประธานสภาเทศบาลเรียกประชุมสภาเทศบาลเพื่อให้นายกเทศมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาเทศบาล โดยไม่มีการลงมติ ทั้งนี้ ภายใน 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และให้นายกเทศมนตรีจัดทำรายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาเทศบาลเป็นประจำทุกปี

- การขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ (เฉพาะเทศบาลในรูปแบบนายกเทศมนตรี) ในเรื่องการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ กฎหมายได้กำหนดรายละเอียดไว้ในมาตรา 48 ทวาทศ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมสภาเทศบาลเพื่อให้นายกเทศมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในปัญหาอันเกี่ยวกับการบริหารราชการเทศบาลโดยไม่มีการลงมติ

2) หน้าที่ของนายกเทศมนตรี และรองนายกเทศมนตรี
ตามกฎหมายได้กำหนดหน้าที่ของนายกเทศมนตรี (มาตรา 48 เตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543) ดังนี้

(1) กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาล
(2) ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติและนโยบาย
(3) สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล
(4) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายกเทศมนตรี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี และเลขานุการนายกเทศมนตรี
(5) วางระเบียบเพื่อให้งานของเทศบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(6) รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัติ
(7) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น
ลักษณะการใช้อำนาจของนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนี้แตกต่างจากการใช้อำนาจของนายกเทศมนตรีในรูปแบบคณะเทศมนตรีในสมัยก่อน กล่าวคือ นายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีลักษณะการใช้อำนาจที่เด็ดขาดกว่า และเป็นผู้ใช้อำนาจแต่เพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจร่วมกับรองนายกเทศมนตรี ซึ่งสามารถสร้าง “ภาวะผู้นำ” ให้แก่นายกเทศมนตรีได้มากกว่านายกเทศมนตรีในรูปแบบคณะเทศมนตรี ที่นายกเทศมนตรีมาจากการเลือกของสภาเทศบาล 

ขอเพิ่มเติมหน้าที่ของเทศบาลตำบลตามพรบ.เทศบาล2496

หน้าที่ของเทศบาล
                  
 
บทที่ ๑
เทศบาลตำบล
                  
 
มาตรา ๔๙ (ยกเลิก)
 
มาตรา ๕๐ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาลดังต่อไปนี้
(๑) รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน
(๒) ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ
(๓) รักษาความสะอาดของถนน หรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล
(๔) ป้องกันและระงับโรคติดต่อ
(๕) ให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง
(๖) ให้ราษฎรได้รับการศึกษาอบรม
(๗) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
(๘) บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
(๙) หน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล
การปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของเทศบาลต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบ การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการนั้นและหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
 
มาตรา ๕๑ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตำบลอาจจัดทำกิจการใด ๆ ในเขตเทศบาล ดังต่อไปนี้
(๑) ให้มีน้ำสะอาดหรือการประปา
(๒) ให้มีโรงฆ่าสัตว์
(๓) ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือและท่าข้าม
(๔) ให้มีสุสานและฌาปนสถาน
(๕) บำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร
(๖) ให้มีและบำรุงสถานที่ทำการพิทักษ์รักษาคนเจ็บไข้
(๗) ให้มีและบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น
(๘) ให้มีและบำรุงทางระบายน้ำ
(๙) เทศพาณิชย์


 แหล่งที่มาข้อมูล    http://thaipoliticsgovernment.org

                                 http://www.thailandlawyercenter.com/

                                  รูปภาพ..จากอินเตอร์เน็ต

******************************************************************************

****************************************************************************

โดย นกน้อยแห่งโพหัก

 

กลับไปที่ www.oknation.net