วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใครเล่าจักปกครอง


ใครเล่าจักปกครอง

อ้างอิง - ภาพ Kati1789

ในผลงานเขียน

ของ Jack Weatherford

ที่ชื่อ Genghis Khan and the making

of the Modern World หรือ ในพากย์ไทย ที่ชื่อ เจงกิสข่าน มหาบุรุษผู้เปลี่ยนโลก ของ สำนักพิมพ์มติชน ซึ่ง คุณเรืองชัย รักศรีอักษร ได้แปลไว้ ได้อธิบายความโดดเด่น ในยุคสมัยของ เจงกิสข่าน หลังการรวบรวมอำนาจ เมื่อได้ชัยเหนือ ราชา ข่าน กษัตริย์ สุลต่าน จักรพรรดิ หรือ กาหลิบ ในแต่ละแผ่นดิน ที่ตนเองได้ก้าวผ่าน กระทั่งสถาปนาอำนาจใหม่

ความโดดเด่นอันยิ่งใหญ่ และ ชัดเจนที่สุด

คือ การรวบรวมผู้คน ชาติพันธุ์ ภาษา

และ ศาสนาอันแตกต่างไว้ด้วยกัน

โดยไม่ได้กำหนด ให้ลัทธิบูชาฟ้าดิน ศาสนาคริสต์ พุทธ อิสลาม ยิว เป็นเพียงหลักการเดียวของแผ่นดิน แต่พร้อมจะให้ ลัทธิ ศาสนา แล พิธีกรรมทางจิตวิญญาณ อันแตกต่างหลากหลาย ได้มีที่ทาง และ มีพื้นที่แห่งศาสนา เช่น มีโบสถ์คริสต์ ที่ตั้งอยู่เคียงกับ มัสยิด หรือ มีพระพุทธปรากฎอยู่ในอาณาจักร โดยไม่จำเป็นต้องบ่งบอกชี้ชัด

หรือกล่าวว่า ลัทธิพิธี หรือ ศาสนาใด

เป็นศาสนาหลักของ อาณาจักรอันยิ่งใหญ่

ในแผ่นดินของผู้นำ ซึ่งเป็นคริสต์ ที่ยังบูชาผีบรรพบุรุษ

คำตอบที่เป็นปริศนามากมาย ในการสร้างสังคมอันเป็นสุข หรือ ในการมองเห็นความเป็นคน เห็นทาส เห็นการกดขี่ หรือ เห็นความอยุติธรรม กระทั่งมองสู่การเข่นฆ่า แย่งชิง ปล้นสดมภ์ ข่มขืน ล้วนเป็นส่วนหนึ่ง ที่ผลักดันให้ผู้นำแผ่นดินหลายคน ต้องประกาศสงคราม

โดย เจงกิสข่าน ก็เป็นหนึ่งในจำนวนเหล่านั้น

ของผู้นำที่เติบโตจากความรุนแรง

จนคิดสร้างปึกแผ่นอาณาจักร

เพื่อให้เกิดสันติสุข จากสงคราม และ การเข่นฆ่า ที่มักมาพร้อมกับ อำนาจของศาสนจักร อำนาจของผู้นำ ที่ชอบประกาศสงครามศาสนา ด้วยการบอกว่า นักรบ และ พลเมืองของตนที่ตายไป จะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ และ ได้ใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างพระเจ้า ในขณะที่ผู้นำ ยังเสวยสุขอยู่บนโลก

ขณะที่ผมพลิกหน้าหนังสือ

ริมแม่น้ำป่าสัก โดยมีโบสถ์สีทอง

เป็นภาพใหญ่ อันลอยเด่นอยู่อีกฟากฝั่งแม่น้ำ

หนึ่งสัปดาห์ ก่อนหน้างานวันเข้าพรรษา ด้วยคำตอบมากมาย ที่ตั้งใจไว้กับตัวเอง ว่าควรกำหนดกฎเกณฑ์ และ เข้มงวดกับชีวิต ในระยะเวลาสามเดือนเบื้องหน้า ด้วยคิดว่า การเข้มงวดในหลักประพฤติทางศาสนา น่าจะเป็นหนึ่ง ในขั้นตอนของชีวิตอันดีงาม ที่เราสามารถเริ่มต้น กำหนด กำกับ และ ควบคุมได้ด้วยตัวของเราเอง มากกว่าคาดหวังจากผู้อื่น

คำตอบอันยิ่งใหญ่ ที่ผมเคยพบเห็น

ท่ามกลางความงดงามในแผ่นดิน

ยามได้เห็นศาสนาอันแตกต่าง

เช่น ภาพของพระสงฆ์ นั่งคุยกับอิหม่าม อย่างสนิมสนมกลมเกลียว บนแผ่นดินปัตตานี เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เห็นภาพของเด็กมุสลิม เดินหยอกล้อกับ เด็กพุทธในวัด หลังกอดคอเดินออกจากมัสยิด กลางอำเภอปาย หรือ แม้แต่เรื่องราวของเพื่อน ที่เป็นซิกส์ เป็นคริสต์ เป็นมุสลิม

 

ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ

เพื่อนฝูงชาวพุทธ ที่ทำให้ผมเห็นคำตอบ

อันสำคัญ และ ยิ่งใหญ่ ของสิ่งที่เรียกว่า มิตรภาพ

เป็นคำตอบง่ายดาย ที่เรารู้ว่า จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเช่นไร ในการแกล้งเพื่อน หยอกเย้าบ้างในหลักปฏิบัติ ยามที่เพื่อนต้องปฏิบัติศาสนพิธี หรือ แม้แต่หลักจารีตในชีวิตประจำวัน ที่เราย่อมรู้กันได้ ด้วยการถามไถ่ไล่เรียง กระทั่งบอกกล่าวว่า สิ่งใดทำได้ หรือ สิ่งใดทำไม่ได้ ในความเชื่ออันแตกต่าง และ ในความมุ่งมั่น ที่จะปฏิบัติชีวิต ตามแต่ละครรลองของศรัทธา

สำหรับความสุขเล็กเล็ก ยามได้อ่านหนังสือ

ที่พยายามไข รอยหยักประวัติศาสตร์

ช่างเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง

ในยามที่เราต้องการมองอนาคต มองเส้นทางเบื้องหน้าว่า เราจะก้าวไปสู่คำตอบของวันพรุ่งนี้ ได้อย่างไร ด้วยคำตอบของ ผู้คนที่เคยมีลมหายใจ ที่เคยกระทำสิ่งผิดพลาดเลวร้าย และ กระทำสิ่งถูกต้องดีงาม คำตอบที่เราสามารถเรียนรู้ ถึงปุ่มปมในใจของมนุษย์ ที่นำเราไปสู่ความเคียดแค้น ชิงชัง และ ไม่คิดที่มอบความรัก ให้กับคนที่คิดเห็นต่างจากเรา

คำตอบ ที่เราอาจได้เห็น

จากการประกอบเศษซากปรัก

และ ความหวังในใจผู้คน ที่อยากเปลี่ยนโลก

อยากเปลี่ยนความทุกข์ระทม ให้เป็นความสันติสุข เป็นความสว่าง เป็นเสียงหัวเราะ มากกว่า รอยน้ำตา และ เสียงร่ำไห้ ของการดูถูกเหยียดหยาม กดขี่ข่มเหง กระทั่งกดทับด้วยความไม่เท่าเทียม หรือ ด้วยความอยุติธรรมใดใด ที่ปรากฎขึ้นในใจผู้คน และ ที่กระจายสู่ผู้คนรอบข้าง

สำหรับคำถาม ถึงคืนวันในแผ่นดินที่ที่รักของเรา

ที่ทำให้เห็นถึง วันที่มีความสูญเสีย

จากความคิดอันแตกต่าง

บางทีทฤษฎี ความเชื่อ ความฝัน จินตนาการ และ ความต้องการ ที่อยากอยู่ร่วมกัน ในบรรยากาศที่ดี อาจเป็นสิ่งที่สวนทาง เหมือนเช่นที่ทฤษฎีใหญ่มากมาย ต่างบอกว่า เหตุผลของการเข่นฆ่า ขัดแย้ง บาดหมาง แก่งแย่ง ล้วนเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่ผลักดันชีวิต ผลักดันอารยธรรมของมนุษย์ ให้ก้าวเดิน และ วิวัฒน์ไปเบื้องหน้า

บางทีความจริง

ของความโหดร้ายรุนแรง

ก็อาจนำไปสู่ คำตอบที่ดีงามในก้าวต่อไป

ในเมื่อเข่นฆ่ากันจบเจ็บปวด เสียหยาดน้ำตา ให้กับความรู้สึกรันทด ต้องจำต้องกับความอยุติธรรม แนวโน้มในการกำกับ ควบคุม และ ป้องกันไม่ให้ความบ้าบอคอแตก หรือ ความโหดร้ายรุนแรง กลับคืนมาทำร้ายทำลาย สังคม ชุมชน ล้วนเป็นคำตอบที่ทำให้เราเห็น หลักการขั้นพื้นฐานมากมาย ที่จะย้อนคืนมากำกับ ต่อทุกความจริงอันโหดร้าย ที่กระทำต่อผู้คน

ยิ่งมอง ยิ่งเห็น ยิ่งพยายามเข้าใจเพียงใด

ผมก็ยิ่งตระหนัก ในความโหดร้าย

สำหรับความจริงอันแตกต่าง

ที่เราต่างถือกันคนละไม้ คนะละมือ

 สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

โดย Kati

 

กลับไปที่ www.oknation.net