วันที่ พุธ สิงหาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แนวคิดการประมาณ Cost/Benefit ที่วัดค่าไม่ได้ของกิจกรรมการกำกับดูแล


อาจารย์จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

            ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงหลักประการหนึ่งของการใช้ผลลัพธ์จากการประเมินประโยชน์หรือต้นทุนของการกำกับดูแลกิจการกำกับที่เป็นอิสระทั้งหลายด้วย Social Cost/Benefit Analysis ก็คือ   ประโยชน์ที่เกิดจากบทบาทของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล  มีทั้งส่วนที่สามารถวัดหรือตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ (quantifiable) และส่วนที่ไม่สามารถตีค่าได้โดยง่ายหรือไม่มีเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ยอมรับได้อย่างชัดเจนในการตีค่า (non-quantifiable element) ซึ่งเกิดจากการที่องค์ประกอบของต้นทุนและประโยชน์ทางสังคมมีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบด้วยกัน

 

          การประเมินความคุ้มค่าของกิจกรรมการกำกับกฎเกณฑ์ (Regulatory Duty)ได้จะต้องพยายามที่จะรวมเอาประโยชน์ที่มีอยู่ทั้งหมดมาไว้ในการประเมิน  จะตัดออกไปไม่ได้แม้แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงส่วนเดียว  เพราะต้องใช้ประโยชน์ที่เกิดจากงานการกำกับกฎเกณฑ์นี้ในการอธิบายต่อสาธาณชนให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับดูแลกฎเกณฑ์ต่อไป

            นั่นหมายความว่าประโยชน์ทั้งที่ดีค่าเป็นตัวเงินได้ และประโยชน์ที่ตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้จะต้องใช้ในการนำเสนอทั้งสิ้น เพื่อพิสูจน์ความคุ้มค่าเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม

            เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงเกิดความพยายามจะหาข้อสรุปเชิงแนวคิดทางวิชาการว่า จะหาทางออกให้กับองค์ประกอบของประโยชน์ส่วนที่ดีค่าออกมาเป็นตัวเงินหรือเชิงปริมาณไม่ได้อย่างไร

            ทางเลือกที่เป็นไปได้ในการดำเนินการดังกล่าว  ได้แก่

            ทางเลือกที่ 1 

เป็นแนวทางที่เป็นนิยามของบรรดานักเศรษฐศาสตร์คือ value-of-Information Approach  ซึ่งเป็นแนวคิดที่พยายามจะประมาณการประโยชน์สุทธิขององค์ประกอบส่วนที่ดีค่าเป็นตัวเงินหรือเชิงปริมาณได้ก่อน  เพื่อให้ได้จำนวนที่ชัดเจน

            หลังจากนั้นจะพยายามประเมินว่าองค์ประกอบส่วนที่ไม่สามารถตีค่าได้หรือวัดออกมาในเชิงปริมาณได้นั้นมีขนาดใหญ่แค่ไหน และมีนัยสำคัญหรืออิทธิพลมากขนาดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลสรุปของการประเมินความคุ้มค่าหรือไม่

           การที่จะทำอย่างนี้ได้ ผู้ที่ทำการประเมินจะต้องเริ่มด้วยการระบุว่าประโยชน์ที่วัดค่าไม่ได้นั้น หากจะกำหนดเป็นดัชนีชี้วัดถึงประโยชน์จะอธิบายอย่างไร

กรณีที่ 1

ผลประโยชน์ส่วนที่วัดค่าไม่ได้มีค่าเป็นทางบวก  และผลประโยชน์สุทธิหลังหักต้นทุนก็เป็นบวกอยู่แล้ว  ความพยายามในการจะหาทางตีค่าไม่ได้ทำให้ผลสรุปของการประเมินความคุ้มค่าไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ  ไม่จำเป็นต้องพยายามตีค่าผลประโยชน์ทุกอย่างออกกมาเป็นเชิงปริมาณให้ได้

กรณีที่ 2

ผลประโยชน์ส่วนที่วัดค่าได้เมื่อหักต้นทุนออกไปแล้ว  พบว่ามีผลประโยชน์สุทธิเป็นลบ  หรือสะท้อนถึงความไม่คุ้มค่าจะต้องหาทางอธิบายให้ได้ว่า  ผลประโยชน์ที่ตีค่าไม่ได้น่าจะมีขนาดที่ใหญ่พอจะหักล้าง  และเปลี่ยนทิศทางของผลประโยชน์สุทธิกลับเป็นพวกได้หรือไม่  โดยใช้ดุลยพินิจและความเชี่ยวชาญ

            วิธีการประมาณด้วยความชำนาญ  พร้อมกับคำอธิบายประกอบที่สมเหตุสมผลได้รับความยอมรับจากวงการและสาธารณชน  มากกว่าการที่จะพยายามตีค่าประโยชน์ที่ไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินเชิงปริมาณ  ด้วยวิธีผิดๆ และวิธีที่ไม่ได้รับการยอมรับ

            ทางเลือกที่ 2

            แทนที่จะพิจารณาว่าขนาดโดยประมาณของประโยชน์ที่ยังตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางของผลประโยชน์สุทธิหลังหักต้นทุน  ให้เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่  ทางเลือกที่สองเป็นการพิจารณาในส่วนของการตัดสินใจของผู้ที่ทำหน้าที่กำกับกฎเกณฑ์มากกว่า

            ในการพิจารณาแบบนี้ จะต้องหาออกมาให้ได้ก่อนว่า ลำพังการพิจารณาผลประโยชน์ที่ตีค่าเป็นตัวเงินหรือเชิงปริมาณได้กับต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้กำกับกฎเกณฑ์ตัดสินใจในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติกิจกรรมที่กำกับนั้น

            และหากนำเอาประโยชน์ที่ตีค่าเป็นตัวเงินหรือเชิงปริมาณไม่ได้มาพิจารณาด้วยแล้ว  น่าจะทำให้ผลของการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

กรณีที่ 1

หากการตัดสินใจในการกำกับกฎเกณฑ์ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม  ยังคงอนุมัติกิจกรรมที่กำกับดูแลนั้นเหมือนเดิม  การพยายามหาข้อมูลว่าประโยชน์ที่ตีค่าไม่ได้ควรจะมีมูลค่าเชิงปริมาณเท่าใดก็ไม่จำเป็น

กรณีที่ 2

หากการนำเอาประโยชน์ที่ตีค่าไม่ได้มาพิจารณาเพิ่มเติมแล้ว มีเนวโน้มว่าจะทำให้การตัดสินใจของผู้กำกับกฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลงไปจากที่ไม่อนุมัติเป็นอนุมัติ  เพราะประเมินมูลค่าของประโยชน์ส่วนนี้ว่ามีขนาดใหญ่ที่มีนัยสำคัญต่อประเทศ

อย่างไรก็ตามแนวทางเลือกทั้ง 2แนวทางนี้จะเป็นประโยชน์ในการประเมินความคุ้มค่าได้ก็ต่อเมื่อไม่มีกรณีของต้นทุนที่ตีค่าไม่ได้

เพราะค่าต้นทุนบางส่วนก็ตีค่าไม่ได้  ประโยชน์บางส่วนก็ตีค่าไม่ได้  จะใช้การประเมินด้วยดุลยพินิจเป็นหลักคงไม่อาจอธิบายเชิงธรรมาภิบาลต่อสาธารณชนได้  จำเป็นต้องพยายามแสวงหาข้อมูลเพื่อนำไปสู่การตีค่าของทั้งต้นทุนและประโยชน์ด้วยวิธีการใดวิธีหนึ่งให้ได้ เพื่อได้พอเพียงต่อการตัดสินใจของผู้กำกับกฎเกณฑ์

นอกจากนั้นยังจะต้องมีกลไกการตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ประโยชน์ส่วนที่ยังตีค่าเป็นตัวเงินหรือค่าเชิงปริมาณไม่ได้ ไม่ได้ถูกอคติของผู้พิจารณาทำให้มีน้ำหนักความสำคัญน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น และในที่สุดก็ถูกละเลยไม่นำมาสู่กระบวนการตัดสินใจอย่างเที่ยงธรรม

ในการดำเนินการพิจารณาประโยชน์ที่ตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้  จึงต้องนำเอาลักษณะของประโยชน์มาเรียงลำดับความสำคัญในเชิงของผลลัพธ์ต่อสังคมและประเทศชาติให้ชัดเจน  เพื่อระบุว่าประโยชน์แต่ละลักษณะนั้นมีความสำคัญมากหรือน้อยเพียงไร

หากเป็นเรื่องที่จัดอยู่ในลำดับความสำคัญสูงก็ต้องถือว่ามีน้ำหนักความสำคัญในการพิจารณาและการตัดสินใจสูงตามไปด้วย  เช่น  ประเด็นของสิ่งแวดล้อม  กลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนด้อยโอกาส  กลุ่มคนยากจน  หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลง  เป็นต้น

 

โดย จิรพรสุเมธีประสิทธิ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net