วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี คุณครู สู่ นักศิลปะบำบัด


เรื่อง : อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี คุณครู สู่ นักศิลปะบำบัด

ตีพิมพ์ในวารสารขอบคุณ / ฉบับเดือนกันยายน-ตุลาคม 2554

เรื่องเริ่มต้นขึ้นจากความใฝ่ฝันในวัยมัธยม เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว “มอส” อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี เป็นเด็กช่างคิด เขารักการเขียนบทกวี และมีภาพฝันว่าสักวันตัวเองจะใช้ชีวิตเป็นครูยังท้องถิ่นห่างไกล อาจจะเป็นเกาะเล็กๆ สักแห่ง เพื่อที่เขาจะมีเวลาอยู่กับธรรมชาติสวยงามและงานเขียน
จินตภาพตามประสาเด็กช่างฝันนำเขาก้าวสู่ชั้นเรียนวิชาครุศาสตร์ และกลายเป็นก้าวแรกเพื่อจะยืนอย่างมั่นคงด้วยบทบาทของ “นักศิลปะบำบัด” ในวันนี้

• ก้าวต่อของ “คุณครู” สู่นักศิลปะบำบัด

“ไปสอนศิลปะให้เด็กมอแกนที่หมู่เกาะสุรินทร์ แล้วอยากจัดนิทรรศการให้เด็กๆ ได้แสดงผลงาน สมัยนั้นนิทรรศการศิลปะเด็กมีน้อยมาก ผมลองไปเสนอโครงการที่โรงแรมแลนด์มาร์ก ปรากฏว่าผู้บริหารสนใจ วันเปิดนิทรรศการก็พาเด็กๆ มาร่วมงานด้วย” ด้วยท่าทีที่อ่อนโยนอารมณ์ดี มอสเล่าถึงชีวิตนิสิตครุศาสตร์ที่การศึกษาสำหรับเด็กประถมถือเป็นแกนหลัก ความสนใจรองของเขาคืองานด้านศิลปะที่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมนอกชั้นเรียน ถือได้ว่าเขาเป็นนักกิจกรรมตัวยง แต่ละกิจกรรมล้วนสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตัวเอง

มอสมองงานศิลปะไม่ใช่ในฐานะของวิชาเรียน และไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน

“ผมชอบศิลปะ ทำงานแล้วก็หาที่จัดแสดง แต่ไม่ชอบแข่งขัน ไม่คิดสร้างชื่อเสียง แค่สนใจว่าทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและแสดงศักยภาพของตัวเองได้” เป็นแนวคิดต่อศิลปะในวันนั้น ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของ “ศิลปะบำบัด” ในวันนี้

มอสบอกว่าแรงบันดาลใจให้เขาไปศึกษาต่อด้านศิลปะบำบัด คือการได้สอนวาดรูปให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนสอนศิลปะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เด็กหญิงวัยอนุบาลหน้าตาน่ารัก เธอมาเรียนวาดรูปพร้อมกระติกน้ำใบน้อยสะพายไหล่ มือเล็กๆ อุ้มตุ๊กตาหมี บนศีรษะมีหมวกไหมพรมสีหวาน เธออยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังผ่าตัดสมอง

“วัยเด็กเป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต ปกติเด็กแสดงออกเยอะ กระโดดโลดเต้น แต่พอเขาไม่สบาย มันชัดเจนมาก ตอนนั้นไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะคืนพลังชีวิตให้เขาได้ ก็อาศัยประสบการณ์เท่าที่มี”

นั่นทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อด้านศิลปะบำบัดยังต่างประเทศ

“ตอนเรียนกลับมายังไม่รู้จะทำอะไร นั่งรถผ่านคัตเอาท์โฆษณาโรงพยาบาลเด็กของเอกชน ผมรีบจดเบอร์โทรไปแนะนำตัว เขาให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม แล้วคุณหมอติดต่อกลับมา นัดไปคุย”
“มอส” ยอมรับว่าเขามีความรู้ แต่ขาดความเชี่ยวชาญ ขณะที่ประสบการณ์ของแพทย์ด้านจิตเวชเด็ก ก็ไม่มีภาพของศิลปะเพื่อการเยียวยาที่เขาพยายามนำเสนอ การร่วมงานหลังจากนั้น คือการเรียนรู้ร่วมกัน

“หมอจะพยายามมองว่าภาพของผู้ป่วยอธิบายอะไร ขณะที่ผมทำงานกับผู้ป่วยด้วยภาพและสีสันต่างๆ ศิลปะบำบัดไม่สนใจผลผลิต แต่ให้ความสำคัญกับกระบวนการ ไม่พูดเรื่องสวยหรือไม่สวย แต่จะดูว่า วันนี้เขาสมาธิดีนะ ความรู้สึกระหว่างการทำงานเป็นอย่างไร เป็นเรื่องการใช้ศิลปะเพื่อคืนสมดุลให้กับชีวิต”

แพทย์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านศิลปะ ขณะที่ศิลปินสัมพันธ์กับชิ้นงานในแง่มุมทางความรู้สึก มอสบอกว่าเขาเป็นจุดเชื่อมของศาสตร์สองสาขาในฐานะ “นักศิลปะบำบัด”

นับเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่เขาทำงานควบคู่กับแพทย์ที่ดูแลเด็กพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มอาการออทิสติก ก่อนจะขยายสู่ศิลปะบำบัดสำหรับผู้ใหญ่ “มอส” บอกว่า ผู้ป่วยที่เขาทำงานด้วยในโรงพยาบาลเอกชน 3 แห่ง มีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนถึง 80 ปี

• พลังศิลปะเปลี่ยนชีวิต

นอกจากการนำศิลปะไปใช้เพื่อการบำบัดเยียวยาสำหรับผู้ป่วย มอสยังมีผลงานศิลปะของตัวเองที่จัดแสดงเป็นระยะ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอีกหลายโครงการที่ใช้ศิลปะเป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้และสร้างสุนทรียะให้กับกลุ่มคนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการศิลปะสร้างสุข ที่ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดอบรมพนักงานและครูในโรงเรียนตามจังหวัดต่างๆ รวมไปถึงการนำศิลปะสอดแทรกในการศึกษาเพื่อมุ่งพัฒนาเด็กในพื้นที่โครงการหลวงดอยตุง และการจัดอบรมความรู้ด้านศิลปะบำบัดให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งผู้สมัครเข้าร่วมมาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นครู แพทย์ หรือแม้แต่มัณฑนากร

“ช่วงหลังๆ งานเข้ามาเอง บางคนได้ฟังตอนผมไปบรรยาย หรือเห็นงานจากที่ต่างๆ แล้วติดต่อเข้ามา หลายคนรับรู้เกี่ยวกับศิลปะบำบัด โดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเด็ก อย่างหมอฟันก็สนใจว่าทำอย่างไรให้เด็กที่เข้ามาในคลินิกกลัวน้อยลง มีความสุขมากขึ้น และมีสัมพันธภาพที่ดีกับหมอ” อนุพันธุ์ ยกตัวอย่าง

ตลอดชีวิตการทำงาน มอสสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมศิลปะเพื่อเสริมสร้างคุณประโยชน์ให้กับงานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ ฯลฯ

เมื่อย้อนมองกลับไปถึงการเดินทางบนถนนสายนี้ ..

“ศิลปะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงคน มันทำให้เราต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเอง และผมมีโอกาสดีที่ได้พบครูบาอาจารย์ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส”

ล่าสุด มอสกำลังสร้างสตูดิโอที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เขาหวังให้พื้นที่ไกลเมืองแห่งนี้เป็นทั้งบ้าน สถานที่ผลิตผลงาน และแหล่งเรียนรู้สุนทรียะแห่งศิลปะ

“ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต ที่ผ่านมาผมเดินทางไปต่างประเทศทุกปี ทั้งไปเรียน ไปทำงาน หลังจากนี้คงจะอยู่กับที่มากขึ้น งานที่โรงพยาบาลคงลดลง แต่จัดคอร์สสั้นๆ สำหรับคนทั่วไปมากขึ้น ตอนนี้ยังไม่อยากคิดมาก ถ้าสงสัยเยอะ เดี๋ยวไม่ได้ทำ” รอยยิ้มตลอดชั่วโมงการสนทนาเป็นบุคลิกที่เด่นชัดของคนทำงานศิลปะรายนี้

มอสเชื่อว่า “ศิลปะ” สำหรับสังคมวันนี้ เป็นมากกว่าแค่วิชาเรียน หรือการแข่งขันวาดรูปชิงรางวัล แต่ถูกรับรู้ในฐานะของ “เครื่องมือ” เพื่อสร้างดุลยภาพภายใน ซึ่งเป็นอีกด้านที่สร้างสุขให้กับชีวิต
และนี่เป็นสิ่งที่เขาพยายามสื่อสารมาตลอดชีวิตการทำงาน ทั้งด้วยบทบาทของนักศิลปะบำบัด และจิตรกร

ชื่อ : อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี
การศึกษา/ ฝึกอบรม :
ชั้นมัธยม โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
2539 ภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2543 ศึกษาด้านวอลดอร์ฟ เมืองสตุดการ์ท ประเทศเยอรมนี
2546 อบรมด้านศิลปะบำบัด Hibernia School of Artistic Therapy  ประเทศอังกฤษ
2547 รับทุนจากรัฐบาลเยอรมนี ฝึกอบรมด้านศิลปะบำบัด ที่เมืองสตุดการ์ด เยอรมนี

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net