วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เล่าประสบการณ์สัตวแพทย์สาวกลางพิบัติภัย


องค์อร ประสานพานิช : สัตวแพทย์ในภัยพิบัติ

ตีพิมพ์ในวารสารขอบคุณ ฉบับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

ตอนวันที่ตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ “เอม” องค์อร ประสานพานิช ไม่คาดคิดว่าแรงบันดาลใจจากการเห็นคุณหมอรักษาสุนัขทั้ง 8 ซึ่งเลี้ยงไว้ที่บ้าน จะนำเธอมาสู่สถานการณ์การดูแลปศุสัตว์ที่ประสบเคราะห์ภัย ไม่ว่าจะเป็นวัวจำนวนนับพันตัวที่ต้องเผชิญภัยน้ำท่วมที่ประเทศเนปาล หรือควายจำนวนมากที่ขาดแคลนอาหารเสริมหลังน้ำลดที่จังหวัดเพชรบุรีตอนปลายปีที่แล้ว รวมไปถึงการฉีดวัคซีนและทำหมันให้กับหมาและแมวจรจัดบนเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“ตอนที่เรียน รู้สึกสนใจงานด้านสาธารณสุข ที่เป็นเรื่องของการมองภาพใหญ่และการบริหารจัดการ มากกว่าจะเน้นการลงมือรักษาโดยตรงค่ะ”

งานด้านดูแลสัตว์ในภัยพิบัติ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ “เอม” ทำให้เธอต้องพร้อมบุกตะลุยตามท้องถิ่นทุรกันดารของประเทศต่างๆ ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โดยเน้นการช่วยเหลือสัตว์ โดยเฉพาะที่เป็นปัจจัยการผลิตของชุมชนเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่วัว ควาย แพะ แกะ

“ถ้าพูดถึงเนปาล เราก็จะนึกถึงภูเขาหิมาลัย แต่พอไปทำงานจริงๆ พบว่าเขายากจนมาก หน่วยงานในประเทศเขายังไม่มีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที แม้แต่ประชาชนยังลำบาก ไม่ต้องพูดถึงสัตว์เลี้ยงที่แทบไม่มีใครดูแล ไปเจอวัวเป็นร้อยตัวยืนเรียงบนถนน บางตัวอยู่ในหมู่บ้าน ยืนแช่น้ำครึ่งตัวอยู่เป็นเดือนก่อนที่เราจะมาถึง” ถ้าเทียบกันแล้ว “เอม” มองว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการทำงานเพื่อรับมือภัยธรรมชาติมากกว่า ทั้งส่วนราชการอย่างกรมปศุสัตว์ แล้วยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

“เอม” เล่าถึงพื้นฐานครอบครัวว่าตัวเธอเองเป็นคนกรุงเทพฯ และเคยได้รับทุนเพื่อไปเรียนชั้นมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น เรื่องความยากลำบากของชีวิตในชนบทจึงถือเป็นประสบการณ์ที่ห่างไกลจากความรับรู้อยู่พอสมควร การทำงานจึงเป็นทั้งภาระหน้าที่พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้

“ถ้าเป็นหมอรักษาตามคลินิก สิ่งที่จะเจอก็คือคนที่ใส่ใจสัตว์เลี้ยง มีความพร้อมที่จะพาสุนัขมาหาหมอ หรือมีกำลังพอที่จะเรียกหมอไปดูแลปศุสัตว์ แต่การได้ทำงานกับชุมชน กับเกษตรกร ทำให้ได้เห็นชีวิตจริงๆ ของคนส่วนใหญ่ ได้เตือนตัวเองไปด้วยว่าเราโชคดี มีโอกาสก็น่าจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้พวกเขาได้บ้าง”

เธอยอมรับว่า งานด้านการดูแลช่วยเหลือสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติถือเป็นเรื่องใหม่ และคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจมากนัก การแนะนำตัวและภารกิจขององค์กรจึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ต้องทำขณะลงปฏิบัติหน้าที่ในชุมชน

“ต้องให้เขาเข้าใจก่อนว่า สัตว์ก็เหมือนกับเราที่ต้องการการดูแล ภัยพิบัติสร้างความเสียหายแล้วก็มีผลกระทบกับสัตว์ด้วย เมื่อมีผลกับสัตว์ที่คุณพึ่งพิงเป็นแหล่งรายได้ ก็เท่ากับกระทบกับชีวิตคุณด้วย เรื่องพวกนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกันเยอะเหมือนกัน”

แม้จะยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่ถ้าให้มองแนวโน้มการเติบโตของงานด้านนี้ “เอม” เชื่อว่า งานด้านการช่วยเหลือสัตว์ในภัยพิบัติมีแต่จะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าให้ลำดับการทำงานขององค์กรในช่วงไม่ถึงครึ่งปีที่ผ่านมา เธอสามารถไล่เลียงเหตุภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องแทบไม่เว้นแต่ละเดือน

“ปลายปีที่แล้วมีน้ำท่วมหลายจังหวัด แล้วก็มีภูเขาไฟระเบิดที่อินโดนีเซีย ตามด้วยน้ำท่วมที่ประเทศเวียดนาม” ยังไม่รวมเหตุสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น และน้ำท่วมใน 10 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย ซึ่งล้วนอยู่ในขอบข่ายการทำงานขององค์กรพิทักษ์สัตว์เเห่งโลกทั้งสิ้น

“ก่อนจะมาทำงานที่นี่ ความรู้เรื่องภัยพิบัติแทบเป็นศูนย์ พอมาแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงกับหลายเรื่อง ทำให้ต้องใช้ความรู้ที่มี เพื่อมาประยุกต์กับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้ หลังทำงานมาปีกว่าๆ คิดว่างานนี้ยังต้องการคนช่วยอีกเยอะค่ะ” เอมกล่าวทิ้งท้าย

ชื่อ : สพ.ญ.องค์อร ประสานพานิช
การศึกษา :
2553 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยม)
2546 มัธยมปลายจาก Comanche High School รัฐ Oklahoma ประเทศสหรัฐอเมริกา
งาน : สัตวแพทย์ด้านการจัดการภัยพิบัติ WSPA Asia

องค์กรพิทักษ์สัตว์เเห่งโลก หรือ World Society for the Protection of Animals (WSPA) ทำงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ 4 ด้าน คือ: สัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนของมนุษย์, ป้องกันการตักตวงผลประโยชน์เชิงการค้าจากสัตว์ป่า, ยับยั้งการทำฟาร์มสัตว์แบบเข้มข้น การขนส่งระยะทางไกล และการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร รวมทั้งการดูแลสัตว์ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากภัยพิบัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.wspathailand.org

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net