วันที่ อังคาร กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวทีวิพากษ์นโยบายของรัฐฯ ...


‘คนลุ่มน้ำอีสาน’ เห็นพ้องทำข้อมูลพื้นที่ ดัน ‘โมเดลการจัดการน้ำทางเลือก
ฐากูร สรวงศ์สิริ - ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

เปิดเวทีวิพากษ์นโยบายจัดการน้ำของรัฐฯ นักวิชาการจวกคิดแบบแยกส่วน ละเลยความสัมพันธ์ของมนุษย์กับภูมินิเวศ ด้านชาวบ้านลุ่มน้ำร่วมระดมความคิดเสนอแนวทางการจัดการน้ำทางเลือก ผลักดันเป็นโมเดลเสนอรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2554 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.อุดรธานี ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน และนักวิชาการในแวดวงสถาบันอุดมศึกษาท้องถิ่น จัดเวทีวิชาการวิพากษ์นโยบายการจัดการน้ำและบทเรียนจากประสบการณ์ชุมชนอีสาน โดยเชิญชาวบ้านจากลุ่มน้ำโขงอีสาน ชี ห้วยหลวง หนองหาน ลำพะเนียง และแก่งละว้า จำนวนกว่า 300 คน ร่วมถอดบทเรียนและเสนอโมเดลการจัดการน้ำทางเลือกเสนอรัฐบาลใหม่
 
ช่วงแรก วิทยากรได้ผลัดเปลี่ยนกันอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์นโยบายของการจัดการลุ่มน้ำของรัฐบาล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้เข้าใจภาพรวมของนโยบาย แผนและโครงการการจัดการน้ำในอีสาน อาทิ การผันน้ำข้ามประเทศ น้ำงึม-ห้วยหลวง-ลำปาว การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำในภูมิภาค โครงการระบบเครือข่ายน้ำพื้นที่วิกฤต19 พื้นที่ และนิเวศอีสานกับการจัดการน้ำ เมื่อเข้าสู่ช่วงที่สอง มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างวิทยากรกับชาวบ้านจากพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆเกี่ยวกับประสบการณ์และปัญหาของแต่ละพื้นที่อย่างกว้างขวาง อีกทั้งมีการระดมความคิดเสนอแนวทางการจัดการน้ำทางเลือกร่วมกันเพื่อผลักดันโมเดลการจัดการน้ำเสนอรัฐบาลต่อไป


นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แลกเปลี่ยนในเวทีว่า การจัดการน้ำขนาดใหญ่ของรัฐนั้นได้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการพัฒนาที่เกินความจำเป็น คนชนบทอีสานไม่ได้ต้องการน้ำปริมาณมากๆ อย่างที่รัฐคิด น้ำที่มีอยู่มันก็เพียงพออยู่แล้ว ขณะเดียวกันกระบวนการจัดการน้ำของรัฐดังกล่าวยังมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ ขาดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในพื้นที่ ที่สำคัญคือการละเลยการมองในมิติความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน ภูมิปัญญา และภูมินิเวศเฉพาะของแต่ละพื้นที่
 
ฉะนั้น ทางออกของการจัดการน้ำที่จะสามารถสร้างความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้นั้น จึงต้องเปิดพื้นที่ให้กับการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในท้องถิ่น คืนอำนาจการตัดสินในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้กับชาวบ้าน เพื่อให้มีการจัดการน้ำในระดับย่อย กระจายตัวให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมินิเวศ และวิถีชีวิตของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่
 
ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในภาคอีสาน ลักษณะของการเกษตรจะต่างกับการเกษตรในภาคกลางโดยสิ้นเชิง ถ้าไปทำนาในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ในหนอง บึง ที่อยู่ในอีสาน เราพัฒนาได้เพียงบางที่ เพราะบางที่เราสูบน้ำในช่วงหน้าแล้ง เกลือก็ตามมา ผลกระทบก็คือว่า น้ำที่เข้าไปอยู่ในแปลงเกษตรจะทำให้ข้าวตาย อันนี้พิสูจน์ได้จากโครงการสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งดำเนินการโดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ที่เคยทำมาแล้ว หรือพอเป็นโครงการโขงชีมูลที่มีการสร้างเขื่อน เช่น เขื่อนราษีไศล และเขื่อนอื่นๆ จะมีเพียงบางเขื่อนเท่านั้นที่สามารถสูบน้ำได้จากน้ำมูล น้ำชี มาใช้ได้
 
“พฤติกรรมของการเกษตรในภาคอีสานเกือบจะทั้งหมดต้องทำนาโดยการใช้น้ำจากธรรมชาติ ไม่ใช่
น้ำในระบบชลประทาน”
นายหาญณรงค์กล่าว
 
ส่วนนายวิเชียร ศรีจันนนท์ แกนนำกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง กล่าวว่า อยากให้รัฐบาล
ยกเลิก หยุด หรือชะลอโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาการจัดการน้ำตาม
แนวทางของรัฐบาลได้สร้างผลกระทบทางลบมากกว่าประโยชน์ที่รัฐได้บอกกับชาวบ้านเอาไว้ ตัวอย่างที่ลำพะเนียงชัดเจนมาก ระบบนิเวศในลำพะเนียงเสื่อมโทรม
 
“ทรัพยากรที่มันเคยมีอยู่หลากหลาย ชาวบ้านสามารถไปเอามาเป็นอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เอาไป
ขายตลาดก็ทำไม่ได้แล้วเดี๋ยวนี้ ธรรมชาติมันเปลี่ยนแปลงไปหมด แล้วใครจะเข้ามารับผิดชอบให้
ชาวบ้าน ถ้าไม่ใช่พวกเรารับผิดชอบตัวเราเอง”
นายวิเชียรกล่าว
 
นายคงเดช เข็มนาค กรรมการกลุ่มชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูแก่งละว้า กล่าวในทำนองเดียวกันว่า
โครงการจัดการน้ำของรัฐที่ผ่านมา ได้สร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน มีการสร้างคันดินล้อมรอบแก่ง
เพื่อกักเก็บน้ำ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงแก่งละว้าได้ น้ำเอ่อล้นท่วมที่ดินทำกินของชาวบ้าน ดังนั้น
รัฐจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและเยียวยาจากนโยบายการจัดการน้ำของภาครัฐ
ที่ล้มเหลว
นายคงเดชกล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเวทีจะยุติลงทางวิทยากร และชาวบ้านจากพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ได้มีความเห็น
ร่วมกันว่า แต่ละพื้นที่ต้องกลับไปประมวลสถานการณ์และถอดบทเรียนของพื้นที่ตนเอง เพื่อจัดทำ
ข้อมูลระดับพื้นที่ที่ถูกต้อง ชัดเจน แล้วนำเสนอเป็นทางเลือกในการจัดการน้ำให้กับรัฐบาลต่อไป 
 
 ขอบคุณที่มา : ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net