วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

XV เรื่องที่ 3: ดูคนเคยแบ่งสี แบ่งชาติ... แล้วย้อนมาดูตัวเรา


Prologue อารัมภบท

XV เป็นคำอ้างถึง Rugby Football ตามจำนวนผู้เล่น 15 คน

สิ่งที่สะท้อนออกมาในสังคมรักบี้ดูจะเป็นวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องกีฬา

บางเรื่องน่าสนใจ ... โดยไม่ต้องเข้าใจและข้องแวะกับเกมและกฎกติกา

ในวาระของ

 2011 Rugby World Cup

จึงมี XV มาเล่า 3 ตอน

1. ที่มา XV: World in UNION กีฬาเจือวัฒนธรรม

2. (Royal) Wedding ที่ไม่เป็นข่าวของคนวงการรักบี้

 XV จะกลับมาตามวาระอันควร

…………………………………………………..

 

 

รักบี้มีอายุอ่อนเยาว์ในความเป็นกีฬาอาชีพ

แม้ว่า Rugby World Cup จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มการแข่งขันระดับสากลที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ 2011 Rugby World Cup นี้เป็นเพียงครั้งที่ 7 และจะย้อนกลับสู่ New Zealand ประเทศเจ้าภาพในการจัดครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2530

 

Rugby World Cup ที่ผ่านมา ไม่มีเบื้องหลังครั้งใดลึกซึ้งเท่าครั้งที่สาม พ.ศ. 2538 ที่ South Africa ชาติที่มีกวาง Springbok เป็นสัญลักษณ์ของทีม เรียกกันสั้นๆ แค่ Bok 

 

 

กีฬาฟุตบอลไปถึง South Africa ผ่านโรงเรียนคริสเตียนก่อนใครตั้งแต่ พ.ศ.2404 ไม่นานนัก Rugby rules ฟุตบอลที่เล่นตามกฎของโรงเรียนรักบี้ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเล่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ พอถึงยุคที่กองพันทหารบริทิชเข้าไปประจำการในเซาท์อัฟริการาวยี่สิบปีต่อมา รักบี้ก็กลายเป็นกีฬายอดนิยมไปแล้ว

 

ที่ประเทศต้นกำเนิดของรักบี้ ชาติในเกรทบริเทนและนอร์ทเทิร์นไอร์แลนด์รวมตัวกัน ริเริ่มธรรมเนียม The British Isles หรือ The British and Irish Lions (The Lions) เพื่อออกเดินสายไปเล่นกับเพื่อนสามประเทศขั้วโลกใต้ Australia, New Zealand และ South Africa 

 

เริ่มออกเดินทางครั้งแรกในพ.ศ. 2434 โดยมีจุดหมายที่ South Africa

 

การเยือนของ The Lions เป็นการแข่งระดับสากลครั้งแรกของ South Africa ที่มีผลดั่งการสร้างรากแก้วแข็งแรงให้กีฬารักบี้ ขนาดที่ว่าถัดมาสิบปีเศษ กลางศึก Boer War (1902) ต้องมีการพักรบเพื่อให้ Boers ได้เล่นรักบี้กับบริทิช

 

 

พวก Afrikaners หรือ Boers มีบทบาทสำคัญทางการเมืองของ South Africa อย่างยิ่ง

ใน South Africa ประชาชนสืบเชื้อสายมาจาก Africans และ Afrikaners

อัฟริกัน เป็นคนผิวดำที่สืบเชื้อสายมาจากคนเผ่าดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

อัฟริคาน เป็นคนขาวที่เข้าไปตั้งรกราก มีทั้ง ดัทช์ ฝรั่งเศสและเยอรมัน

 

ตั้งแต่ พ.ศ. 2195 พวก Dutch สำรวจเส้นทางไปถึง Cape of Good Hope ที่ปัจจุบันคือ Cape Town เริ่มต้นทำการค้าเกิดเป็น Dutch East India Company และนำหนึ่งภาษาถิ่น คือ Afrikaans ไปทิ้งไว้ด้วย คนผิวขาวที่สืบทอดและพูดภาษานี้เรียกว่า คนอัฟริคาน (Afrikaners) หรือ Boers (เกษตรกร) ภาษาอัฟริคาน ยังรับศัพท์ Portuguese ที่ไปถึง South Africa ก่อนใครมาผสมปนเปด้วย

 

พอถึงยุค Napoleonic Wars สงครามติดพันระหว่างฝรั่งเศสกับหลายชาติยุโรป เนเธอร์แลนด์ตกอยู่ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศส บริเวณ Cape Colony ที่ดัทช์อยู่กันจึงตกเป็นเป้าการยึดครองของบริเทน ที่ต้องการใช้เส้นทางเดินเรือบริเวณนั้น และไล่ราวีกับฝรั่งเศส ซึ่งอย่างหลังสำคัญกับบริเทนยิ่งกว่าการล่าอาณานิคม

 

เมื่อบริเทนมีชัยชนะในศึก Battle of Cape Town (1806) ก็ก้าวเข้าสู่การเข้าปกครอง South Africa โดยไม่สนใจเรื่องเกษตรกรรมตามลักษณะเด่นของภูมิประเทศอย่างพวกที่เข้าไปตั้งรกราก จึงตั้งมั่นอยู่ที่ Cape Town พวก Boers ที่ต้องการเลี่ยงการปกครองของ British ก็ย้ายขึ้นเขาไปรวมอยู่บริเวณที่เรียกว่า Boer Republics

British และ Boers ร่วมกันปกครอง South Africa แบบขาดๆ หายๆ และกระทบกระทั่งมาตลอดตั้งแต่บัดนั้น จนถึงยุคที่มีการพบเพชรและทอง บริเทนคงจะแพ้ความโลภและเกิดข้อขัดแย้งกันหนักขึ้น กลายเป็นชนวนของ Boer Wars ที่สุดท้ายบริเทนเป็นฝ่ายได้ชัยชนะใน พ.ศ. 2445

 

ช่วง พ.ศ.2474 – 2504 South Africa เป็นประเทศในเครือจักรภพ (Commonwealth Realms) มีคนขาวที่เป็น Anglo อยู่บ้าง แต่เหตุแห่งปัญหาใหญ่ของประเทศ คือ คนขาวอัฟริคาน คนส่วนน้อยของประเทศที่สร้างกฎเกณฑ์แบ่งแยกสีผิวของประชาชน (Apartheid) 

 

คนขาวอัฟริคาน ที่ตั้งรกรากทำมาหากิน มีจำนวนเพียงประมาณ 20% ของประชากรทั้งประเทศ แต่มีบทบาทในทางเศรษฐกิจและต้องการกดขี่คนส่วนใหญ่ที่เป็นผิวดำให้เป็นแค่ชนชั้นแรงงาน

 

เมื่อ Afrikaner National Party ของชนผิวขาวกลุ่มน้อยขึ้นมามีอำนาจใน พ.ศ. 2491 ก็ตั้งกฎเพื่อแบ่งแยกชุมชนของคนต่างผิวสี โดยให้อำนาจและอภิสิทธิ์แก่คนผิวขาวอัฟริคานเป็นหลัก การแบ่งแยกรุนแรง ลงรายละเอียดถึงทุกอย่างในชีวิตประจำวัน กระทั่งการแยกที่ยืน ที่คอยคิว ที่ซื้อของ การขึ้นรถบัส

 

การกำหนดนโยบายมีเป้าหมายที่จะควบคุมเศรษฐกิจและสังคมให้อยู่ภายใต้การปกครองของคนขาวอย่างเด็ดขาด เพื่อขยายวงของการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิวอย่างที่สุด

 

ถึงปีที่ South Africa ออกจาก Commonwealth สถานการณ์เลวลงเท่าไหร่ การต่อต้าน Apartheid ของ Nelson Mandela ก็เข้มข้นขึ้นพอกัน

 

 

Mandela เริ่มการต่อต้านอย่างสันติ แต่รัฐบาลตอบโต้อย่างรุนแรง จนต้องหลบลี้ลงใต้ดิน และมาถูกจับจากเบาะแสที่รัฐบาลได้จาก CIA ใน พ.ศ. 2505 ด้วยข้อกล่าวหาประเภทที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ได้รับโทษจำคุกเริ่มต้นที่ 5 ปี จนกลายเป็นตลอดชีวิต

Mandela ได้รับการปล่อยตัวใน พ.ศ. 2533 รวมเวลาที่ถูกจองจำ 27 ปี

 

หลังการปล่อยตัวของ Mandela และการปิดฉาก Apartheid สี่ปีถัดมา South Africa จึงมีการเลือกตั้ง คนนับล้านทุกสีผิวต้องเข้าคิวกันถึงสามวันเพื่อใช้สิทธิ์ออกเสียงที่มีเป็นครั้งแรกอย่างเสมอภาค พรรค African National Congress ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล Nelson Mandela ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายอัฟริกันคนแรกของประเทศ

 

 

แล้ว South Africa ก็สมัครใจขอกลับเข้ามาเป็นสมาชิก Commonwealth อีกครั้ง   

การเป็นอาณานิคมไม่ใช่เรื่องเลวทุกกรณี หากรู้จักหยิบฉวยสิ่งที่ดีมาเป็นแบบในการพัฒนาประเทศ การไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครแล้วมักง่ายรับเอาแต่วัฒนธรรมที่ ‘ไม่ใช่’ และทำลายสิ่งดีงามในชาติกลับน่ากลัวกว่ามากนัก

 

เป็นการยากที่จะแยกเรื่องรักบี้ในเซาท์อัฟริกาออกจาก Apartheid (อะพาไธด์)

 

ช่วงการเหยียดผิว Rugby Union แยกเป็นหลายส่วนและห้ามสุงสิงกัน โดยแบ่งตามสีผิวของผู้เล่น ทั้งขาว ดำ และ Coloured สีผสมที่เกิดจากพ่อแม่ต่างผิว (แม้มีกฎห้ามการแต่งงานกัน) หรือชาติอื่น

 

คนอัฟริคาน มองรักบี้เป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ เพราะเกลียดบริทิช – ผู้ให้กำเนิดกีฬา คนอัฟริกันผิวดำไม่ได้เกลียดรักบี้ แต่เกลียด Springbok ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนอัฟริคาน ตัวแทนของ Apartheid 

 

คนอัฟริกันผิวดำเป็นมิตรกับ The Lions ที่ทำกิจกรรมตามหลัก Good Christian values ร่วมกับคนท้องถิ่นและให้เกียรติเล่นรักบี้ด้วยกันเสมอ ที่สำคัญ ‘ผิวขาว’ของทีม The Lions สามารถเอาชนะ ‘ผิวขาวอัฟริคาน’ ได้

เป็นข้อพิสูจน์ให้ส่วนลึกของจิตใจรู้ว่า ‘อัฟริคาน’ไม่ได้แน่เสมอไป

 

‘All of the whites are cheering Springbok. All of the blacks are cheering England.’ – Nelson Mandela

 

เมื่อคนอัฟริกันผิวดำรังเกียจทุกอย่างของ Springbok และเชียร์ทีมขาวอย่าง The Lions ขาดใจ Mandela จึงมองรักบี้เป็นกีฬาที่จะรวมใจคนและสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ ที่ต่างสีผิว และมี 11 ภาษาพูดต่างกัน หากคนในชาติรู้จักรวมใจ ส่งพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวในรักบี้ได้ ย่อมสมานรอยร้าวในอดีตได้บ้าง

 

 

หนึ่งปีหลังจากมีประธานาธิบดีเป็นอัฟริกัน Rugby World Cup เวียนมาอีกครั้ง เมื่อประเทศจบภาวะ Apartheid แล้ว South Africa จึงมีโอกาสเป็นเจ้าภาพ ให้การแข่งขันนี้เป็นเดิมพันการรวมชาติที่ยิ่งใหญ่ของ Mandela

 

ขณะที่อัฟริกันผิวดำต้องการโละ Springbok สัญลักษณ์ของอัฟริคานทิ้ง Mandela เอาประสบการณ์จองจำ 27 ปี ที่ผู้คุมขังเป็นอัฟริคานทั้งสิ้นมาเตือนสติว่า การรู้เขา รู้เรานั้นสำคัญกับชัยชนะที่แท้จริงและยั่งยืนอย่างไร

 

‘I studied them, learned their language, read their books, poetry.

I have to know my enemy before I could have prevailed against them.

Our enemy is no longer the Afrikaners. They are our fellow South Africans, our partners in a democracy. And they treasure Springbok rugby. If we take that away, we’ll lose them.’ – Nelson Mandela 

 

การได้สิทธิ์ในตัวตนเองกลับคืนมาเป็นสิ่งมีค่าที่สุด หากทุกคนต้องอยู่ร่วมกันในชาติเดียวกัน การไล่ล้างทิ้งทุกสิ่งของอัฟริคาน ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการทำลายคนร่วมชาติกันเอง

 

 ‘We proved that we are what they feared that we would be. We have to be better than that. We have to surprise them with the compassion.’ – Nelson Mandela  

 

แล้ว Mandela ก็เอา Springbok มาเป็นเครื่องหมายในการรวมชาติกันอีกครั้ง ผ่านรักบี้ 

 

 

การใส่เสื้อ Springbok ของ Mandela จึงเป็นการบอกอัฟริคานว่า คนผิวดำทุกคนก็มีสิทธิ์เป็น Bok และชี้ให้อัฟริกันผิวดำเห็นว่า Bok ไม่ใช่ของคนผิวขาวแต่ผู้เดียว

 

Mandela จับเอาตัว Francois Pienaar ซึ่งเป็นอัฟริคานและกัปตัน Springbok มาเป็นกระบอกเสียง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งทีมนำมาซึ่งชัยชนะ

 

ชัยชนะที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ชาติทั้งมวล

 

Pienaar พบกับ Mandela อย่างกระอักกระอ่วนใจ ด้วยพื้นฐานความต่างของเชื้อชาติ แต่ความลุ่มลึกทางความคิดของ ‘Madiba’ คำเรียก Mandela ตามชื่อเผ่า Xhosa ที่แสดงการให้เกียรติอย่างสูง ทำให้ ฟร็องซัวร์ พีนาร์ต้องยอมจำนน

 

 ‘รักบี้’ จึงได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ในการสมานอดีตที่ร้าวฉานของการแบ่งแยก เหยียดผิวใน South Africa  

 

ภาพสายการบินแห่งชาติ SAA ที่ลดระดับมาส่งแรงใจให้ Bok ประธานาธิบดี Mandela กับเสื้อ Springbok เบอร์ 6 ... ส่วนหนึ่งของพลังขับที่ทำให้ Springbok ครองแชมป์โลกได้สำเร็จ เทียบไม่ได้กับความกึกก้องของการเปล่งเสียงร่วมกันร้องเพลงชาติที่เคยเป็นเพลง Anti-Apartheid ที่เสียบแทงคนอัฟริคาน และใช้ร้องตอน Mandela เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

 

Pienaar ในเสื้อเบอร์ 6 ไม่เคยคิดจะร้องเพลงชาติที่มีถึงห้าภาษานั้น แต่สิ่งที่ได้ยินบอกให้รู้สึกได้อย่างเดียว ถึงเสียงคนจำนวนนับล้านรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อสนับสนุน South Africa

 

 

  Springbok ในวันนี้ มีผู้เล่นคละสีผิวและไม่ใช่ทีมของอัฟริคานเพียงผู้เดียวอีกต่อไป การรวมใจของคนในชาติส่งให้สีผิวที่แตกต่างรวมกันงดงามเป็น Rainbow Nation และให้ Springbok นำ Web Ellis Cup กลับไปอวด Mandela อีกครั้ง จากชัยชนะ 2007 Rugby World Cup ครั้งล่าสุดที่ฝรั่งเศส

 

เมื่อความแตกแยกทางความคิดเรื่องการเมืองและการปกครอง ไม่ใช่ของใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองโลก การแบ่งสีที่มีบทเรียนให้ศึกษาร่วมกับวาทะลึกซึ้งของ Nelson Mandela จึงน่าจะเป็นข้อคิดให้คนในสังคมที่กำลังแตกแยกตระหนักก่อนที่จะสายเกินไป

 

 

 

Epilogue ส่งท้าย

ชวนดู Invictus

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของ South Africa ผสม 1995 Rugby World Cup

Clint Eastwood กำกับและบันทึกไว้ให้เข้าใจง่าย มีข้อเท็จจริง

ภาพยนตร์ Invictus ดูสนุกมากเมื่อรู้ที่มา

ความประณีตในการสร้าง รายละเอียดบุคลิกผู้แสดงตามทีมชาติจริง

ฉากการแข่งขันที่ต้องเล่นจริง ที่แฟนกีฬารักบี้ยังจำได้

2011 Rugby World Cup, New Zealand

9 กันยายน นี้

Reference:

SA National Anthem: Nkosi Sikelel iÁfrika, God Bless Africa 

– forever associated with Nelson Mandela and the other prisoners on Robben Island. (upload by MariusSoma)

nelsonmandela.org

BBC: South Africa 

rugbyfootballhistory: south africa

Froncois Pienaar พูดถึง Mandela

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net