วันที่ ศุกร์ กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหตุเกิดจากอาการ “คันหู” ของ “จ๊ะ วงเทอร์โบ” เสียใจด้วยนะ วู๊ดดี้


เหตุเกิดจากอาการ “คันหู” ของ “จ๊ะ วงเทอร์โบ” เสียใจด้วยนะ วู๊ดดี้

 และแล้ว เรื่องราวของ “คันหู” ก็ไม่อาจจะอัดอั้นไว้แค่ในสื่อใต้ดิน ที่รู้จักกันทั่วไป แต่ก็มาดังกระหึ่มเข้าไปอีก เมื่อรายการ “วู๊ดดี้ เกิดมาคุย” เชิญเธอ “จ๊ะ เทอร์โบ” ไปออกรายการ 

 หลาย ๆ ท่านก่อนหน้านี้ที่ยังไม่รู้จักเธอ คงจะงงเป็นอันมาก ว่าเธอคือใคร

 เธอก็คือผู้ร้องเพลง “คันหู” ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นตั้งแต่ปี 2543 หรือเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา ผู้แต่งเพลงนี้คือ ราตรี อิ่มสำราญ (เสียชีวิตไปแล้ว) ตอนนั้นยังอยู่ที่ค่ายเพลงโฟเอส เพลงคันหู ต้นฉบับขับร้องโดย หลิว วาริสสรา ค่ายทอบไลน์ไดมอน (อยู่ในอัลบั้ม กล้า ๆ กลัว ๆ ของเธอเอง) ลิขสิทธิ์คำร้อง-ทำนองเพลงนี้เป็นของคุณมานิตย์ สีเลี้ยง  

 เพลงนี้ดังขึ้นมาอีกครั้ง จากการนำมาร้องโดย จ๊ะ แห่งวงเทอร์โบ ซึ่งเป็นวงภูธร รับเล่นตามงานต่าง ๆ เมื่อเพลงดังขึ้นมา หลาย ๆ อย่างก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยนักร้องต้นฉบับ อย่าง หวิว วาริสสรา ก็ออกมาให้ข่าวว่าแต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะสื่อความหมายแบบนี้

 เพลงนี้ดังจากการที่มีคนนำเอาบันทึกการแสดงของ จ๊ะ เทอร์โบ ไปลงใน Youtube จนมีคนเข้าไปดูไปชมกันอย่างล้นหลาม แต่บางท่านเห็นว่า สื่อแสดงออกของเวอร์ชั่น น้องจ๊ะ นั้นไม่เหมาะสม เพราะมีท่าทางไปเกาของลับ และหากฟังกันดี ๆ จะมีคำตอบว่า “คันหู” มีคำผวนประกอบด้วย เมื่อฟังแล้วยิ่งไปกันใหญ่ 

 จะว่าไปก็ไม่แปลกที่การแสดงนั้น ไม่ได้เป็นการแสดงเพื่อออกสื่อสาธารณะ แต่เป็นการแสดงเฉพาะงาน เฉพาะกลุ่ม การที่มีคนนำไปลงในสื่อออนไลน์นั้น ทำให้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นพื้นบ้านภูธรนั้น มักจะพูดกันง่าย ๆ และถือเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับเรื่องแบบนี้ แต่ในทางกลับกัน สังคมส่วนใหญ่กลับมองว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่เหมาะสม ความจริงแล้ว สังคมไหน ๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องนี้เป็นแน่ เพียงแต่เราจะยอมรับมันได้อย่างไร หรือเราจะบอกลูกหลานของเราอย่างไร ว่าเป็นสิ่งที่ควร เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ ต้องทำตัวอย่างไร

 สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก ไม่ยอมรับในสิ่งที่เป็น ไม่เห็นความจริงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ ยกตัวอย่าง

- ห้ามเล่นหวยใต้ดิน แต่ความจริง ร้อยทั้งร้อยทุกคนรู้ว่ามีการเล่น แถมยังมีการใบ้หวย ซื้อขายกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่สังคมกลับไม่ยอมรับ และไม่เปิดทางให้ เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่อยากส่งเสริม แต่แก้ปัญหาไม่ได้ แต่ประเทศที่เจริญแล้ว อย่างญี่ปุ่น เขาถือว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หวย 4 ตัว 3 ตัว และ 2 ตัว ออกทุก จันทร์ – พุธ – ศุกร์ สามารถซื้อผ่านเครื่องอัตโนมัติได้เลย เรียกหวยพวกนี้ว่า นัมเบอร์ (ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า “นัมบา” ) สำหรับ ล๊อตเตอรี่มีวางขายต่างหาก

กลับมาเรื่อง “คันหู” กลายเป็นโจทย์ใหม่ของสังคมไทยในยุคโลกาภิวัติน์ ว่าเราจะมีวิธีในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงของสื่อภายใต้ความเป็นไปของโลกยุคเทคโนโลยีนี้ได้อย่างไร เดี๋ยวนี้ข่าวอะไรแค่ชั่วข้ามคืนก็ถึงมือคนนับแสนนับล้าน แพร่กระจายกันไวยิ่งกว่าเชื้อโรค และไม่อาจสะกัดกั้นได้อย่างเด็ดขาด แม้จะมีกฎหมายของการห้ามกระทำการใด ๆ แต่หากจะจับกันให้หมด ก็คงไม่ไหว

ถ้าถามผมว่าคิดอย่างไรกับ “คันหู” ผมมองว่า ในเวอร์ชั่นนี้ เป็นกิจกรรมการแสดงสำหรับ “เฉพาะกลุ่ม” ไม่แปลกอะไร เหมือนกับเราไปเที่ยว ผับ-บาร์ มันก็มีการแสดงแบบนี้ แล้วคนบางกลุ่มก็อยากดูแบบนี้บ้าง ก็ห้ามเขาไม่ได้

การที่รายการนี้ เอาเธอมาออกรายการ เหมือนจะเป็นการตอบคำถามให้กับสังคม ว่าทำไมเธอทำอย่างนี้ คลิปเพลง “คันหู” ที่มีคนดูถึงกว่า 10 ล้านครั้ง นั่นแสดงว่า มีคนชอบ ถ้าไม่ชอบ ไม่ต้องดู เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นของกระแสสังคมที่ดูเหมือนว่า น้อง จ๊ะ ได้คะแนนสงสารไปเต็ม ๆ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะ ใน 10 ล้านกว่าคนนั้น ก็เป็นคนบ้าน ๆ เหมือนอย่างเธอ ไม่ต้องทำตัวไฮโซ เที่ยวเทค เที่ยวบาร์ มารยาสารไถ เอาจริง ๆ ก็เป็นคนเหมือนกัน  สังคมเลยกลายเป็นวัฒนธรรมที่เหยียดหยามกัน ตามระดับของความมีเงิน

ท้ายที่สุดคนเราก็ต้องกลับมาคิดนึกถึงตัวเองให้ดีว่า เราเองก็ไม่ได้ดีเด่นต่างกันมากเท่าไหร่ ตายไปก็เน่าเปื่อยเผาทิ้งเป็นผุยผงกันหมด กรรมของมนุษย์คงจะสิ้นสุดยุคครองโลกไปสักวัน แต่ช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะทำอย่างไรให้ดีที่สุด บางสิ่งบางอย่างเราคิดว่าไม่ใช่ ไม่เหมาะสม แต่เราก็ต้องเข้าใจ ถ้าไม่ชอบ ไม่ใช่สำหรับตัวเรา ก็เพียงแต่อย่าได้นำตัวเองไปเกี่ยวข้อง หรือไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้สิ่งไม่ดีนั้น ๆ ให้กระจายออกไป

พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงควรอยู่ด้วยความเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และไม่ประมาทด้วยประการทั้งปวง

อย่างน้อยเราก็จะได้เห็น “คันหู” อีก 2 เวอร์ชั่นในนามของ ทอบไลน์ไดมอน และ โฟเอส หากจะด่าจะว่าใครก็คงจะต้องเป็นด้วยกันทั้งหมดของสังคมไทยนี่แหละครับ คนทำ คนร้อง คนฟัง คนโพสต์ คนกด “ถูกใจ” นี่แหละครับที่เราควรเข้าใจว่า สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว สมัยก่อน มีเพลงใหม่ ต้องบังคับเปิดกัน โปรโมทกันเข้าไป แต่สมัยนี้ เพลงมันดังด้วยตัวของมันเอง เช่นเพลง ลำไย เพลง มอเตอร์ไซค์ฮ่าง เป็นต้น และเรื่องบางเรื่องก็สามารถทำให้มันดังขึ้นมาได้เช่นกัน ทั้ง ๆ ที่แทบจะหาสาระอะไรไม่ได้เลย

สังคมไทยจะจัดการเรื่องแบบนี้อย่างไรครับ