วันที่ อังคาร กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Pura Taman วัดหลวงของอูบุด


Pura Taman วัดหลวงของอูบุด

จากสี่แยก จาลัน รายา อูบุด ตัดกับ Monkey Forest Road และที่ทางแยกด้านหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ ปูรี ซาเร็น อากุง ที่บัญชาการปกครองอูบุดตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1800 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารในปัจจุบัน เป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่หลังจากแผ่นดินไหวรุนแรงในปี 1917

จากทางเข้า เป็นทางเดินตรงกลางผ่านสระบัวที่ขนาบทางเดินทั้งสองข้าง ... สุดทางเดินตรงกลางมีรูปปั้นแบบบาหลีหน้าตาน่ากลัว

ถัดไปเป็นลานยกชั้นเป็นเวทีแสดงนาฏศิลป์ ซึ่งการแสดงจะมีขึ้นในตอนย่ำค่ำ เช่นเดียวกับที่พระราชวังอูบุด (จะนำทุกท่านไปชมในวันหลังค่ะ)

ด้านหนึ่งเป็นพื้นที่ของร้านอาหาร ซึ่งผู้มาชมการแสดงส่วนใหญ่จะทานอาหารเย็นกันที่นี่ ก่อนจะย้ายเข้าไปชมการแสดงด้านใน

ถัดจากเวทีการแสดงเป็นที่ตั้งของ Pura Taman ...

การเข้าไปเที่ยววัดในบาหลี ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าเข้าชม และเมื่อยามไปวัด ชาวบาหลีค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องของเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม รวมถึงมีกฎกติกามารยาทที่ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของคนท้องถิ่น คือผู้หญิงต้องนุ่งโสร่งกรอมเท้า ผู้ชายต้องสวมกางเกงขายาว และทุกคนจะต้องมีผ้าคาดเอว ที่เรียกว่า อุมปัล แบบพื้นบ้านพันรอบเอว แต่ถ้าใครไม่ได้เตรียมผ้าไว้ คนเฝ้าวัดจะมีให้ยืม โดยอาจจะต้องมีการบริจาคเงินเล็กๆน้อยๆให้กับวัด

นอกจากนั้นยังห้ามไม่ให้ผู้หญิงที่มีประจำเดือน หรือผู้ที่มีบาดแผลเลือดออกเข้าวัดเป็นอันขาด เพราะชาวบาหลีเชื่อกันว่าพื้นดินภายในบริเวณวัดมีความศักดิ์สิทธิ์ โลหิตจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรต่อเขตศักดิ์สิทธิ์ …

นอกจากนั้น หากต้องการถ่ายภาพในงานพิธีของวัด ไม่ให้ใช้แฟลช อย่ายืนตรงหน้านักบวช หรือเดินตัดหน้าผู้มาสวดมนต์หรือสักการะ ไม่ควรยืนขณะที่ผู้อื่นกำลังสวดมนต์ ควรถอยไปด้านหลังรอจนเสร็จพิธี และไม่ควรให้ศรีษะอยู่สูงกว่าศรีษะของนักบวช

เนื่องจากในบทความชุดนี้ จะมีเรื่องและภาพของวัดในบาหลีค่อนข้างมาก ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจในเชิงลึกมากขึ้น จึงขออธิบายเรื่องของวัดเสียก่อนในบทความนี้ ก่อนที่จะจะเดินดูในบริเวณต่างๆของวัดแต่ละแห่งในบทความตอนต่อๆไป

วัดในศาสนาฮินดูที่มิได้อยู่ในครอบครองของครอบครัวใด เรียกว่า ปูรา หมายความถึง ป้อม วัง หรือเมือง … แต่ก็ยังมีผู้เชื่อว่า คำว่า ปูรา มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า “ที่ว่างระหว่างกำแพง” จึงมักจะเห็นปูราแต่ละแห่งล้วนมีกำแพงล้อมรอบ ..

โดยปกติในหมู่บ้านหนึ่งๆ จะมีวัดหลักๆ 3 วัด คือ กะห์ยางัน ตีกา มีปูรา ปูเซะห์ (Pura Puseh) หรือวัดแห่งการเกิด อุทิศต่อพระพรหม ผู้สร้าง … ปูรา ดซา-บาเล อากุง (Pura Desa)คือวัดประจำหมู่บ้านและศาลาประชาคม สำหรับพระวิษณุ ผู้คุ้มครองชีวิต … ปูรา ดาเล็ม (Pura Daem) คือ วัดของผู้มรณะ ซี่งมักตั้งอยู่ใกล้สุสาน ถวายต่อพระศิวะและพระมเหสีทุรคา ซึ่งเป็นเทพแห่งความตายและการเกิดใหม่

วัดในบาหลีสร้างขึ้นตามมิติของจักรวาล ด้าน กาจา (ภูเขา) และ กางิน (ตะวันออก นั้นถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด) มักสร้างให้มีขั้นบันไดขึ้นไป และหากเป็นที่ราบก็จะยกระดับลานชั้นในให้เหมือนเป็นที่สูง…

ก่อนศตวรรษที่ 14 วัดพุทธและฮินดูโบราณในชวา จะสร้างจากก้อนหินแกรนิตที่ทนต่อสภาพอากาศและแผ่นดินไหว แต่วัดบาหลีส่วนใหญ่จะสร้างด้วยอิฐ ไม้ และมุงหลังคาด้วยแฝก ซึ่งต้องเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 20 ปี หรือกว่านั้นเล็กน้อย ทำให้ต้องซ่อมแซมบ่อยๆ จะละเลยก็ไม่ได้ ด้วยเป็นที่ประทับของทวยเทพ ในช่วงเวลาที่มีพิธีการจะต้องดูดีเสมอ

ศาสนาเป็นจิตวิญญาณของชาวบาหลี จึงมีการทุ่มเทด้านศิลปะมากมายไปเพื่อวัดวาอาราม … ดังจะเห็นได้จากรูปสลักของวัดที่ทำจาก ปารัส หรือดินเหนียวอัดก้อนผสมเถ้าภูเขาไฟ รูปสลักเหล่านี้มีลวดลายละเอียดสามมิติ จึงให้ความรู้สึกคล้ายกับว่า รูปสลักกำลังจะกระโจนออกมาจากแผ่นหินยังไงยังงั้นค่ะ

ปกติ ปูรา จะถูกผสานรูปแบบและประโยชน์ใช้สอยให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จาก ศาลาโปร่ง และประตูสลักสูงใหญ่ … ลานวัดชั้นนอก จะเป็นที่โล่ง … วันตีลัน เป็นศาลาใหญ่ไม่มีผนังใช้จัดการแสดง … ที่มุมกำแพงชั้นนอกอาจสร้างเป็นหอคอย ซึ่งมีท่อนไม้กลวงแขวนไว้ตีสัญญาณการมาถึงและการจากไปของเทพเจ้า

เมื่อจะเข้าวัดต้องเดินผ่านประตูผ่าซึก ที่เรียกว่า จันดี เบินตาร์ ที่ดูเหมือนรูปสามเหลี่ยมสูงที่ถูกผ่าครึ่งแล้วแยกเป็นสองส่วน ซึ่งเชื่อว่าอาจจะมีความสัมพันธ์กับอนุสรณ์สถานของกษัตริย์ ซี่งพัฒนามาจากการบูชาบรรพชนในยุคก่อน … นอกจากนี้ จันดี เบินตาร์ ยังอาจเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งองค์ประกอบของโลก เป็นครึ่งของบุรุษและสตรี รวมถึงเป็นสัญลักษณ์การเปิดประตูจากโลกแห่งวัตถภุ สู่ภพแห่งจิตวิญญาณภายในวัด

ลายชั้นกลางที่ล้อมรอบด้วยกำแพง แต่เปิดโล่งสู่ท้องฟ้า จะมีสิ่งก่อสร้างมากขึ้น มีพื้นที่สำหรับวงกาเมลัน มีอาคารสำหรับเตรียมเครื่องบูชาและการแสดงหุ่นเงา

ลานชั้นใน .. มีซุ้มทางเข้าที่มีขั้นบันไดทั้ง 2 ข้าง เหนือช่องประตูเป็นพระพักตร์และพระหัตถ์ของ เทพโบมา ที่หลายคนคงคิดว่าน่ากลัว แต่นี่เป็นสัญลักษณ์ของการไม่สามารถให้กำเนิดโอรสของพระวิษณุและพระนางอีบู เปรตีวี (พระแม่ธรณี) … โบมาทรงปราบมาร เช่นเดียวกับอสูรกายหินที่เฝ้าทั้ง 2 ด้านของประตูที่มีที่บูชาเล็กๆอยู่ข้างๆสำหรับวางเครื่องสักการะ

ภายในลานชั้นใน ยังมีแท่นบูชา เรียงเป็นแถวตามแนวภูเขา-ทิศตะวันออก แท่นบูชาส่วนใหญ่จะเป็นช่องไม้ทึบเล็กๆบนฐ่านอิฐและหินที่ก่อสูงขึ้น มีหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแฝก หรือใยตาล … แต่ที่สำคัญที่สุดและโดดเด่นที่สุด คือ หอเมรุ หรือหอบูชา อันเปรียบดังเขาพระสุเมรุในจักรวาล หลังคามุงใยพืชนี้หากมีหลายชั้นจะเป็นเลขคี่เสมอ ตั้งแต่ 3-11 ชั้น ยิ่งเป็นเมรุของเทพที่สำคัญๆจะยิ่งมีชั้นมากขึ้น

บริเวณศาสนพิธีของบาหลีจะไม่มีหอสวด แต่จัดอาสนะไว้บนพื้นเพื่อสวดหน้าแท่นบูชา ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกแค่ไหน หรือในยามทิวาหรือราตรี …

วัดในบาหลีมีศาสนวัตถุโบราณ แต่จะไม่มีการนำออกมาบ่อยๆ จะนำออกมาใช้ในงานพิธีเท่านั้น โดยเชื่อว่าทวยเทพจะมาสถิตยังแท่นบูชาและในวัตถุเหล่านั้นในพิธีโอดาลัน … วัดในบาหลีจึงแทบจะไม่มีรูปเคารพของเทพเจ้า ยกเว้นรูปสลักหินขนาดใหญ่เท่านั้น

แท่นบูชาที่สำคัญที่สุดของวัด คือ บัลลังก์ดอกบัว ของอัครเทพ ซังห์ยัง วีดี วาซา ที่จะตั้งอยู่ในมุมแนวของภูเขา-ทิศตะวันออก อันเป็นตำแหน่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในลานชั้นใน … แท่นจะมีลักษณะเป็นที่นั่งหินสูงที่สื่อถึงจักรภพ ฐานเป็นตัวเต่า บดาวัง นาลา แห่งโลกบาดาลของจักรวาล ร้อยรัดด้วยงู 2 ตัว คือ บาซูกีและอานันตาโบ รวมเป็นฐานของจักภพ … ชั้นที่ลดหลั่นเปรียบดังสวรรค์ชั้นต่างๆ และบนสุดเป็นบัลลังก์เปิด

ในงานเทศกาลต่างๆ จะมีการประดับประดาบริเวณวัด และแท่นบูชาด้วยมาลี มาลา และภูษาอาภรณ์อย่างเหมาะสม

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net