วันที่ อังคาร กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มหากาพย์โรงไฟฟ้า : จิ๊กซอว์ เซาธ์เทิร์น ซีบอร์ด


มหากาพย์โรงไฟฟ้า: จากบ่อนอก-บ้านกรูดถึงทับสะแก รัฐเร่งต่อจิ๊กซอว์ เซาธ์เทิร์น ซีบอร์ด

จากบ่อนอก-บ้านกรูด ถึงโรงไฟฟ้าทับสะแก ประจวบฯ ความขัดแย้งยังต่อเนื่อง จับตา กฟผ. รับข้อเสนอชาวบ้านหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลเตรียมผลักดันอุตสาหกรรมลงใต้เต็มที่ สานฝันจิ๊กซอว์อภิโปรเจกต์เซาธ์เทิร์น ซีบอร์ด
 
นับตั้งแต่ปี 2537 ที่บริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัดและ บริษัท ยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ในฐานะ ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ(Independent Power Producer: IPP) ได้เซ็นสัญญาขายไฟฟ้าแก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)โดยเสนอว่าจะก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าขนาด 734 เมกกะวัตต์ และขนาด 1,400 เมกกะวัตต์ ตามลำดับ โดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน กลายเป็นจุดตั้งต้นของมหากาพย์การต่อสู้ระหว่างรัฐ-ทุนกับชาวบ้านบ้านกรูด-บ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์พร้อมกับการสังเวยชีวิต เจริญ วัดอักษร แกนนำชาวบ้านบ่อนอก

-1-
ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าใน 2 พื้นที่ถูกยกเลิก มองจากมุมของชาวบ้านอาจถือเป็นชัยชนะ แต่ก็มองได้เช่นกันว่าเป็นชัยชนะชั่วครั้งชั่วคราว เพราะแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจนับตั้งแต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เป็นผู้อนุมัติให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำแผนพัฒนาภาคใต้หรือเซาเธิร์น ซีบอร์ด ตลอดจนรัฐบาลหลังจากนั้นทุกชุดต่างมองพื้นที่ภาคใต้เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่

ประจวบคีรีขันธ์โดยทางการแล้วถือว่าอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง แต่มองในมุมยุทธศาสตร์การพัฒนาถือว่าเป็นเนื้อเดียวกันกับแผนเซาเธิร์น ซีบอร์ด ปี 2539 จึงเป็นอีกครั้งที่ สศช. ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันตก โดยวางยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประจวบฯ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบตะวันตกตอนล่างถูกกำหนดเป็นเขตอุตสาหกรรมเหล็กสมบูรณ์แบบและอุตสาหกรรมเหล็กต่อเนื่อง เนื่องจากในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้มีการลงทุนของภาคเอกชนในการริเริ่มพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและอุตสาหกรรมเหล็ก (สหวิริยา) พร้อมทั้งระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นไว้แล้ว

โรงไฟฟ้าถ่านหินผ่านไปไม่ทันไร คณะรัฐมนตรียุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้มีมติเห็นชอบเมื่อเดือนมกราคม 2548 เห็นชอบนโยบายส่งเสริมส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตเหล็กขั้นต้นของเครือสหวิริยาที่ประจวบคีรีขันธ์และชุมพร ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรมอำเภอบางสะพานจึงกลายพื้นที่ความขัดแย้งอีกครั้งของชาวประจวบคีรีขันธ์กับรัฐ-ทุน

การคัดค้านโรงถลุงเหล็กต้นน้ำของสหวิริยาโดยชาวบ้านแม่รำพึงยื้อยุดกัน จนกระทั่งโรงถลุงเหล็กต้องถอนตัวออกไป ทั้งจากการทับซ้อนพื้นที่ชุ่มน้ำและความไม่ชอบมาพากลในการซื้อที่ดินที่ถูกชาวบ้านเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ชาวแม่รำพึงมิได้นอนใจว่าทุกอย่างจบลงแล้ว เพราะแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำและความพยายามของสหวิริยายังไม่ได้หายไปไหน

-2-
สถานการณ์ล่าสุดในชั่วโมงนี้คือ การคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน4,000 เมกะวัตต์ ในพื้นที่อำเภอทับสะแก เป็นสถานการณ์ร้อนที่ค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิ

หากย้อนดูเส้นทางของโรงไฟฟ้าทับสะแก ต้องกล่าวว่าเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับโรงไฟฟ้าบ่อนอก-บ้านกรูด โดยในปี 2538 กฟผ. ทำการกว้านซื้อที่ดินในตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก 4,142 ไร่ เป็นวงเงินสูงถึง 2,000 ล้านบาท ซึ่งภายหลัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจพบการทุจริตของเจ้าหน้าที่ กฟผ. จำนวน 17 คน มูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท

แต่ ณ ห้วงยามนั้น กระแสการคัดค้านอย่างหนักของชาวบ่อนอก-บ้านกรูด เป็นเหตุให้โรงไฟฟ้าทับสะแกถูกเลื่อนออกไป กระโดดมาปี 2549 โรงไฟฟ้าทับสะแกก็ถูกชุบชีวิตขึ้นอีกครั้งจากคำประกาศเป้าหมายให้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ลักษณะเฉพาะสำคัญประการหนึ่งของภาคประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์คือการเกาะกลุ่ม เชื่อมโยงประสานเครือข่ายอย่างเหนียวแน่นเกือบทั้งจังหวัด ผ่านการสั่งสมประสบการณ์การต่อสู้อย่างยาวนาน ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวและในด้านข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ กฟผ. จะผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้ได้ตามเป้าหมาย

13 กันยายน 2553 กฟผ. ส่งหนังสือถึง สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก

‘ปัจจุบัน กฟผ. รับทราบความต้องการของชุมชนมาโดยตลอด จึงได้เลื่อนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ทับสะแกออกไปโดยไม่มีกำหนด

‘แต่เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว กฟผ. จึงมีแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าบนพื้นที่ทับสะแก โดยกำหนดจะก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 5 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อสนองนโยบายภาครัฐในการนำพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้า...’

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับสร้างความคลางแคลงใจแก่กลุ่มอนุรักษ์เพราะมองว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งของ กฟผ. จากการเปิดเผยของ กรณ์อุมา พงษ์น้อย กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก พบว่า ในช่วงที่มีการผลักดันโรงไฟฟ้าบ่อนอน ก็มีแนวคิดนี้เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลพบว่า พื้นที่ที่ กฟผ. จะใช้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 5 เมกะวัตต์ มีเนื้อที่ประมาณ 250 ไร่ จึงเกิดคำถามจากชาวบ้านว่า อีก 3,000 กว่าไร่จะนำไปทำอะไร อีกทั้งพื้นที่ 250 ไร่อยู่ในส่วนที่ห่างจากชายฝั่งที่สุด ข้อสันนิษฐานของชาวบ้านก็คือ กฟผ. ต้องการเก็บพื้นที่ใกล้ชายฝั่งไว้สำหรับก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ริมหาดสำหรับลำเลียงถ่านหินและใช้น้ำในการหล่อเย็นด้าน กฟผ. เองก็ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนแก่ชาวบ้านว่าจะนำพื้นที่ส่วนที่เหลือใช้ประโยชน์ในด้านใด

-3-
จากการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ผุดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ เกิดคำถามว่า ถ้าไม่ยอมให้สร้างโรงไฟฟ้า แล้วจะนำไฟฟ้าจากไหนมาใช้ ผู้คัดค้านเองก็ต้องใช้ไฟฟ้าเช่นกัน เป็นคำถามที่ถูกถามซ้ำบ่อยครั้ง แต่ก็มีคำตอบที่ชัดเจนและน่าสนใจ

ดร.เดชรัต สุขกำเนิดนักวิชาการผู้ติดตามประเด็นพลังงาน พูดถึง ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ 14 จังหวัดบวกประจวบฯ อยู่ที่ประมาณ 2,000เมกะวัตต์ และเมื่อจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในอีก 20ปีข้างหน้า ความต้องการใช้ไฟจะตกอยู่ที่ 6,000เมกะวัตต์ ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานตั้งไว้ที่ 12,000เมกะวัตต์

ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอทับสะแกมีเพียง 5เมกะวัตต์เท่านั้น

ข้อมูลดังกล่าวตอบคำถามได้ว่า แม้ชาวบ้านที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องใช้ไฟฟ้าแน่นอน แต่การใช้ไฟฟ้าของชาวบ้านไม่ใช่สาเหตุหลักของการบริโภคพลังงานจำนวนมากถึง 12,000 เมกะวัตต์

สุรีรัตน์ ได้หยิบยกผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสิ้นเปลือง โดยใช้พลังงานถึงร้อยละ 33.1ของผลผลิต เธอยังกล่าวว่า มีข้อมูลด้วยว่า เครือสหวิริยาเจ้าของโครงการโรงถลุงเหล็กบางสะพานเคยแสดงความจำนงขอใช้ไฟฟ้าถึง 2,000เมกะวัตต์ ต่อกระทรวงพลังงาน ซึ่งถูกใช้เป็นเหตุผลถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

ดังนั้น คำถาม ‘ผู้คัดค้านไม่ต้องใช้ไฟฟ้า?’จึงเป็นคำถามที่ไม่น่าจะตรงประเด็น แต่คำถามเบื้องหลังที่ใหญ่กว่าและควรถามก็คือ แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศควรเป็นอย่างไร ซึ่งถือเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งทั้งระดับพื้นที่และระดับโครงสร้างมาอย่างยาวนาน

ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้มีบทบาทหนึ่งเป็นกรรมการบอร์ด กฟผ. ซึ่งเดินทางมาร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น “ทางเลือกการจัดการพลังงาน: กรณีอำเภอทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์”จัดโดย สถาบันการศึกษาทางเลือก ร่วมกับ มูลนิธิไฮริค เบิลล์ ณ ศาลาประชาคม อำเภอทับสะแก เมื่อวันที่ 11 ก.ย.54 โดยมาในฐานะนักวิชาการ ตั้งคำถามว่า

“กฟผ. เองก็รับลูกนโยบายจากรัฐบาลอีกที ดังนั้น ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลด้วยว่าเห็นดีเห็นงามกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระทบกับวิถีชีวิตหรือเปล่า การคิดต้นทุนค่าไฟฟ้านั้นคิดแต่ค่าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือคิดค่าสูญเสียวิถีชีวิตของผู้คนร่วมด้วย เรื่องนี้ต้องตั้งคำถามให้ครบวงจร”

-4-
ในฟากฝั่งของชาวบ้านที่มักถูกกล่าวหาว่า ‘ดีแต่ค้าน’แต่ไม่เคยเสนอทางออกนั้น เวทีดังกล่าวได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้น เมื่อชาวบ้านได้นำแผนพัฒนาจังหวัดปี 2555-2558 ที่ชาวประจวบฯ ร่วมกันออกแบบ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาว่า

‘ท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า สับปะรดและมะพร้าวเป็นที่หนึ่งของโลก และสังคมแห่งมิตรไมตรี’

นำมาใช้เป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ขาคือ เกษตร ประมง และการท่องเที่ยว และได้เสนอทางออกในการใช้พื้นที่ 4,142 ไร่ของ กฟผ. อย่างยั่งยืนและไม่ก่อความขัดแย้ง ข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วย

-โครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและหลากหลายรูปแบบ

-โครงการอุทยานพลังงานสีเขียว (Green Energy Park)โดยใช้การออกแบบด้านภูมิสถาปัตย์มาช่วยเสริมจุดขายด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยวให้ชุมชน

-โครงการสถาบันวิจัยพลังงานเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้การพัฒนาพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-โครงการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยประกาศพื้นที่อนุรักษ์เต่าทะเลตลอดแนวชายหาดหน้าที่ดิน กฟผ. เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล

ซึ่งชาวทับสะแกพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะต้องยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติในพื้นที่

แน่นอนว่า กฟผ. จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับข้อเสนอนี้หรือไม่

-5-
‘สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยได้เตรียมนำผลการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำคุณภาพสูงเพื่อเสนอต่อ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรมในการนำเสนอต่อรัฐบาลในการพิจารณาผลักดันและสนับสนุน โดยได้เสนอ3 แนวทางคือ 1.เปิดให้มีการลงทุนในประเทศไทย 2.ส่งเสริมให้ลงทุนในต่างประเทศ และ 3.เปิดให้ดำเนินการในทั้ง 2 แนวทาง

‘ทั้งนี้ จากผลการศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพในประเทศไทยที่มีความเหมาะสมในการตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นมี 5 แห่งคือ พื้นที่กุยเหนือในอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่เกาะทะลุในอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่แหลมช่องพระอำเภอประทิว จังหวัดชุมพร พื้นที่บ้านบางบ่อ อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ปะนาแระ อำเภอปะนาแระ จังหวัดปัตตานี’(เอเอสทีวี ผู้จัดการ รายวัน 29 สิงหาคม 2554)

‘แม้จะวางเข็มทิศมุ่งสู่อุตสาหกรรมใหม่ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะยังคงเดินหน้าอุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนให้กับอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ อาทิ โครงการเหล็กต้นน้ำที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไป รวมถึงเหมืองแร่โปแตชที่จังหวัดชัยภูมิและอุดรธานีที่จะต้องผลักดันให้มีการนำแร่มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เพราะจะเป็นประโยชน์ในการนำมาผลิตเป็นปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกร ทั้งยังลดการนำเข้าเป็นมูลค่ามหาศาล’(นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 31 สิงหาคม 2554)

จากข่าวที่ยกมาข้างต้น น่าจะพอชี้ให้เห็นทิศทางของ กฟผ. ได้ว่า จะมีท่าทีอย่างไรต่อโครงการโรงไฟฟ้าทับสะแก

และคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โรงไฟฟ้าทับสะแกก็คือจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของอภิโปรเจกต์เซาธ์เทิร์น ซีบอร์ด ที่รัฐบาลเพื่อไทยกำลังโหมผลักดันเต็มสูบ ด้วยการกระจายโครงการต่างๆ นับสิบลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ถึงสตูล อันหมายถึงความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่จะตามมา ซึ่งส่วนหนึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ขอบคุณที่มา : ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง


โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net