วันที่ พุธ กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อุโมงค์ผาเมือง :ใคร ที่พูด ความจริง





หนังเรื่อง อุโมงค์ผาเมือง สำหรับผมแล้ว จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องหาข้อมูลก่อนดู เพราะ เอะใจกับคำว่า ราโชมอน ความรู้สึกที่ได้ยิน แรก ๆ มันไม่ใช่คำไทย แหม่ง ๆ ยังไงไม่รู้ แหล่งข้อมูลที่หาได้ ก็ใน อินเตอร์เน็ตนี่แหละครับ สิ่งที่เจอ คือ ดราม่า ต่างคนก็ว่ากันไป แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ น้อยลงไปเลย นั่นเพราะ หนังเรื่องนี้ หม่อมน้อย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ท่านเป็นคนกำกับ ผมคิดว่าคงไม่ผิดหวัง หากคุ้นลายมือ จากเรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย ( ผมยังมานึกเสียดายเลยว่า ชั่วฟ้าดินสลาย ไม่ได้ไปดูในโรง ) และ สำหรับอุโมงผาเมือง คงเสียดายไม่น้อย ถ้าไม่ได้เข้าไปดูในโรง
 


หนึ่งในหลายเหตุผลที่ทำให้อยากดูหนังเรื่องนี้ ก็เพราะว่า ตัวบทของหนัง มีความเก่า โบราณ แต่เรื่องที่ผ่านตามานั้น กลับไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย ตัวหนังมีความร่วมสมัย มาก ถึง มากที่สุด ไหนจะเรื่องการดัดแปลง จากต้นฉบับ ให้เข้ากับ วิถีชีวิตแบบไทย ๆ  ไหนจะเรื่องเครื่องแต่งกายอีก ทุกอย่างเมื่อนำมาประกอบกัน จึงเกิดเป็นความคุ้มค้า น่าอุดหนุน

ในบทความนี้ จะไม่ขอกล่าวถึงเวอร์ชั่นก่อน ที่จะมาเป็น อุโมงค์ผาเมืองนะครับ ส่วนเรื่องการให้เครดิตของหนังเรื่องนี้ผมคิดว่า
หากใครมีข้อข้องใจอย่างใด ลอกหรือเปล่า หรือว่าอะไรยังไงเกี่ยวกับบทประพันธ์ ไขคำตอบได้ ด้วยการไปดูครับผม เพราะก่อนเริ่มเข้าเรื่อง หนังได้มีการให้เครดิตอย่างครบถ้วน เหมาะแก่การนำไปศึกษาต่อหากสนใจนะครับ



จากการสังเกตุตัวละครในเรื่อง ระหว่างที่ชมอยู่ไม่รู้อะไรดลใจให้คิดถึง ทฤษฎีทางจิตวิทยา ว่าด้วยเรื่อง ภูเขาน้ำแข็ง ที่เค้าว่ากันว่า สิ่งที่เราแสดงออกมานั้น มันเหมือนกับ ภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นมหาสมุทร สิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงแค่ส่วนเดียว ของภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่เท่านั้น ภายใต้มหาสมุทรที่ดำมืด เราไม่สามารถที่จะทราบได้เลยว่า มันมีลักษณะเป็นอย่างไร ก็เหมือน คนที่เราพบปะทั่ว ๆ ไป เจอกันทุกวัน เราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เขา คนนั้น กำลัง คิด อะไรอยู่ หรือแม้กระทั้ง สิ่งที่เขาพูดออกมานั้น มันเป็นเรื่องจริง ที่น่าจะเชื่อ หรือ พอจะเชื่อถือได้สักมากน้อยเพียงใหน เพราะทุกคนล้วนพูดโกหก ไม่ใช่โกหกทุกคำ แต่การพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ก็คือการโกหก มิใช่หรือ



ตัวหนังใส่ใจรายละเอียดในเรื่องของภาพ ภาพสวยมาก เป็นเพราะเข้าใจเลือกใช้บรรยากาศของสถานที่เหมาะสมกับอารมณ์ของหนังที่มีความเป็น แฟนตาซี ปน กลิ่นของหนังย้อนยุค ด้วยตัวหนังเองมีความหลากหลายของเรื่องเล่า ภาพที่ปรากฎในขณะที่ตัวละคร แต่ละตัวเล่า จึงให้อารมณ์ความรุ้สึกที่แตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง การลำดับเรื่องราวก็กลมกล่อมดี อาจเป็นเพราะ บทมาดี อยู่แล้วในขั้นต้น ประกอบกับ การใส่ใจในรายระเอียดของงานที่ทำ การเล่าเรื่องเดิม ๆ จึงมีจุดพลิก ในทุกตอนจบของคนเล่า มีตอนขำ ๆ ปะปนมาด้วยทุกตอน เป็นตลกร้าย ๆ ที่ผมคิดว่า เหมาะสมดี จะได้ไม่ทำให้คนดูเกิดความเครียดมากจนเกินไป



ตัวละครที่ปรากฎทั้งหมดในหนัง เป็นตัวแทนของมนุษย์ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็น นักรบ ,โจรป่า ,เมียนักรบ ,คนตัดฟืน ตัวละครต่างก็มีมิติ และพลังของตัวเองที่ผลักดันและขับเคลื่อน หนัง ให้ไปในทิศทางที่น่าจะเป็น พระ เป็นตัวละครที่ สร้างขึ้นแทนคนธรรมดา อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ แต่ที่แสบที่สุด คือ เจ้ากระสือ ที่ แอบไปหลับอยู่ใน อุโมงผาเมือง ในเรื่อง กลับเป็นตัวละครผิดปกติ ที่ เป็นปกติที่สุด คนเราบางทีก็ยังหลอกแม้กระทั่งตัวเอง เนื่องจากหนังเรื่องนี้ ตัวละครเยอะมาก ( ตามความคิดของผมนะ )แต่ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างได้ เพราะตัวละครมีการกระจายหน้าที และ ต่างก็ทำหน้าที่ในแต่ละช่วงได้อย่างดีเยี่ยม

 

ไม่ว่าเราจะทำอะไร เรามักจะมีเหตุผลเป็นของตนเองเสมอ ๆ เหตุผลที่ว่า อาจรวมไปถึงเวลาที่เราทำอะไรไม่ค่อยจะดีนัก ในความดี มี ความเลว ในความเลว มีความดี การกระทำหนึ่งอย่าง ถ้าหากมองได้ทั้ง ดี และ เลว ที่เหลือก็แล้วแต่เราแล้วว่า เราจะมองมันในแง่มุมไหน แต่ก็อย่างว่า คนเรามักเลือกที่จะเห็นในสิ่งที่อยากเห็น และมักพูดในสิ่งที่อยากให้เป็น เสมอ ๆ
ไม่ว่าจะเป็นในหนัง หรือ แม้แต่ในโลกความเป็นจริง เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว คงจะมีแต่คำถาม คำถามหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจว่า ใครกันที่พูดความจริง เพราะแม้แต่คนที่เราคิดว่าเขาพูดความจริงที่สุด เขาก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด

Follow me on Twitter @TMA_N
Facebook www.facebook.com/zubzeroteam

 

โดย ชายไทยไม่ทราบชื่อ

 

กลับไปที่ www.oknation.net