วันที่ ศุกร์ กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บรรยากาศวันแรกของการอบรมเพื่อเตรียมตัวเป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า


เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วผมได้เคยบันทึกเรื่อง “กว่าจะเป็นพนักงานขับรถไฟฟ้า” ไว้ (http://www.gotoknow.org/blog/attawutc/255982) ซึ่งผมก็ได้เล่าถึงเส้นทางสู่อาชีพนี้ให้เห็นภาพในเบื้องต้นพอสมควร ปัจจุบันเราได้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งนี้มาเป็น “พนักงานควบคุมรถไฟฟ้า” (Train Controller) ให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ตามที่เป็นจริง ที่ผ่านมาเราได้ผลิตพนักงานควบคุมรถไฟฟ้าออกไปแล้วถึง 32 รุ่นแล้ว รุ่นที่กำลังอบรมอยู่ขณะที่เขียนบันทึกอยู่นี้เป็นรุ่นที่ 33 หรือรุ่นที่10 ในชื่อของ Train Controller นั่นเอง ถึงกระนั้นแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานเพราะต้องเตรียมไว้รองรับสำหรับการขยายเส้นทางและการปรับเลื่อนตำแหน่งตามการพัฒนา Carrier Path ของแต่ละคน ที่สามารถเติบโตได้ทั้งในสายงานและนอกสายงาน พนักงานควบคุมรถไฟฟ้าที่มีอยู่ในระบบส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายประมาณกว่า 90 % ที่เหลืออีก 10 % ก็จะเป็นผู้หญิง สัดส่วนนี้เป็นนโยบายเบื้องต้นของบริษัท เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ควบคุมลำบาก และมีผลต่อการบริหารขจัดการ เช่น การตั้งท้อง หรือลักษณะทางกายภาพอื่นๆ เพราะตามกฎหมายแล้ว เมื่อพนักงานตั้งท้อง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมขบวนรถทันที โดยให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในด้านอื่นๆ แทน เช่น การทำงานเอกสาร เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของพนักงานนั่นเอง 

วันนี้ที่ผมมาเขียนบันทึกนี้ก็เพราะอยากจะเล่าถึงบรรยากาศการเริ่มต้นเข้าสู่การอบรมเพื่อเป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า ซึ่งก็ประจวบเหมาะที่รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีผู้หญิงเข้ามากที่สุดตั้งแต่มีการอบรมมาคือ 7 คน จากจำนวนทั้งหมด 13 คน ในวันแรกของการอบรมจะเป็นการละลายพฤติกรรมเพื่อให้พนักงานมีสร้างทัศนคติที่พึงประสงค์ โดยเราจะมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงไปยังเจตคติและระเบียบวินัยที่วางไว้ (Attitude Domain) ก่อนที่จะเข้ารับความรู้ด้านพุทธิสัยที่เป็นเนื้อหาสาระทางด้านทฤษฎี (Cognetive Domain) และทักษะพิสัยที่ต้องมีการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความชำนาญ (Psychomotor Domain) ต่อไป  แต่อย่างไรก็ตามการสร้างเจตคติ (Attitude Domain) ก็ต้องทำอย่างต่อเนื่องและกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวไปกับความรู้ด้านพุทธิสัย (Cognetive Domain) และทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) สิ่งที่ทีมผมได้ร่วมกันวางแผนไว้จะประกอบไปด้วยการสร้างเจตคติ 3 ช่วง เบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย ตาม Concept “HAS” ซึ่งป็นแนวคิดเพื่อ สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย ละลายพฤติกรรม เรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกัน และสร้างทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ประกอบไปด้วย H : Harmonize – ความสามัคคี ,A : Attitude - เจตคติ การสร้างทัศนคติที่ดีต่อองค์กร, S : การสร้างจิตสำนึกด้านต่างๆ ได้แก่ Safety – ความปลอดภัย, Security – การรักษาความปลอดภัย,Service - การให้บริการ, Sufficiency - ความพอเพียง, Sustainable – ความยั่งยืน 

 

สิ่งที่เราตั้งใจจะทำทั้ง 3 ช่วง จะประกอบไปด้วย 1). การจัดโครงการปฐมนิเทศ นอกสถานที่ ช่วงก่อนเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตร  2). ช่วงระหว่างการฝึกอบรมในหลักสูตร ปกติเราจะมีการสอดแทรกทัศนคติด้านความปลอดภัยและการให้บริการอยู่ในแต่ละเนื้อหาวิชาอยู่แล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการจัดให้มีการวัดและประเมินจิตพิสัยตลอดระยะเวลาการอบรม เช่น การประเมินพฤติกรรมรายบุคคล การมอบหมายงานเพื่อฝึกประเมินความเสี่ยง เป็นต้น และ 3). ช่วงก่อนหลังจากจบการฝึกอบรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติก่อนขึ้นฝึกงานในสถานที่จริง (OJT/On Duty) จัดโครงการปัจฉิมนิเทศ นอกสถานที่ (ดูตัวอย่างการจัดกิจกรรมที่ผ่านมาได้ที่ http://www.gotoknow.org/blog/attawutc/403378  ตามแผนงานในช่วงปฐมนิเทศเราตั้งใจว่าจะไปจัดนอกสถานที่ แต่ด้วยข้อจำกัดของการขออนุมัติในเรื่องต่างๆ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแผนมาจัดในสถานที่แทน บรรยากาศเป็นอย่างไรตามมาดูกันเลยครับ 

เริ่มด้วยการกล่าวต้อนรับแสดงความยินดีและให้โอวาทจากผู้จัดการส่วนฝึกอบรมแบบสบายๆ เพราะหลายคนก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว หลังจากนั้นครูกอล์ฟซึ่งเป็นครูประจำชั้นในรุ่นนี้ก็ได้ให้ชม Music VDO จากเพลง “ผู้ชนะ” ของ เสก โลโซ เป็นเรื่องราวของเหล่าพนักงานรุ่นพี่ที่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคในการเรียนรู้ ฝึกฝนเพื่อเป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้าที่ประสบความสำเร็จ ที่ตั้งใจตัดต่อเอง เพื่อให้พนักงานเกิดแรงบันดาลใจและมีความภาคภูมิใจที่จะต่อสู้ฝ่าฟันด่านการเรียนรู้ต่อไป 

ต่อมาครูเศกปรจารย์ด้าน Break the Ice  ของ BTS ก็ได้เชื่อมโยงกิจกรรมดังกล่าวไปสู่การเรียนรู้ด้านการทำงานที่เกี่ยวข้องต่อ เช่น การยึดมั่นในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่คิดไปเอง เช่น การสั่งให้หยุดรถต้องหยุดจริงๆ หรือถ้าแน่ใจต้องหยุดรถแล้วถามทันที ถ้าไม่หยุดรถ รถอาจจะมีการฝ่าสัญญาณไฟและทำให้ตกรางได้ในที่สุด นั่นหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินที่อาจเกิดความสูญเสียตามมา ครูเศกยังได้ใช้กิจกรรมการตัดกระดาษ และการกะระยะเพื่อเชื่อมโยงการทำปฏิบัติหน้าที่ว่า การคิดและตัดสินใจไม่ควรจะคาดการณ์ไปเองโดยไม่มีข้อมูลรองรับ สิ่งที่คิดสิ่งที่เห็นอาจจะไม่เป็นสิ่งที่เป็นจริงก็ได้ ดังนั้นอย่าคิดไปเอง การจะทำอะไรต้องให้รู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งก็สอดคล้องในแนวคิดของเรื่องปัญญาปฏิบัติที่ต้องพิจารณาผลลัพท์จากความรู้เชิงประจักษ์ ด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จะต้องมีการใช้เครื่องมือที่เชื่อถือได้และเป็นรูปธรรม ในการวัดและประเมินผล ไม่ใช่กะจากความรู้สึก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องการทำงานเป็นทีม ที่ต้องมีการวางแผนร่วมกัน เชื่อใจกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันจากเกมหวยโดเรมอนด้วยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ครูเศกใช้เวลาไปประมาณชั่วโมงครึ่งก็พักรับประทานอาหารว่างกัน 

 

หลังจากพักรับประทานอาหารว่างก็เป็นคิวของผมที่จะต้องเข้ามาสรุปภาพรวมของ HAS Concept  ซึ่งผมก็ได้ใช้  Music VDO จากเพลง “ใจอัศจรรย์” ของศุ บุญเลี้ยง ที่อาจารย์จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ได้เคยแบ่งปันไว้ (http://www.facebook.com/#!/jatupornw  / http://www.gotoknow.org/profiles/users/mhsresearch) มาเป็นสื่อเชื่อมโยงตามที่ผมได้เคยเล่าไว้ในบันทึก “เรียนรู้เพื่อจุดประกายเหนี่ยวนำเชื่อมโยงความรู้กับเพลงใจอัศจรรย์“ (http://www.gotoknow.org/blog/attawutc/441616) โดยผมได้เชื่อมโยงไปยังเรื่องนโยบายขององค์กรที่ให้เน้นให้ความสำคัญใน 2 เรื่องใหญ่ๆ คือเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย ตาม Concept ของการเป็นผู้ให้บริการด้านขนส่งมวลชนที่ดีที่สุดในประเทศไทย และไม่มีเหตุผลทางธุรกิจอื่นใดจะสำคัญไปกว่าเรื่องความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยในที่นี้ยังครอบคลุมไปถึงเรื่อง Safety (ความปลอดภัย) , Security (การรักษาความปลอดภัย) และ Heath & Occupational (อาชีวะและอนามัย) จากนั้นก็เชื่อมโยงไปยังเรื่อง “S” Concept ทั้ง 5 ตัวตามที่ได้เขียนไว้ในต้นบันทึก (Safety – ความปลอดภัย, Security – การรักษาความปลอดภัย,Service - การให้บริการ, Sufficiency - ความพอเพียง, Sustainable – ความยั่งยืน) ลักษณะของกิจกรรมส่วนใหญ่ ผมจะประยุกต์ใช้หลักของ AAR (After Action Review) หลังจากที่ดู Music VDO จบ แล้วให้แต่ละคน Share ความรู้สึกร่วมกัน นอกจากนี้ผมยังได้แทรกแนวคิดของการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้วย โดยเชื่อมโยงจากกิจกรรมที่ผมได้ตกลงไว้ก่อนที่จะไปพักรับประทานอาหารไว้ก่อนหน้านี้ว่า ให้ทุกคนเก็บของอะไรก็ได้จากการเดินทางไปพักรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ โดยให้แต่ละคนประเมินว่าเส้นทางในการเดินทางจากห้องอบรมไป/กลับ กับสถานที่พัก มีอะไรที่ไม่ปลอดภัยบ้าง ซี่งกิจกรรมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องให้ทุกคนเริ่มคิดเริ่มทำ และต้องทำไปตลอดชีวิตการทำงานต่อไปในทุกเวลาทุกนาที เพื่อให้เกิดจิตสำนึกด้านความปลอดภัยกลายเป็นอุปนิสัยประจำตัวต่อไปตาม Concept ระวังแต่ไม่ระแวง ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม 

 

หลังจากจบกิจกรรมในส่วนของผม ผู้บริหารของต้นสังกัดก็มาพูดคุย ให้โอวาทในตอนท้าย พนักงานก็ได้รับการตอกย้ำด้านนโยบายและระเบียบวินัย อย่างชัดเจนขึ้น ซึ่งหวังว่าทุกคนจะมีกำลังใจทำงานทุ่มเทให้แก่องค์กรได้อย่างเต็มภาคภูมิต่อไป

 

กิจกรรมของเรายังไม่จบเพียงแค่วันนี้เท่านั้น จากนี้ไปเราต้องดำเนินการตามแผน เบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลายอย่างต่อเนื่องต่อไป และถึงแม้จะจบการอบรมแล้ว ตัวพนักงานเองก็ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าความรู้ไม่ได้อยู่ในห้องอบรมหรือหนังสือเท่านั้น การเรียนรู้ทำได้ทุกที่ทุกเวลา เราเรียนรู้ได้จากสิ่งรอบตัว เชื่อมโยงจากสิ่งที่ชอบทำให้เกิดฉันทะ (ความรัก ความพอใจ) ในการเรียนรู้ การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างอัตโนมัติ 

โดย ไทเลย-บ้านแฮ่

 

กลับไปที่ www.oknation.net