วันที่ เสาร์ กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนตัวเล็กๆยังมีพลังในจุดยืน!


เปิดปม!'โรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก'กระแสต้านชาวบ้านยังมีพลัง
เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์

"ครั้งแรกที่เจอเต่าทะเล เราเจอแม่เต่าก่อน ตัวสีเขียวสว่างมาก ชาวบ้านพูดเล่นกันว่าสงสัยจะมาค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราจึงเชิญนักวิชาการมาดูบอกว่าเป็นตัวแรกที่มีการพบเห็นตัวเป็นๆ นอกนั้นเจอแต่ซากเต่า หลังจากนั้น เราก็เจอลูกเต่าอีกจำนวนมาก เป็นที่ฮือฮาทั้งจังหวัด ที่มีการพบเต่าทะเลธรรมชาติขึ้นมาวางไข่ที่นี่ ชาวบ้านจึงช่วยกันนำป้าเขตอนุรักษ์เต่าทะเลมาปักไว้ ก็หวังค้ำคอ กฟผ.ไม่ให้ทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราอยากให้เป็นพื้นที่ของเต่าทะเลมากกว่า"

คำบอกเล่าพร้อมกับสีหน้าแววตาที่มีความสุขของ สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล  ชาวบ้านทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่บอกถึงเหตุการณ์วันที่มีการพบเต่าทะเลในพื้นที่ ซึ่งไม่เคยพบเห็นมากว่า 10 ปี โดยเธอบอกว่าจุดที่พบอยู่ใกล้กับที่ดินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่มากว้านซื้อกับชาวบ้านตั้งแต่ปี 2538 จำนวน 4,142 ไร่ ใน ต.นาหูกวาง ทำให้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เธอและชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.มีแผนจะใช้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า หรือพีดีพี เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้  5 พันเมกะวัตต์

เธอบอกว่ากว่า 15 ปีที่ชาวประจวบฯ ต้องลุกขึ้นคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโครงการใหญ่ทั้งในพื้นที่บ่อนอก บ้านกรูด และทับสะแก เพราะฐานเศรษฐกิจของที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยังมีธรรมชาติสมบูรณ์ เป็นเมืองเกษตรกรรม ทำไร่สับปะรด ทำสวนมะพร้าว และเป็นเมืองประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่อยู่กันมาแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาก็จะส่งผลกระทบกับอาชีพ และทรัพยากรธรรมชาติที่คนประจวบฯ หวงแหน

ขณะที่การเดินหน้าใช้ประโยชน์ที่ดินของ กฟผ. ยังคงมีต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กฟผ.ได้
ประกาศว่าจะใช้ที่ดินที่ทับสะแก สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เธอบอกว่า ตกใจมาก
ไม่คิดว่าจะกลับมาอีก จึงตั้งกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกขึ้นมาเพื่อมาต่อสู้ แต่ช่วงต้นปี 2550 มีการจัดทำ
แผนพีดีพี ซึ่งเธอทราบในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าซึ่งมีพื้นที่ทับสะแกรวมอยู่ด้วย จึงยกกลุ่มกันไปขอเข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์แผนพีดีพี แต่เวทีกลับล้มไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่เริ่ม จึงเดินทางไปเรียกร้องที่กระทรวงพลังงาน ขอให้ยุติแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ โดยหลังจากนั้น ก็ได้รับหนังสือยืนยันจากกระทรวงพลังงาน ว่า รัฐบาล คมช. ไม่มีนโยบายก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก

เวลาผ่านไปครึ่งปี หลังจากนั้น กฟผ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาพยายามรวบรวมลายเซ็นของชาวบ้านที่สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อไปปลดล็อกคำสั่งจากกระทรวงพลังงานในสมัยรัฐบาล คมช.และยื่นเงินให้ชุมชน 150 ล้านบาท เพื่อตั้งกองทุนรอบโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ชาวบ้านช่วยกันต่อต้านคัดค้าน ทาง กฟผ.ก็ยังมีความพยายามจะเข้ามาดำเนินการโดยวิธีขอเปลี่ยนผังเมืองเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ไม่มีรายละเอียดแนบท้ายว่าจะใช้พื้นที่ทำอะไร ชาวบ้านจึงเดินหน้าคัดค้านทุกเวทีรับฟังความคิดเห็นการจัดทำผังเมืองชุมชนทับสะแก จนคณะกรรมการจัดทำผังเมืองยกคำร้องของ กฟผ. ขณะที่วันนี้การจัดทำผังเมืองชุมชนทับสะแกยังอยู่ในกระบวนการต้องใช้เวลาถึง 5 ปี จึงจะแล้วเสร็จ 

"วันที่ กฟผ.เข้ามาคุยเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เขาชี้แจงว่ารายชื่อที่จะเอาไป จะเอาไปทำอะไร และเงินก้อนแรกเขาจะให้ชุมชน 50 ล้านบาท เพื่อจะเอามาขยายโรงพยาบาล ชาวบ้านก็มองว่าจะสร้างไว้เผื่อคนเจ็บป่วยจากถ่านหินหรือยังไง หลายคนก็ว่าแดกดันว่าสร้างวัดรอเลยไหม ซึ่งชาวบ้านยังกังวลว่าเวลานี้ชุมชนทับสะแกยังไม่มีผังเมือง กฟผ.จะใช้โอกาสนี้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน"

ในปี 2553 กฟผ.ยังพยายามส่งเจ้าหน้าที่ลงมาทำมวลชนสัมพันธ์แต่ถูกชาวบ้านปฏิเสธเพราะยังไม่วางใจโดย สุรีรัตน์บอกว่า ที่ผ่านมา กฟผ.ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงมา 2 ทีม โดยหนึ่งทีมคุยกับทางจังหวัดว่าจะไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่วนอีกหนึ่งทีมลงมารวบรวมลายเซ็นชาวบ้านเพื่อปลดล็อกคำสั่งกระทรวงพลังงานสมัยนั้น ขณะที่การเดินหน้าล่าสุดของ กฟผ. ในปีนี้ คือ การประกาศจาก นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ.ที่ยืนยันชัดเจนว่าจะพื้นที่ทับสะแก เป็นพื้นที่เป้าหมายการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ยังได้ประชาสัมพันธ์อีกว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในพื้นที่ 250 ไร่ ในพื้นที่กว่า 4 พันไร่นี้ เพื่อผลิตไฟฟ้า 5 เมกะวัตต์ เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ. 2551-2565) และจัดทำเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ "ลดโลกร้อน ถวายพ่อ" ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกต ว่า พื้นที่กว่า 4 พันไร่ ทำไมจึงสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพียงจุดเล็กๆ เท่านั้น

"สิ่งที่เรากลัว คือ เมื่อ กฟผ.สร้างแล้วจะมาทำการปิดล้อมพื้นที่ จะทำอะไรก็สบาย หากชาวบ้านเข้าไป ก็จะหาว่าไปบุกรุก จึงคิดว่าก่อนที่จะสร้างควรบอกกับชาวบ้านให้ชัดเจนว่าพื้นที่ที่เหลือจะทำอะไรและหากจะไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจริง ก็ต้องมาทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่สร้างในพื้นที่ทับสะแก"

ขณะที่เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันการศึกษา
ทางเลือก เธอบอกว่า ได้เชิญ กฟผ.และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกัน เพื่อให้ได้ความชัดเจนและตกลงกันว่าจะแก้ปัญหาร่วมกันอย่างไร ก็ไร้วี่แววของ กฟผ.เวทีนี้จึงกลายเป็นเวทีแสดงจุดยืนของชาวทับสะแกครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยยื่นหนังสือผ่านนายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรี ว่า ชาวทับสะแกไม่เห็นด้วยที่ กฟผ. จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนิวเคลียร์ หรือก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ และให้ชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 5 เมกะวัตต์ จนกว่าจะเปิดเผยข้อเท็จจริง อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาว่าถึงแผนการใช้พื้นที่ทั้งหมดว่าจะดำเนินการอย่างไร

โดยเธอบอกว่า ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านว่า กฟผ.จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ้าเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
และมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะยังสามารถสร้างเป็นทุ่งทานตะวันรอบบริเวณ ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ และยังสามารถนำ
เมล็ดทานตะวันมาต่อยอดเป็นสินค้าได้ นอกจากนี้ ยังสร้างนักวิจัยร่วมกับคนในชุมชน เพื่อช่วยเพิ่ม
ทางเลือกให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เช่น คิดค้นร่วมกันว่ามีพืชพลังงานชนิดไหนที่สามารถปลูกร่วมกับสวนมะพร้าวหรือสวนสับปะรด ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน หรือสร้างอาชีพใหม่จากการคิดค้นเทคโนโลยีผลิตพลังงานแบบง่ายๆ เช่น กังหันลมความเร็วต่ำ ที่ทรัพยากรในพื้นที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ เธอยังเสนอว่า พื้นที่ที่อยู่ติดกับชายหาดของ กฟผ.ใกล้จุดที่พบเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่
สมควรจัดพื้นที่นี้ให้เป็นแหล่งอนุรักษ์เต่าทะเล เพราะเป็นสัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์เต็มที หลังจาก
มีการพบในพื้นที่ เธอได้รวมกลุ่มกับชาวบ้านทำกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ให้รู้จักรักษ์
และหวงแหนเต่าทะเล เพราะนอกจากความน่ารัก ยังเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ชัดว่าทรัพยากรธรรมชาติใน
อ.ทับสะแก ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก

ไม่เพียง อ.ทับสะแก มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายนเท่านั้น ที่นี
่ยังขึ้นชื่อว่ามีปลาทูที่อร่อยที่สุด เนื่องจากมีทะเลน้ำลึกให้วางไข่ สร้างเศรษฐกิจให้ชุมชนอยู่ได้
อย่างยั่งยืน ซึ่งหากจะให้คนประจวบฯ เลือก วันนี้ก็ขอเลือกที่จะรักษา "เต่าทะเล" เอาไว้ และยังยืนยันว่า ชาวประจวบฯ จะขอกำหนดอนาคตของตัวเอง

ขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net