วันที่ เสาร์ กันยายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติวัดสุวรรณาราม


ประวัติวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร

ชั้นและตำบลที่ตั้งของวัด

                            ************************************************

       วัดสุวรรณาราม  วัดนี้เป็นพระอารามหลวงชั้น  โท  ชนิดราชวรวิหาร  ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยฝั่ง

ตะวันตก  เลขที่  ๓๓  ท้องที่แขวงบางขุนนนท์  เขตบางกอกน้อย  กรุงเทพมหานคร  มีเนื้อที่ยาวประมาณ     เส้น  กว้างราว    เส้น  มีคลองและคูเป็นที่หมายเขตดังนี้

       อาณาเขตของวัด       ทิศเหนือ   ติดกับคลองบางกอกน้อย

                           ทิศไต้             ติดโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม

                           ทิศตะวันออก     ติดกับคูน้ำเขตบางกอกน้อย

                           ทิศตะวันตก      ติดกับถนนเข้าท่าทราย

                           ประวัติความเป็นมา

       วัดสุวรรณาราม  เป็นวัดโบราณเดิมชื่อวัดทองไม่ปรากฏผู้สร้าง  เข้าใจว่ามีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  ปรากฏในพระราชพงศาวดารสมัยกรุงธนบุรีว่า  คราวพม่ายกทัพมาตีเมืองพิษณุโลก  พระเจ้าตากสินมหาราชจะยกกองทัพไปช่วย  จึงโปรดให้ถามเชลยศึกพม่าที่จับมาได้จากค่ายบางนางแก้วว่าจะสมัครใจไปช่วยรบกับพม่าด้วยหรือไม่  แต่เชลยศึกพม่าตอบปฏิเสธ   ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชเลขา   เล่มที่     บันทึกถึงเหตุการณ์   ตอนนี้ว่า  

มันไม่ภักดีแก่เราโดยแท้  ยังนับถือเจ้านายของมันอยู่และเราจะยกทัพไปทำสงคราม  ผู้คนจะอยู่ดูแล

รักษาบ้านเมืองนั้นมีน้อย  พวกมันมาก  จะแหกคุกออกมาทำการจลาจนข้างหลัง  จะเอาไว้มิได้  จึงดำรัสให้

เอาไปประหารชีวิตเสีย    วัดทอง  คลองบางกอกน้อย  ทั้งสิ้น

. เมื่อสมัยรัชกาลที่  ประวัติความสำคัญ คือ  เดิมชื่อวัดทองเป็นวัดโบราณสร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์แล้วโปรดให้รื้อสถาปนาใหม่หมดทั้งวัดและได้ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหารกำแพงแก้ว   มีเก๋งข้างหน้า ๒ เก๋ง พร้อมทั้งเสนาสนะขึ้นใหม่     ครั้นสถาปนาเสร็จแล้วจึงพระราชทานนามใหม่ว่า  วัดสุวรรณาราม  ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้ทรงสร้างเครื่องป่าช้าขึ้นคือ เมรุ  แลสำสร้าง  หอสวด  หอทิ้งทาน  โรงโขน โรงหุ่น ระทา และพลับพลา  ตลอดกระทั้งโรงครัวทุกอย่างถวายเป็นของพระมหาราชวัง     สำหรับเป็นที่พระราชทานเพลิงศพเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าและศพขุนนางผู้ใหญ่  เช่น ในรัชกาลที่    ปี  .ศ ๑๑๖๔  วันที่  ๒๗  มกราคม  .   ๒๓๔๕  ได้มีการพระราชทานเพลิงศพเจ้าฟ้าภิม   ( เจ้าฟ้าพินทวดี )   ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าบรมโกศ   เจ้าพระยาพิพิธ  (  สน  สนธิรัตน์ )  เจ้าพระยามหาเสนา    (บุนนาค  บุนนาค ) เจ้าพระยาพระคลัง  ( หน  บุญ- หลง )  เป็นต้น ฯ

 สมัยรัชกาลที่     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว   ได้ขยายเขตของวัดให้กว้างขึ้นไปอีก  แล้วโปรดให้สร้างกุฏิตึกขึ้นหมู่หนึ่งมี       หลังมีหอฉันอยู่กลาง     มีหอเล็กติดกับกำแพง  ๒ หอ พร้อมทั้งทรงสร้างหอระฆัง   หอพระไตรปิฏก    และสร้างกุฏิฝากระดาน ศาลาการเปรียญเพิ่มเติมขึ้นอีก    ครั้นถึงปีเถาะ   ตรีศก  จุลศักราช   ๑๑๙๓  ..    ๒๓๗๔ ได้โปรดเกล้า ฯให้จัดงานฉลองวัดสุวรรณาราม พร้อมทั้งวัดต่าง ๆ  อีก      วัด   มี  ๑ วัดราชโอรสาราม   ๒ วัดสระเกศ     .  วัดราชสิทธาราม      วัดอรุณราชวราราม    วัดภคินีนาถ  .  วัดโมลีโลก   . วัดระฆังโฆสิตาราม     วัดพระยาทำ  และ     วัดสุวรรณาราม     วัดทั้ง      มีการบูรณะปฏิสังขรณ์สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง    ทรงพระกรุณาโปรดให้มีการฉลองพร้อมกัน    กาฉลองครั้งนี้มีปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุว่า    ณ วันอาทิตย์  เดือนยี่  ขึ้น    ค่ำ  ปีเถาะ   ตรีศก  .. ๑๑๙๓  ..  ๒๓๗๔  ทรงเสด็จไปถวายผ้าไตรที่วัดราชโอรส าราม พระสงฆ์ที่นิมนต์ทั้ง  ๙ วัด รวม  ,๒๐๐   รูป  ไปพร้อมกันรับผ้าไตรแลผ้ากราบตรา รุ่งขึ้นสวดมนต์ทุกพระอาราม   เวลาเช้าเลี้ยงพระแลมีเทศน์วันละ ๓  กัณฑ์ เวลาเย็นมีการทิ้งทาน   กลางคืนมีมหรสพสมโภชทั้งกลางวันแล กลางคืน     ค่ำจุดดอกไม้ไฟทุกพระอารามทั้ง     วัน     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จด้วยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปทรงบำเพ็ญกุศลด้วยพระองค์เองที่วัดราชโอรสาราม    ครั้นทรงฉลองพระอารามแล้ว   ถึงวันอังคาร  เดือนยี่  แรม  ๘ ค่ำ   ทรงบริจาคพระราชทรัพย์   .๐๐๐   ชั่ง  บำเพ็ญสัตตดกมหาทาน    เสด็จออกไปโปรยทานที่พระที่นั่งสุทไธสวรรค์  แลโปรดให้ตั้งต้นกัลปพฤกษ์  ๑๐  ต้น   เรียงรายตั้งแต่ศาลาคูวังหน้าลงมาถึงท้ายวัดพระเชตุพน    โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอแลพระเจ้าลูกยาเธอขึ้นโปรยทานที่ต้นกัลปพฤกษ์ต้นละ    พระองค์พร้อมกันเวลาทรงโปรยทานเป็นที่สุดของการฉลองพระอารามในครั้งนั้น เพียงเท่านี้ฯ

       สุนทรภู่  กวีเอกได้เคยเขียนถึงวัดสุวรรณารามไว้ในนิราศพระประธมเมื่อปี  .. ๒๓๘๕  รำพึงถึง

บุคคลอันเป็นที่รักที่จากไปคือ  ฉิมและนิ่ม  น้องสาวต่างบิดา  ซึ่งเป็นแม่นมของพระธิดาในกรมพระราชวังหลังศพของแม่นมทั้งสอง  โปรดให้นำมาปลงที่วัดสุวรรณารามนี้

                 “   ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบ

              เย็นยะเยียบหย่อมหญ้าป่าช้าผี

              สงสารฉิมนิ่มน้องสองนารี   

              มาปลงที่เมรุทองทั้งสองคน  “

      

                                  ถาวรวัตถุของวัด

        วัดสุวรรณารามแบ่งเป็นเขตดังนี้   

.  เขตพุทธาวาส  ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วและซุ้มประตู  ภายในเขตพุทธาวาส  มีโบราณสถานที่น่าสนใจคือ 

         .พระอุโบสถ  เป็นแบบของศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่    อย่างแท้จริง  คือมีมุขบนชานชาลาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  หลังคามุงด้วยกระเบื้องสี  ประดับด้วยช่อฟ้า  ใบระกา  หางหงส์  ติดกระจกสี  ประกอบด้วยเสาสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสองรับชายคามุข  มีประตูด้านหน้า    บาน  ประตูด้านหลัง    บาน  หน้าบันพระอุโบสถ  จำหลักนารายณ์ทรงครุฑประทับอยู่ในซุ้มลงรักปิดทองปิดกระจกสี  แบบเดียวกันกับพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและวัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ  ลักษณะตัวลายมีความสวยงาม  อ่อนหวาน  ผสมกับลักษณะของความเข็มแข็ง  เนื่องจากบ้านเมืองยังอยู่ในภาวะของศึกสงคราม  ตัวพระอุโบสถมีขนาดกลาง  จึงไม่มีพาไลทั้งสองข้างเหมือนพาไลที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือที่วัดขี้เหล็ก  ( วัดสุวรรณคีรี ) กรุงเทพมหานคร  ส่วนมุขด้านหลังของพระอุโบสถ  มีเก๋งจีนศิลาสลัก  เข้าใจว่าจำนำมาในสมัยรัชกาลที่    เสมารอบพระอุโบสถเป็นเสมาในสมัยรัชกาลที่    ตั้งอยู่ภายซุ้ม ในปี  ..  ๒๕๒๔  ได้ทำการบูรณะและปฎิสังขรณ์หลังคาพระอุโบสถ  เปลี่ยนช่อฟ้าใบระกา  และหางหงส์บางตัวเป็นโลปิเนียมแข็งและเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา  แล้วเสร็จได้ทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี  เป็นองค์ประธานยกช่อฟ้า  เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน  .. ๒๕๒๔  และได้ทำการเททองหล่อพระพุทธศาดาจำลองอีกด้วยฯ

       ภายในพระอุโบสถนอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังแล้ว  ยังมีพระประธานรูปหล่อปางมารวิชัย  สูงถึง

พระรัศมี    ศอก    คืบ    นิ้ว  หน้าตักกว้าง    ศอก    คืบ  พระพุทธรูปองค์นี้  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์

เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือตำนานพระพุทธรูปสำคัญว่า

       “ พระพุทธรูปองค์นี้ไม่ปรากฏเรื่องราว  แต่พิจารณาลักษณะพระพุทธรูป  เห็นว่าเป็นฝีมือเดียวกับช่างที่หล่อพระศรีศากยมุนี ( วัดสุทัศน์ ) จึงสันนิษฐานว่า  จะเชิญมาแต่กรุงสุโขทัย  ในมัยรัชกาลที่   

       นอกจากนี้  ผนังพระอุโบสถเหนือบานประตู  หน้าต่างทุกบาน  มีภาพเขียนสี  เข้าใจว่าเป็นศิลปกรรม

ที่เริ่มแพร่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่    บานประตูและหน้าต่างเขียนลายลดน้ำทรงข้าวบิณฑ์ ฯ

         .พระวิหาร    ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระอุโบสถ  มีมุขขวางทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีช่อฟ้าใบระกาปิดกระจกสีเช่นเดียวกันกับวิหารเดิมหน้าบันพระอุโบสถวัดชัยพฤษมาลา  ตลิ่งชัน  กรุงเทพมหานคร  อันเป็น          แบบแผนสมัยรัชกาลที่ ๔       พระประธานในพระวิหารนั้น  เป็นพระพุทธรูปศิลา  ก่อปูนหุ้มปิดทองนั่งสมาธิ              สูงตลอดพระรัศมี    ศอก      คืบ    นิ้ว  หน้าตักกว้าง    ศอก    นิ้ว  พระพุทธรูปองค์นี้เห็นจะประดิษฐานอยู่ในวัดนี้มาก่อนสถาปนา  หรือใครเชิญมาจากไหนสืบไม่ได้ความ ฯ

       . เจดีย์  มี    องค์  ก่ออิฐถือปูนเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุม  ด้านหน้าพระวิหารเป็นเจดีย์    เหลี่ยม

กว้าง    วา ๓    คืบ ศอก  สูง  ๑๑  วา  และด้านหลังพระวิหาร  เป็นเจดีย์ย่อมุม สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศิลปกรรม          ช่วงสมัยรัชกาลที่    ถึงรัชกาลที่    ส่วนเจดีย์    องค์ด้านหลังพระอุโบสถเป็นเจดีย์ย่อมุมสิบหก  ก่อด้วยอิฐถือปูนฯ

            รอบเขตพุทธาวาสมีกำแพงแก้วล้อมรอบ  และกำแพงแก้วของวัดนี้ก็มีรูปลักษณะผิดกับกำแพงแก้ววัดอื่น  เพราะทำเป็นเสาลูกกรงปั้นตั้งเป็นแถวอยู่ในกำแพงด้วย 

       . เขตสังฆาวาส  มีหอไตร  หอระฆังเป็นศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่    อยู่ใกล้กับหอระฆัง  ซึ่งหอระฆังนี้ดูตามรูปแบบแล้วน่าจะอายุอยู่ราวคราวเดียวกับหอระฆังวัดมหาธาตุ ฯ กรุงเทพ ฯ  ซึ่งปฏิสังขรณ์สมัยรัชกาลที่ ๑ ซึ่งก่ออิฐถือปูนสร้างขึ้นไป    ชั้น  ระฆังแขวนอยู่บนชั้นที่   

       . กุฎิสงฆ์ทรงไทยหมู่    มี    หลัง  สร้างขึ้นในสมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆาจารย์  เจริญด้วยชนมายุ  ๘๐  ปี  ..  ๒๕๓๑  ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ   .๕๐๐.๐๐.๐๐  บาท   ( สามล้านห้าแสนบาทถ้วน ) กุฎิคณะตึก    คณะ  กุฎิฝากระดาน    คณะ  มีหอสวดมนต์มุงกระเบื้อง    หลัง ฯ

       .ศาลาการเปรียญไม้สัก    หลัง  ยกพื้นเป็น    ชั้น  ชั้นล่างก่ออิฐถือปูนใช้งบประมาณในการบูรณะปฏิสังขรณ์ประมาณ   ๖๕๐.๐๐๐.๐๐  บาท  (  หกแสนห้าหมื่นบาทถ้วน  ) มีช่อฟ้าใบระกาปิดกระจกสี ฯ  บูรณปฏิสังขรณ์  ..  ๒๕๑๒  ศาลาท่าน้ำ    หลัง  เก๋งหน้าพระอุโบสถ    หลัง ฯ

        .โรงเรียนพระปริยัติธรรม    หลัง       ชั้น    ก่ออิฐถือปูน  ทรงไทย  มุงกระเบื้องเคลือบ  ยาว  ๔๐  เมตร  กว้าง    เมตรเป็นที่ศึกษาธรรมและบาลีของวัดสุวรรณาราม  และเป็นศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ด้วย   ใช้เงินในการก่อสร้างไปประมาณ  ๖๐๐.๐๐๐  บาท ( หกแสนบาทถ้วน )

       . สร้างฌาปนสถานพร้อมทั้งศาลาบำเพ็ญกุศลจำนวน    หลัง  สร้าง พ..  ๒๕๑๓ 

       .สร้างศาลากาญจนาภิเษก    หลัง  ยาว  ๓๙  เมตร  กว้าง  ๑๙  เมตร  สูง    ชั้น  แล้วเสร็จเมื่อปี  ..  ๒๕๔๓  ได้ทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จเป็นองค์ประธานเปิด  อาคารกาญจนาภิเษก เมื่อวันที่  ๑๑   มีนาคม  ..   ๒๕๔๔   สิ้นค่าก่อสร้าง    ๑๖.๐๐๐.๐๐๐.๐๐    บาท  (  สิบหกล้านบาทถ้วน )

       นอกจากนี้  วัดสุวรรณารามพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่    ได้โปรดให้สร้างกุฎิตึกขึ้นหมู่หนึ่ง    หลัง  มีหอฉันอยู่กลาง  มีหอเล็กติดอยู่กับกำแพง    หอ  นอกจากนนี้ก็ยังกุฎิทรงไทยคณะ                        อีก ๗  หลัง  และกุฎิไม้สักคณะ    อีก    หลัง  คณะ    อีก    หลัง 

ประวัตจิตรกรรมฝาผนัง

           ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหารนี้        เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีความงดงามมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย          เขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่      กรมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงค้นประวัติมาได้ว่า   ผนังชั้นล่างช่วงระหว่างหน้าต่างซึ่งได้เขียนเป็นภาพทศชาติชาดกแต่ละช่อง        ด้านทิศตะวันออกเขียนเรื่องพระเวสันดรชาดกทั้ง  ๑๓   กัณฑ์    ส่วนด้านตะวันตกเขียนเรื่องพระเจ้า  ๑๐   ชาติ     ต่างก็เขียนโดยจิตรกรเอกในสมัยนั้น    ชุมนุมกันอย่างครบครันและเขียนประกวดประชันกันด้วย      ที่แข่งขันกันออกหน้าออกตาก็มีอยู่ด้วยกัน      ท่านคือ   อาจารย์ทองอยู่   ซึ่งมีราชทินนามว่า    หลวงวิจิตรเจษฎา   ลูกศิษย์มักจะเรียนท่านว่า    ครูทองอยู่    อีกท่านหนึ่งก็คือ  อาจารย์คงแป๊ะ ซึ่งมีราชทินนามว่า     หลวงเสนีบริรักษ์   จิตรกรทั้ง         ท่านนี้ต่างก็มีฝีมือที่ทัดเทียมกัน   มีลูกศิษย์ถือหางกันคนละมิใช่น้อย ฯ

       ภาพที่จิตรกรทั้ง      ท่านได้เขียนไว้ที่ฝาผนังพระอุโบสถวัดสุวรรณารามนี้    เขียนอยู่บนฝาผนังทิศคะวันตกและเขียนข้างเดียวกันด้วยโดยครูทองอยู่เขียนเรื่องเนมิราชตอนพระเจ้าเนมิราชชมนรก           ส่วนอาจารย์คงแป๊ะเขียนเรื่องพระมโหสถ    เมื่อเทียบฝีมือระหว่างท่านทั้ง     แล้วก็จะเห็นข้อที่แตกต่างกันบ้าง   คืออาจารย์ทองอยู่นั้นท่านจะเขียนแบบไทยแท้       การจัดวางภาพเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก   ฝีมือนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ  อย่างที่เขาเล่าลือกัน      เมื่อเห็นราชรถทรงของพระเจ้าเนมิราชแล้วก็ต้องยกนิ้วให้ว่าวิเศษมาก     การจัดภาพได้พอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน   ผิดกับอาจารย์คงแป๊ะ  เขียนเรื่องพระมโหสถ     ซึ่งเขียนเป็นขบวนทัพเต็มไปด้วยผู้คนทั้งจีนจามไทย   ฝรั่ง   มากหน้าหลายภาษา    ดูชุลมุนชุลเกไปหมด   ดูแล้วหน้าเวียนหัวตาย   ถ้าจะว่ากันในต้านฝีมือแล้ว   ท่านทั้ง     เขียนได้ละเอียดปราณีตมาก   สมกับเป็นครูช่างที่คนเขายกย่องนับถือเสียจริง     เมื่อได้เห็นฝีมือก็เลยไม่แปลกใจเลยที่ว่า      ทำไมพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานอภัยโทษให้ในขณะที่ลูกขุนพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตเพราะกระทำความผิดในการฆ่าคน      ทรงตรัสว่า         ช่างฝีมือยอดเยี่ยมอย่างคงแป๊ะนี้หายาก  กรณีที่กระทำความผิดคงจะไม่มีเจตนา  คงจะลืมตัวไปชั่วขณะเสียมากกว่า ฯ

       นอกจากนี้  ภาพจิตรกรรมตอนอื่น ๆ  ก็งดงามแทบทุกภาพ  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่รู้จักชื่อเสียงของท่านผู้เขียนเหล่านั้น  เช่น  ภาพพระสุวรรณสาม  เป็นต้น ฯ

       สรุปแล้วภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดสุวรรณารามนี้           เป็นที่ชุมนุมของบรรดาจิตรกรที่มีฝีมือชั้นยอดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่      อย่างครบครันทีเดียว ฯ

         ตั้ง แต่นั้นมาวัดสุวรรณารามก็มิได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อีก  พระอุโบสถก็ดี  พระวิหารก็ดี  ศาลาการเปรียญก็ดี     กุฎีก็ดี   ทุกอย่างก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา   สมควรที่จะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเป็นฝีมือของจิตกรเอกคือ อาจารย์ทองอยู่  (หลวงวิจิตรเจษฏา  ) และอาจารย์คงแปะ   ( หลวงเสนีย์บริรักษ์ )    ทั้งสองท่านนี้มีฝีมือสูง    มีลูกศิษย์มาก  แต่ปัจจุบันจิตรกรรมฝาผนังนั้นซึ่งได้เขียนมาตั้งแต่รัชกาลที่     กำลังชำรุดเสียหายมากเพราะน้ำฝนที่ตกลงมาหลังคาพระอุโบสถรั่วทำให้น้ำฝนที่ตกลงมานั้นใหลลงมาทำ  ลายภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้นเสียหายเป็นส่วนใหญ่       ถ้าทางราชการไม่หาทางรีบบูรณะปฏิสังขรณ์ปฏิสังขรณ์แล้ว    รับรองว่าอีกไม่กี่ปีจะไม่มีภาพที่จิตรกรเอกได้ฝากฝีมือไว้ให้ดู     กว่าที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ฯ

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

        วัดสุวรรณารามได้จัดให้มีการแสดงธรรมเทศนาทุกวันพระในพระอุโบสถและที่ศาลาการเปรียญ จัดให้การแสดงพระเทศนาเป็นปุจฉาและวิสัชชนา    ธรรมาสน์ มีการบวชเนกขัมมปฏิบัติในวันมาฆะบูชา – วันวิสาขบูชา – วันอัฏฐมีบูชา  และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    ธันวาคม  วันเฉลิมชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชนีนาถ  ๑๒  สิงหาคม  เป็นต้น  มีการทำวัตรเช้า – เย็น  เป็นประจำทุกวัน และยังได้ไปแสดงธรรมและบรรยายธรรมในที่ต่าง ๆ เช่น  ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยบ้าง  ทางสถานีวิทยุ  ..  บ้าง  ตามสถานที่ต่าง ๆ  บ้างตามคำอาราธนานิมนต์ ฯ

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

       วัดสุวรรณารามนี้ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาแก่พระภิกษุและสามเณรมาโดยตลอด  โดยในยุคที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งนักธรรมและบาลี  โดยเปิดสอนนักธรรมชั้น  ตรี – โท – เอก  และเปรียญธรรมตั้งแต่ประโยค  -   ถึง  เปรียญ   ประโยคและยังได้รับอนุมัติจากแม่กองบาลีสนามหลวงให้เป็นสนามสอบบาลีประโยค  -   อีกด้วย ฯ

       นอกจากนี้ทางวัดก็ได้เปิดเป็นศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  อบรมศีลธรรมให้แก่เยาวชนที่มีความสนใจใคร่ต่อการศึกษาพระพุทธศาสนาด้วย ฯ

       ส่วนการสงเคราะห์อื่น ๆ นั้น  ทางวัดก็จัดหาเครื่องใช้ต่าง ๆ   เช่น  โต๊ะ   เก้าอี้   เต็น   อาสนะ  ถ้วย  ชาม  จานซึ่งมีผู้บริจาคให้บ้าง  ทางวัดจัดหาซื้อมาเองบ้าง 

การบริหารการปกครอง

        วัดสุวรรณารามมีเจ้าอาวาส  ปกครองมาโดยลำดับดังนี้

       .  พระธรรมเจดีย์

       .  พระธรรมกิตติ

       .  พระญาณโพธิ

       ทั้ง    รูปนี้ไม่ปรากฏนามเดิม

       .  พระเทพมุนี  ( กัน  .. ) มรณภาพเมื่อ  เดือน  ๑๐  ปีเถาะ จ.. ๑๒๒๙ พ.. ๒๔๑๐ ฯ

       .  พระปลัดด้วง ฯ  ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้    ปี  ก็มรณภาพ 

       .  พระธรรมธราจารย์  (  นาค )

       . พระศีลาจารพิพัฒน์  ( ศรี ) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.. ๒๔๑๒ ถึง พ.. ๒๔๓๙ ฯ

. พระครูวิมลปัญญา  ( เนียม )

       .  พระครูเทพสิทธิเทพาธิบดี  ( ทับ ) ถึงมรณะภาพเมื่อวันที่  ๑๙  ธันวาคม  ..  ๒๔๕๕  อายุ 

                  ๖๖  พรรษา  ๔๖ ฯ

       ๑๐.  พระครูสังวราธิคุณ  ( พระสมุห์เทศ ) ได้รักษาการเจ้าอาวาสจนได้เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ..

               ๒๔๕๕  ถึง  ..  ๒๔๕๘  ถึงแก่มรณภาพเมื่อ  ..  ๒๔๖๓ ฯ

       ๑๑.  พระสาธุศีลสังวร  (  เผื่อน  อุคฺคเสโน  .. ) รักษาการเจ้าอาวาสอยู่    ปี  จึงได้เป็นเจ้า    

                     อาวาสเมื่อวันที่    กรกฎาคม  ..  ๒๔๖๕  ถึงแก่มรณะภาพเมื่อวันที่  ๑๙  มกราคม  ..

                ๒๔๖๖ ฯ

       ๑๒.  พระครเทพสิทธิเทพาธิบดี  ( ผัน  จนฺทโชโต )  รักษาการเจ้าอาวาสและได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อ

                     วันที่    พฤศจิกายน  ..  ๒๔๗๐  ถึงแก่มรณะภาพเมื่อวันที่    เมษายน  ..  ๒๕๐๑ ฯ

       ๑๓.  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  ( พุฒ  สุวฑฺฒโน  .. )  ดำรงตำแหน่าเจ้าอาวาสเมื่อวันที่  ๑๐    กรกฎาคม  ..  ๒๕๐๒  เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ฯ

       ๑๔.พระราชปริยัติโมลี (ไพบูลย์ วิปุโล) อายุ 52 พรรษา 31 เป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณารามสืบแทน ในการนี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคม พิจารณาตามที่เจ้าคณะภาค 1 เสนอ อาศัยกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ พิจารณาเห็นว่า พระราชปริยัติโมลี (ไพบูลย์ วิปุโล) เป็นผู้มีคุณสมบัติตามความในข้อ 6 ข้อ 26 และข้อ 29 (1) (2) และ (3) (ข) แห่งกฎมหาเถรสมาคม ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม รับภาระสนองงานคณะสงฆ์นับแต่นี้สืบไป

วัดสุวรรณาราม  มีระเบียบปฏิบัติเป็นประจำก็คือมีการทำวัตรเช้า – เย็น  และลงอุโบสถฟังพระปาฏิโมกข์ทุก ๆ กึ่งเดือน .                                 

 

                                        

โดย กาแฟมอญ

 

กลับไปที่ www.oknation.net