วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความรัก ฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็น(เรื่องสั้น)


 

ความรัก ฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็น

มองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้ฝนตกหนักมาก ฉันยืนพิงผนังข้างๆหน้าต่างพร้อมกับนัยต์ตาที่แดงก่ำ ฉันยืนร้องไห้แอบอิงไปกับสายฝน ฝนที่กระหน่ำลงมากลบเสียงสะอื้นไห้ของฉัน  ฉันยังคงร้องไห้ต่อไปเรื่อยๆเพราะไม่รู้จะหยุดน้ำตาลงได้ด้วยวิธีใด ในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องอันใดที่จะทำให้ฉันต้องเจ็บปวดได้ถึงขนาดนี้ มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้น ที่บั่นทอนจิตใจฉันให้ดิ่งลงไปใต้ทะเลลึก

 

“แก ถูกผู้ชายหลอกแล้วอัน โถเอ้ย..ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องมาเกิดขึ้นกับแกด้วยนะ ”  เธอพูดพร้อมกับเอามือมาแต่ะไหลฉันเบาๆ พร้อมกับส่งสายตาให้กำลังใจฉัน

“อืม..ฉันเองก็รู้ดีมาตลอดนะ ว่าถูกหลอก แต่ฉัน รักเขา นุชเข้าใจมั้ย รักทั้งที่รู้ว่า จะต้องเสียใจ ”

“แต่แก ต้องรักตัวเองนะอัน แกจะรักคนอื่นมากกว่าตัวเองแบบนี้ไม่ได้นะ ช่วงที่ผ่านมา แกกลุ้มใจเรื่องต้นมากเลยนะ แกรู้ตัวรึเปล่าว่า แกดูหน้าเครียดตลอดเวลา ฉันไม่อยากให้แกอยู่ในสภาพนี้ต่อไปอีกแล้วนะอัน” 

“นุชฉันขอบใจแกมากเลยนะ ที่ให้กำลังใจฉันมาตลอด แต่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะตัดใจยังไง ”

“แกอย่าลืมนะ ว่าต้นมีแฟนแล้ว และที่เขามาทำดีกับแกนะ อาจจะหวังสิ่งตอบแทนก็ได้นะอัน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าต้นน่ะ มีนิสัยเป็นยังไง แต่พฤติกรรมที่เขาทำกับแกมันดูแปลกๆ แบบชอบเอาเปรียบแกนะ เออ..ฉันอาจจะพูดตรงเกินไป  เอาเป็นว่าฉันเป็นห่วงแกก็แล้วกัน”

 

หลังจากที่ฉันคุยกับนุชเป็นชั่วโมงก็ได้ข้อสรุปว่า ฉันพยายามที่จะตัดใจ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า แต่สิ่งที่เขาทำกับฉัน มันก็แสดงให้รู้แล้วว่า ฉันมีค่าแค่เวลาที่เขาเหงา หรือต้องการความช่วยเหลือ แต่เวลาที่เขามีความสุข เขาเองกลับไม่เคยนึกถึงฉันเลยสักนิด ฉันเริ่มร้องไห้อีกครั้ง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าเปียกปอนบนใบหน้าของฉัน ผ้าเช็ดหน้าที่คอยซับน้ำตาของฉันในตอนนี้ ก็เป็นผ้าเช็ดหน้าของเขา ฉันได้มาในคืนวันฝนพรำ ตอนที่เราไปเดินสะพานพุทธด้วยกัน เขาเอาผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ลายแรคเก้ ออกมาคลุมหัวให้ฉัน แล้วฉันก็เอามันมาเป็นสมบัติของตัวเอง และในตอนนี้มันก็ใช้ประโยชน์เป็นที่ซับน้ำตาให้กับฉัน

 

ฉันจำวันแรกที่เจอกับเขาได้ดี ภาพรอยยิ้มแสนหวานของเขาปรากฏชัดขึ้นมาอีกครั้งในห้วงแห่งความคิด

“น้องครับ น้องครับ คนที่มายื่นหนังสือ ที่เป็นนักวิชาการนะชื่ออะไรครับ” เขากวักมือเรียกฉัน และเพื่อนเข้าไปถาม เมื่อเดินมาถึงโต๊ะช่างภาพ ก่อนที่จะเดินเลี้ยวขวาเข้าห้องสื่อมวลชน

“อ่อ..เขาชื่อ  ชื่ออาจารย์ บรรจง ค่ะ เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ฉันรีบตอบเขาทันที เขาเองก็รีบจดตามที่ฉันบอก ฉันสังเกตเห็นว่าเขาเขียนตัวหนังสือข้างซ้ายด้วย ตอนนี้หัวใจฉันมันเต้นแรงผิดปกติ หนาวๆ ร้อนๆ วูบวาวยังไงไม่รู้สิ นี่ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย สองมือประสานกันแน่น และเย็นเฉียบ

“เออพี่..คือหนู หนูสองคนยังไม่ได้เอกสารเลยค่ะ ถ้าพี่ทำเสร็จแล้ว หนูขอนะคะ ” ฉันพูดแบบติดๆ ขัดๆเล็กน้อย ฉันกำลังต้องการมันพอดีเพราะว่าจะได้มีข้อมูลเขียนข่าวส่งพี่นึ่ง (เป็นพี่ที่ดูแลฉันตอนที่ฝึกงานนะ) ก่อนที่ฉันจะเดินจากมา เขาฉีกยิ้มให้ฉันและเพื่อน พร้อมกับบอกว่า

“ถ้าพี่เขียนแคบชั่นเสร็จแล้วจะเอาเอกสารไปให้นะ ” น้ำเสียงเขาแหบเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดูน่าสนใจน้อยลงเลย ตรงกันข้ามเขากลับเป็นหนุ่มเสียงแหบเจ้าเสน่ห์สำหรับฉันอีกนะ เมื่อฉันและเพื่อนมานั่งเขียนข่าวได้พักใหญ่ เขาก็เดินถือเอกสารแผ่นนั้นเอามาให้ฉัน พร้อมกับยิ้มแบบน่ารัก ๆ ให้ฉันอีกครั้ง เวลาที่เขาทำหน้าเฉย ๆก็ดูธรรมดานะ แต่พอยิ้มออกมา เขาดูน่ารักมากๆภาพในวันนั้นยังคงเด่นชัด ในความทรงจำ เอกสารที่ยับยู่ยี้แผ่นนั้นฉันยังคงรักษาเอาไว้อย่างดี

 

ภาพในวันนั้น ผ่านมา 4 เดือนแล้ว จากคนไม่เคยรู้จัก กลายมาเป็นคนรู้จัก และส่งยิ้มให้กันเสมอเมื่อพบหน้า  ความมหัศจรรย์เกินขึ้นในวันสุดท้ายที่ฉันฝึกงานเสร็จ (ที่ฉันเรียกมันว่า มหัศจรรย์ก็เพราะว่า ตลอดเวลาที่ฝึกงานอยู่ในรัฐสภา หนึ่งอาทิตย์สุดท้าย ที่ฉันฝึกงานเสร็จฉันไม่ได้เจอเขาอีกเลย) วันนั้นฝนตกพรำๆ มีการแถลงข่าวที่ห้องสื่อมวลชน ฉันยังคงสอดส่ายสายตามองหน้า ช่างภาพคนนั้นเหมือนทุกครั้ง และครั้งนี้ฉันก็เจอเขาอีกครั้ง ใจฉันเต้นแรง ไม่เป็นจังหวะ มือที่จดข่าวก็พัลวันไปหมด จดผิด จดถูก ฉันแอบมองเขาเล็กน้อย เห็นเขากำลังตั้งใจถ่ายภาพอย่างขมักเขม้น แต่..ฉันก็ทำได้แค่เพียงแอบมอง เมื่อเขาเดินมาถ่ายภาพใกล้ๆ ฉัน โอ้ย..ฉันรู้สึกว่าตัวแข็งทื่อไปหมดเลย เมื่อแถลงข่าวเสร็จ ฉันเดินมาพิมพ์ข่าวที่หอสมุดในรัฐสภา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันไม่กล้าเข้าไปคุยกับเขาหรอก มันจบแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้เจอเขาแล้ว ฉันสูดหายใจลึกๆ และทำงานต่อไป พักใหญ่ก็มีคนมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ข้างๆ ฉัน

“เจ้ๆ เครื่องนี้ใช้ได้รึเปล่าครับ ” ฉันรู้สึกฉุนนิดๆ ที่มีคนมาเรียกฉันว่า เจ้ แต่พอหันไปมอง ฉันต้องอึ้งไปนิดหนึ่งฉันรีบลดระดับอุณหภูมิในร่างกายลง ที่จู่ๆ ก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเลย (หันไปแอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียว และคิดในใจว่า เป็นไปได้ยังไง เขายืนอยู่ข้างๆ ฉัน โอ..ไม่นะ..ฉันจะต้องควบคุมตัวเอง อย่าให้เขารู้เด็ดขาดว่า เราดีใจแค่ไหน)

“อ๋อ.. ไม่มีคนใช้หรอก แล้วเป็นไรกันเนี่ย มาเรียกเจ้ ” น้ำเสียงฉันราบเรียบ แสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยที่มาเรียกฉันว่า เจ้  แต่ก็แอบหันไปยิ้มคนเดียว อีกตามเคย

“ โทษครับ ๆ เออ..เขียนข่าวแถลงเมื่อกี้อยู่ใช่มั้ยครับ ” เขาพูดพร้อมกับเอียงคอมองมาดูงานฉันที่หน้าจอคอมฯ

“ อืม..เขียนข่าวเมื่อกี้แหละ” ฉันยังควบคุมน้ำเสียง และไม่ให้ยิ้มออกมาได้อยู่

“ เราขอ แคบชั่นเธอหน่อยได้มั้ย เราขี้เกียจเขียนนะ ” 

“ โห..ทำไมไม่เขียนเองหละ  เรายังทำไม่เสร็จเลยนะ ” 

“ เออ.น่า ขอหน่อยนะ.เสร็จแล้วก็ส่งมาที่เมลเรานะ” 

“ ตาบ้านี่ เป็นอะไรของเขานะ มาทำเสียงอ้อนกับเราแบบนี้ทำไม่ โอ..ฉันแย่แล้ว อันเธอต้องควบคุมตัวเอง อย่ายิ้มเป็นอันขาด ” ฉันกำลังต่อว่าตัวเองในใจ  เขาเขียนเมลเขาส่งให้ฉัน เราคุยกันนิดหน่อย รู้มาว่าเขาเองก็ฝึกงานเหมือนกัน ตอนแรกก็นึกว่าเป็นช่างภาพจริงๆ แต่หน้าเขาดูเด็กที่สุดในบรรดาช่างภาพ และเท่มากๆด้วยนะ เขายังอยู่หนังสือพิมพ์เดียวกับฉันอีกนะ โอ..ชะตาฟ้าลิขิต (คิดไปโน้นแน่ะ..) หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ฉันก็ยังเขียนข่าวไม่เสร็จอีก เขาเดินกลับมาและบอกว่า ไม่ต้องส่งข่าวให้เขาแล้วเพราะเขาทำเสร็จแล้ว เขาชวนฉันไปม็อบเย็นนี้ แต่ฉันปฏิเสธ แต่เขาก็ยังดึงดันว่า ถ้าไปแล้วอาจจะได้เจอกัน พร้อมกับขอเบอร์ฉันไว้เผื่อจะได้โทรหาเวลาไปม็อบ ฉันยินดีที่จะให้เขา และคิดในใจว่า ( ฉันอยาก จะออกไปตะโกนดังๆ ว่า ไชโย ฝันเป็นจริงแล้ว ในที่สุดเขาก็มาขอเบอร์ฉัน ฉันรู้ดีว่า เขาอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่ที่ดีใจคือ หลังจากฝึกงานเสร็จฉันอาจะได้เจอเขาอีกก็ได้ เยสๆๆๆ โอ! เยส.. ดีใจเหลือเกิน บ้าไปแล้วฉัน ) ฉันจินตนาการไปไกลเกินกว่า ที่ใครจะคาดคิด

 

หลังจากวันนั้น เราก็สนิทกันมากขึ้น เราไปทำข่าวม็อบที่สนามหลวงด้วยกัน ไปดูหนัง ไปทานข้าว ไปเดินเล่นด้วยกัน ที่กล่าวมาเป็นช่วง 2 เดือนแรกที่เรารู้จักกัน และหลังจากนั้น เขาก็หายไปพักหนึ่งประมาณว่า ฉันโทรไปแล้วเขาก็ทำเหมือนไม่อยากคุย ติดธุระ หรือรำคาญฉันประมาณนี้แหละ และที่ทำให้ฉันน้ำตานองหน้าไปไม่น้อยกว่าครั้งนี้ก็คือ เพิ่งมารู้ว่าเขามีแฟนแล้ว หลังจากที่ฉัน รักเขาไปแล้ว (เรียกว่ารักได้เลยนะเพราะฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้เมื่ออยู่กับเขา ฉันมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ความหลง) คืนวันนั้นฉันร้องไห้จนตาบวมและไม่ติดต่อเขาไปอีก แต่เมื่อเขาโทรมาฉันก็ใจอ่อนและหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าเขายังไม่มีใคร เพื่อให้ตัวเองสบายใจขึ้น

 

ฉันจมอยู่กับความฝันลมๆ แล้งๆ ว่าเขาเองก็ชอบฉัน แอบนอนฝันหวาน ยิ้มหน้าบานเมื่อเขาโทรมา และตัดสินใจบอกรักเขา ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเสียใจ ฉันนี่โง่จริง รู้ทั้งที่รู้ว่าเขามีแฟนแล้ว และความรักของเราก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังดึงดัน ยังคงอยากที่จะรักเขาต่อไป แม้ว่าตัวเองจะต้องมานั่งเสียใจคนเดียวก็ตาม  ตอนนั้นฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้รักเขา เพื่อที่จะรักษาเขาไว้ให้ดีที่สุด ฉันเอ่ยถามเขาไปว่า รู้สึกยังไงกับฉัน คำตอบที่ได้รับเรียกน้ำตาให้ฉันอีกแล้ว  ฉันคิดไปเองว่าเขาชอบ แต่ที่จริงแล้วเขาก็แค่รู้สึก ดี - ดี เท่านั้น คำพูดที่ฉันรอคอย มันเหมือนไม้ท่อนใหญ่ๆ ที่ฟาดมาที่หัวฉันอย่างแรง และฉันก็สลบไป โดยที่ไม่อยากจะฟื้นขึ้นมามองดูโลกใบนี้อีก

 

คืนนั้นฉันกินยานอนหลับไปไม่รู้กี่สิบเม็ด ฉันไม่อยากตื่นขึ้นมารับรู้ว่าตัวเองเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น ฉันนอนหลับไปหลายชั่วโมง คือกินยาคืนนี้แล้วก็ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้เช้าของวันถัดไป ฉันปวดหัวไปหมด ท้องไส้ปั่นป่วน ฉันลางสังขารตัวเองไปยังห้องน้ำแล้วเปิดน้ำจากฝักบัว ฉันนั่งพิงผนังห้องน้ำทั้งชุดนอน น้ำเย็นๆช่วยให้ฉัน  ฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง มันชะล้างคราบน้ำตา และความหม่นหมองให้ฉันได้บ้าง  ฉันแต่งตัวออกไปเรียนตามปกติ และบอกกับเพื่อนๆว่าที่หายไปนะ กลับบ้านต่างจังหวัดมา

 

นั่งคิดถึงวันนั้น ถ้าไม่มียานอนหลับฉันคงคิดมาก และอาการปวดศรีษะอย่างแรงจะกำเริบอีกครั้ง  ความรักมันทำให้ฉันเจ็บทรมาน และหมดหวังในชีวิต  หลังจากวันนั้นฉันก็ยังไม่เข็ด เขาโทรมาชวนไปเดินสะพานพุทธ ฉันก็ไป เสียงจากปลายโทรศัพท์ ทำให้ฉันยิ้มออกมาได้อีกครั้ง จนฉันลืมไปว่าเมื่อครู่นี้ ยังนอนร้องไห้อยู่เลย ฉันพยายามแต่งตัวออกมาให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรานั่งคุยกับบนเชิงสะพาน และเขาก็ถ่ายรูปให้ฉัน ฉันคิดว่าตัวเองเป็นนางแบบ กำลังโพสต์ท่า สวยๆ น่ารักๆ ให้เขาถ่าย ซึ่งภาพก็ออกมาสวยสมใจจริงๆ

 

หลังจากวันนั้น เขาก็ทำตัวแปลก ๆ สนใจฉันมากขึ้น เป็นห่วงเป็นใย โทรหาทุกวัน ซึ่งฉันเองก็รู้ดีว่ามันผิดปกติ และมันก็ใช่จริงๆ เขาเข้ามาทำดี เพื่อที่จะมาขอยืมเงินฉันไปทำธุระบางอย่าง ฉันนะเต็มใจให้ และไม่หวังว่าจะได้คืน ฉันยินดีที่จะช่วยเขาทุกเมื่อ จากนั้นเขาก็อยากได้นั่นได้นี่เพิ่มมากขึ้น จนฉันรู้สึกว่า ที่เขาเข้ามาทำดีกับฉันเพื่อแค่ต้องการวัตถุสิ่งของจากฉันเท่านั้นเองหรือ เขาไม่ได้มีความรัก ความจริงใจมอบให้ฉันเลยหรืออย่างไร ฉันต้องอดทน ทนต่อไป เพียงเพราะคำว่ารักคำเดียว ซึ่งมันดูเป็นคนโง่มากๆในสายตาคนอื่น ฉันกำลังมีควาสุขบนความทุกข์ของตัวเอง

 

เวลาที่เขาอยู่กับแฟน เขาจะรีบโทรมาบอกฉันว่า วันนี้อย่าโทรไปหานะ เดี๋ยวเขาจะโทรมาหาเอง มันสร้างความเจ็บปวดให้ฉันอย่างท่วมท้น แรกๆ ฉันนั่งร้องไห้ พร้อมกับฟังเพลง ช้าไปไหมเธอ ของพัชชานะ ฉันชอบมากจริงๆ มันทำให้ฉันร้องไห้ทุกครั้งที่ฟัง ฉันก็ไม่รู้จะจัดการยังไงกับความรู้สึกของตัวเอง

“อัน แกต้องตัดใจนะ ถ้าแกทำได้ แกก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้อีก เจ็บทีเดียวนะดีกว่าที่แกต้องมานั่งเจ็บแบบนี้ทุกวันนะ”   นุชเพื่อนที่คอยรับฟังฉันทุกเรื่อง คอยปลอบใจและให้คำแนะนำแก่ฉันมาตลอด

“นุช เราตัดสินใจแล้ว  เราจะไม่โทรไปหาเขาอีก เราจะต้องทำให้ได้ ฉันบอกนุชไปแบบที่ใจคิดจริงๆ แต่ผ่านไป 10 นาที ฉันก็ผิดคำพูดกับนุช

“ต้น อยู่ไหนเหรอ ทำอะไรอยู่”

“อยู่บ้าน เราหละทำอะไรอยู่”

“อยู่มหาลัยฯ กำลังจะกลับบ้าน งั้นแค่นี้นะ คิดถึงต้นนะ” 

“ครับ คิดถึงเหมือนกัน กลับบ้านดี ดีนะครับ” ฉันวางโทรศัพท์ลงและนั่งคิดอะไรต่อมิอะไรคนเดียวบนโต๊ะไม้ใต้คณะนิเทศศาสตร์ ฉันนะพูดได้ว่าจะเลิก จะไม่กลับไปดีกับเขาอีก ฉันก็ทำไม่ได้ เพราะอ่อนแอ อ่อนไหวเกินไป ฉันเลยต้องมานั่งเสียใจแบบนี้ ซ้ำๆ ซากๆ

 

ยังยืนพิงผนัง อยู่ท่าเดิม ตอนนี้ ฝนหยุดตกแล้ว เหลือเพียงเสียงร่ำไห้ของฉันที่ยังคงแผ่วเบา ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง แต่ใจฉันยังคงมืดมน ความสุขที่คว้าได้ช่างเลือนลางเต็มทน  ฉันไม่ได้ถูกเขาหลอก แต่ฉันเองยินดีที่จะให้เขาหลอก เพียงเพื่อแลกกับ ความรัก เล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันจะได้รับจากเขา เขาใช้ความรักของฉัน เป็นเครื่องมือ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยมีความจริงใจให้ฉันเลย เขาพร้อมที่จะสลัดฉันทิ้งเสมอ เมื่อวานแฟนเขารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ผู้หญิงคนนั้นบอกให้เขาเลิกติดต่อกับฉันเด็ดขาด ถ้าไม่อย่างงั้น เขาก็จะต้องเลิกกับแฟนเขา คิดดูสิ คำตอบมันมีอยู่แล้ว ว่าเขาก็ต้องเลือกแฟนเขาอยู่ดี ส่วนตัวฉันก็กลายเป็นทางผ่าน

 

น้ำตา ความเศร้า มันถาโถมเข้ามาเกาะกุมในใจฉัน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าความรักครั้งนี้มันจะหายไปจากใจฉันเมื่อไหร่ ฉันยังคงเป็นคนโง่ต่อไป ใช่ ฉันยังคง รัก และรอเขา บางคนพออ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจจะบอกว่า คนโง่ๆ แบบนี้ ยังมีอยู่หรือ  และอาจจะหัวเราะเยาะฉัน ฉันไม่โกรธหรอกนะ  เพระคนเรามีความคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

 

ฉันอยากบอกเพียงว่า ในชีวิตคนเราความรู้สึกรัก นั้นไม่สามรถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ และฉันเองก็ไม่เคยรู้เลยว่า ทำไมถึงรักเขาได้มากถึงเพียงนี้  มีคนเดินเข้ามามากมาย แต่ฉันก็เลือกที่ จะรักเขา ถึงแม้ว่าจุดจบของเรื่องก็คือ ฉันเป็นคนเดียวที่จะต้องเสียใจ และต้องเป็นฝ่ายถูกทิ้ง ..

 

ฉันยิ้มให้กับความผิดหวัง ยิ้มให้กับน้ำตา ยิ้มให้กับภาพวันวานที่ผ่านเข้ามา ถึงฉันจะไม่สมหวัง ไม่ได้หัวเราะ และมีความสุข แต่ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันก็พูดได้เต็มปาก ว่าฉันเคยมีความรัก และเป็นรักที่บริสุทธ์ จริงใจ มันยังเป็นบทเรียนราคาแพงที่ฉันไม่ต้องลงทุนซื้อ แต่ต้องแลกกับความเจ็บปวดกลายเป็นเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว อดทน รักตัวเองมากขึ้น และพร้อมที่จะสู้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต่อไป

 

                                                                                                                                                           ริสา..

 

 

โดย ใบฝิ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net