วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความจริง ที่จะให้รู้ทุกคน


ใน สมัย พระบาท สมเด็จ พระพุทธ ยอดฟ้า จุฬาโลก มหาราช พระเจ้า ปะดุง กษัตริย์ พม่า ได้ส่ง ทหาร เข้ามา ตี หัวเมือง ภาคใต้ ทัพเรือ ของ พม่า ตีได้ เมือง ตะทั่วทุ่ง ตะกั่วป่า แต่ ไม่สามารถ ยึดเอา เมืองถลาง เพราะ คุณหญิงจันทร์ ภรรยา พระถลาง และ นางสาวมุก น้องสาว ได้เกณฑ์ กรมการเมือง ออก ต่อสู้ ป้องกัน เมือง ไว้ได้

ทางบก พม่า ยก เข้าตี ได้เมือง กระบุรี ระนอง ชุมพร แล้วเลย มาตี เมือง นครศรี ธรรมราช ได้ ขณะที่ กองทัพ พม่า จะยก ไปตี เมือง พัทลุง และ สงขลา สมเด็จ พระบวร ราชเจ้า มหา สุรสิงหนาท ซึ่งเสร็จ จากการ รบกับ พม่า ที่เมือง กาญจนบุรี ก็เสด็จ นำ กองทัพ มาช่วยเหลือ หัวเมือง ภาคใต้ ที่ถูก พม่า ยึดไว้ กลับคืน ทรงดำริ เห็นว่า หัวเมือง ประเทศราช ของไทย มีเมือง ปัตตานี ไทรบุรี คิดจะ ตั้งตน เป็น อิสระ ไม่ยอม มาขึ้น กับไทย จึงส่ง กองทัพ หน้า ออกไป ตีเมือง ปัตตานี ได้จาก สุลต่าน อาหะหมัด ในปี พ.ศ.๒๓๒๙ ส่วนเมือง ไทรบุรี ตรังกานู และ กลันตัน เมื่อ ทราบข่าว เมือง ปัตตานี พ่ายแพ้ แก่ กองทัพ ไทย แล้ว ก็มี ความ หวาดกลัว ว่า จะถูก กองทัพ ไทย ยกไป โจมตี จึง ได้ส่ง ทูต นำ เครื่องราช บรรณาการ ดอกไม้ ทองเงิน มาถวาย สมเด็จ พระบวร ราชเจ้า มหา สุรสิงนาท ยอมขึ้น กับ ราชอาณาจักร ไทย เช่นเดิม และ ทรงแต่งตั้ง ให้ ตนกู ลัมมิเด็น ขึ้นเป็น เจ้าเมือง ปัตตานี หนังสือ กรียาอัน มลายู-ปัตตานี กล่าวว่า ตนกูลัมมิเด็น ได้รวบรวม ผู้คน อพยพ เข้าไป ตั้ง ศูนย์กลาง ปกครอง เมือง ปัตตานี อยู่ใน บริเวณ เมืองโบราณ ที่บ้าน ประวัน อำเภอยะรัง และ มอบหมาย ให้ ระตู ปะกาลัน เป็นพนักงาน ด่านภาษี อยู่ที่ ตำบล ตันหยงลุโละ ท้องที่ อำเภอเมือง ปัตตานี ด่านนี้ เพิ่งจะเลิก กิจการไป ใน รัชสมัย สมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว นี้เอง (ดู ทำเนียบ ข้าราชการ กระทรวง มหาดไทย ปี พ.ศ.๒๔๕๗)

ตวนกู ลัมมิเด็น ได้รับ พระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ ดำรง ตำแหน่ง สุลต่าน เมือง ปัตตานี ได้ไม่นาน ก็ส่ง ทูต ชื่อ "นาคุดาสุง" ถือสาสน์ พร้อม เครื่องราช บรรณาการ ไป เกลี้ยกล่อม องค์เชียงสือ กษัตริย์ญวน ขอความ ร่วมมือ ให้นำ กองทัพ ไปตี กรุงเทพฯ แต่ องค์เชียงสือ ยังสำนึก ใน พระมหา กรุณาธิคุณ ของ สมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งเคย ชุบเลี้ยง อุปถัมภ์ องค์เชียงสือ และ มารดา ในยาม ที่ หลบหนี พวกกบฏ ไตเซิน เข้ามา พึ่งพา พระบรม โพธิสมภาร อยู่ใน กรุงเทพฯ และ ทั้งยังทรง สนับสนุน เกื้อกูล ให้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ใช้กอบกู้ เอกราช บัลลังก์ กลับคืน จึงมีสาสน์ มากราบทูล ให้สมเด็จ พระพุทธ ยอดฟ้าฯ ทรงทราบ ดังนั้น ในปี พ.ศ.๒๓๓๔ จึงโปรดเกล้า ให้ พระยา กลาโหม ราชเสนา เป็นแม่ทัพเรือ ยกไปตี เมือง ปัตตานี จับตนกู ลัมมิเด็น ได้ ทรงให้นำ เอาตัว มากักกัน ไว้ใน กรุงเทพฯ

พงศาวดาร เมืองสงขลา กล่าวถึง เหตุการณ์ ในครั้งนี้ ว่า

"ปีกุนตรีศก ศักราช ๑๑๕๓ (พ.ศ.๒๓๓๔) โต๊ะสาเหย็ด (ไซยิด) คบคิด กับ พระยา ตานี ยกกองทัพ ไปตี เมือง สงขลา พระยา สงขลา ขอกำลัง ทัพหลวง จากกรุงเทพฯ และ กำลัง จาก กองทัพ เมือง นครศรี ธรรมราช มาช่วยเหลือ แต่ก่อน ที่ กองทัพ หลวง จาก พระนคร ยกไปถึง เมือง สงขลา เพียง ๔ วัน กองทัพ เมือง สงขลา และ เมือง นครศรี ธรรมราช ก็สามารถ ตี กองทัพ พระยา ตานี ที่มา ตั้งค่าย คูล้อมเมือง สงขลา แตกทัพ กลับไป โต๊ะสาเหย็ด (ไซยิด) ถูกปืน ตาย ขณะ เสก น้ำมนต์ ประพรม ประตู ค่าย"

หลังจากการ ปราบปราม กบฏ เมือง ปัตตานี ครั้งนี้ พระบาท สมเด็จ พระพุทธ ยอดฟ้าฯ ทรง โปรดเกล้าฯ พระราชทาน บำเหน็จ ความชอบ ให้เลื่อน พระยา สงขลา (บุญฮุย) ขึ้นเป็น เจ้าพระยา อินคีรี สมุทร สงคราม รามภักดีฯ ให้ยก เมือง สงขลา ขึ้นเป็น เมืองชั้นเอก ขึ้นตรง กับกรุงเทพ มหานครฯ และมอบ ให้เจ้าเมือง สงขลา เป็นผู้ ควบคุม ดูแล เมือง ปัตตานี เมืองตรังกานู และกลันตัน

ข้อความ ใน พงศาวดาร เมืองสงขลา มิได้ กล่าวถึง การแต่งตั้ง ผู้ใด เป็นผู้ ปกครอง เมือง ปัตตานี หลังจาก กบฏ ตวนกู ลัมมิเด็น แต่ เรื่องราว การแต่งตั้ง ผู้ครอง เมือง ปัตตานี ไปปรากฏ เป็นหลักฐาน อยู่ใน หนังสือ กรียาอัน มลายู-ปัตตานี ของ อิบรอฮิม ซุกรี ว่า พระยา กลาโหม ราชเสนา ขอ พระราชทาน โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้ง ระตู ปะกาลัน เป็นเจ้าเมือง ปัตตานี โดยมี คนสยาม ชื่อ "ลักษมณาดายัน" เป็นผู้ ควบคุม ดูแล (ทำหน้าที่ คล้ายกับ ยกกระบัตรเมือง)

ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๓๕๑ ระตู ปะกาลัน เกิดมี ความคิด ขัดแย้ง กับ ข้าราชการไทย (ลักษมณาดายัน) ซึ่ง ทำหน้าที่ ควบคุม ดูแล การบริหาร เมือง ปัตตานี อยู่ใน ขณะนั้น จนถึง กับยก กำลัง ไพร่พล เข้า ต่อสู้กัน เป็นเหตุ ให้ ข้าราชการไทย ซึ่งมี กำลัง น้อยกว่า ต้อง หลบหนี ไป รายงาน พฤติกรรม ของ ระตู ปะกาลัน ต่อ เจ้าเมือง สงขลา

เจ้าพระยา อินทคีรี ศรีสมุทร สงคราม รามภักดี อภิริยะ ปรากรม พาหู (บุญฮุย) เจ้าเมือง สงขลา ระดม กำลัง ทหาร จาก เจ้าเมือง จะนะ เมืองพัทลุง และ เมืองสงขลา มอบให้ หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) เป็นแม่ทัพ และให้ นายขวัญซ้าย บุตรชาย พระมหา นุภาพ ปราบ สงคราม (เค่ง) เจ้าเมือง จะนะ เป็นกอง ทะลวงหน้า บุก จู่โจม ตีเมือง ปัตตานี ได้ ระตู ปะกาลัน หลบหนี ออกจากเมือง นายขวัญซ้าย นำทหาร ติดตาม ไปจนถึง เขตแดน เมืองเประ กับ เมืองรามันห์ และได้ ยิง ต่อสู้ กันจน กระทั่ง ระตู ปะกาลัน เสียชีวิต

จาก เหตุการณ์ ที่ ตนกู ลัมมิเด็น และ ระตู ปะกาลัน ก่อการ กบฏ ในครั้งนั้น พระบาท สมเด็จ พระพุทธ ยอดฟ้า จุฬาโลก ทรง พระราช ดำริ เห็นว่า เมือง ปัตตานี มี กำลัง ผู้คน เป็น ปึกแผ่น แน่นหนา ยาก แก่การ ปกครอง ได้ทั่วถึง จึงมี พระบรม ราโชบาย ให้แยก เมือง ปัตตานี ออกเป็น เจ็ด หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี หนองจิก ยะหริ่ง ยะลา รามันห์ ระแงะ และ เมืองสาย และ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ นายขวัญซ้าย มหาดเล็ก เป็นผู้ว่า ราชการ เมือง ปัตตานี เป็นคนแรก ในปี พ.ศ.๓๒๕๑

เรื่อง ของปี ที่แยก เมือง ปัตตานี ออกเป็น เจ็ด หัวเมือง นี้ ยังมีการ เข้าใจ ไขว้เขว กันอยู่ พงศาวดาร เมืองปัตตานี ที่ พระยา สงขลา แต่ง กล่าวว่า ได้ทำการ แยกในปี พ.ศ.๒๓๒๙ หลังจาก สมเด็จ พระบวร ราชเจ้า มหา สุรสีหนาท ตีเมือง ปัตตานี ได้

สมเด็จ กรมพระยา ดำรง ราชา นุภาพ ทรง อธิบาย เรื่องการ แต่งตั้ง นายขวัญซ้าย ไว้ใน คำนำ หนังสือ ประชุม พงศาวดาร ภาค ๓ ว่า ปลัด จะนะ (ขวัญซ้าย) ได้รับการ แต่งตั้ง เป็นผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี ในปี พ.ศ.๒๓๓๔ แต่เมื่อ พิจารณา จาก ชีว ประวัติ สังเขป ของ นายขวัญซ้าย ก็ว่า ปีจุลศักราช ๑๑๕๕ (พ.ศ.๒๓๓๖) พระมหานุภาพ ปราบสงคราม ผู้ว่า ราชการ เมืองจะนะ บิดา ของ นายขวัญซ้าย ได้นำ นายขวัญซ้าย เข้า ถวายตัว เป็น มหาดเล็ก ในพระบาท สมเด็จ พระพุทธ ยอดฟ้าฯ รับราชการ ฉลอง พระยุคลบาท อยู่ใน กรุงเทพ มหานคร

พงศาวดาร เมืองสงขลา ก็ กล่าวไว้ เช่นเดียว กันว่า ได้ ทำการ แยกเมือง ปัตตานี หลังจาก ปราบ กบฏ ระตู ปะกาลัน ในปี พ.ศ.๒๓๕๑ ความว่า

"ครั้งนั้น ดาตู ปักหลัน เจ้าเมือง ยิริง คิดขบถ เจ้าพระยา พลเทพ จัดให้ กองทัพ เมืองพัทลุง เมืองสงขลา กับ กองทัพหลวง ให้ หลวงนายฤทธิ์ เป็นแม่ทัพ ยกออกไป ตีเมือง ยิริง หลวงนายฤทธิ์ ยกกองทัพ ออกไป ตีทัพ ดาตู ปักหลัน เมือง ยิริง ถึง ตะลุมบอน จับตัว ดาตู ได้ จึงได้ แยกเมือง ตานี ออกเป็น ๗ เมือง ตาม พระบรม ราชา นุญาต"

นอกจากนี้ ยังมี หลักฐาน การส่ง เครื่องราช บรรณาการ ของหัวเมืองทั้ง ๗ ที่ เจ้าพระยา อัคร มหา เสนา บดี มีหนังสือ ถึง พระยา ตรังกานู พระยา หนองจิก ในปี จ.ศ.๑๑๗๓ (พ.ศ.๒๓๕๔) ความว่า

"เมืองตรังกานู เมืองหนองจิก เคยได้ พำนัก อาศัย เมืองสงขลา มาก่อน ฉันใด ถึง พระยา สงขลา (บุญฮุย) ถึงแก่กรรม แล้ว พระยา วิเศษ สุนทร (เถี้ยนจ๋ง) ออกมา ว่าราชการ อยู่ ถ้าถึง งวดปี เมืองตรังกานู เมืองหนองจิก ส่ง ดอกไม้ ทองเงิน เครื่อง บรรณาการ เข้าไป ทูลเกล้าฯ ถวาย ก็ให้ส่ง ไปเมือง สงขลา ให้พระยา สงขลา จัดแจง แต่ง กรมการ เอา ดอกไม้ ทองเงิน เครื่อง บรรณาการ ไปทูลเกล้าฯ ถวาย อย่าง แต่ก่อน นั้น" (หมู่ จดหมาย เหตุ กรุง รัตน โกสินทร์ ร ๒ เลขที่ ๒/๑๑ จศ ๑๑๗๓ หนังสือ เจ้าพระยา อรรค มหา เสนา บดี ถึง พระยา ตรังกานู พระยา หนองจิก)

ธรรมเนียม การส่ง ดอกไม้ ทองเงิน หัวเมือง ที่อยู่ ภายใต้ การควบคุม ของเมือง สงขลา ได้แก่ เมืองปัตตานี ยะลารามันห์ ระแงะ ยะหริ่ง สาย หนองจิก กลันตัน และ ตรังกานู จะต้องจัด ดอกไม้ ทองเงิน ตามขนาด (ที่กำหนด แต่ละเมือง) ส่งผ่าน เจ้าเมือง สงขลา ตรวจสอบ และ แต่งตั้ง กรมการเมือง เป็นผู้นำ เข้าไป ทูลเกล้า ถวาย ทุกๆ ๓ ปี จากหนังสือ เจ้าพระยา อัคร มหา เสนา บดี เตือน พระยา ตรังกานู และ พระยา หนองจิก ดังกล่าว แสดงว่า อย่างน้อย เมืองหนองจิก เมืองตรังกานู ก็เคยส่ง ดอกไม้ ทองเงิน มาแล้ว ครั้งหนึ่ง คือ ในปี พ.ศ.๒๓๕๑ ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๓๕๔ ซึ่งเป็นปี ที่ครบรอบ แห่งการส่ง ดอกไม้ เงินทอง อีก เจ้าพระยา อรรค มหา เสนา บดี จึงมี หนังสือ เตือนมา เร่งรัด หัวเมือง ทั้งสอง

จาก เอกสาร ฉบับ นี้ และ พงศาวดาร เมือง สงขลา ปัญหา การแบ่งแยก เมือง ปัตตานี ออกเป็น ๗ หัวเมือง ปีใด จึงน่า จะยุติ ได้ว่า เมืองปัตตานี ถูกแบ่งแยก ออกเป็น ๗ หัวเมือง ในปี พ.ศ.๒๓๕๑ มิใช่ ปี พ.ศ.๒๓๒๙ หรือ ปี พ.ศ.๒๓๓๔ อันเป็น ปีก่อน สมเด็จ พระพุทธ ยอดฟ้า จุฬาโลก สวรรคต เพียง ๑ ปี

นายขวัญซ้าย ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมือง อยู่ได้ ๘ ปี ก็ถึงแก่กรรม สมเด็จ พระพุทธ เลิศหล้า นภาลัย จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้นายพ่าย น้องชาย นายขวัญซ้าย ขึ้นเป็น ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี คนต่อมา

ในสมัย ที่ นายพ่าย ปกครอง เมือง ปัตตานี "พวกสาเหย็ด (ไซยิด) และ พวกรัตนาวง ได้คบคิด กันเข้า ปล้นบ้าน พระยา ตานี (พ่าย) และ บ้าน หลวงสวัสดิ์ ภักดี (ยิ้มซ้าย) ผู้ช่วย ราชการ เมืองตานี" พระยา ตานี พ่าย ได้ทำการ ต่อสู้ ป้องกันเมือง ไว้ได้ แล้ว รายงาน เหตุการณ์ ไปยัง เมือง สงขลาทราบ พระยา สงขลา (เถี้ยนจ๋ง) มีหนังสือ บอกเข้ามา ยัง กรุงเทพฯ สมเด็จ พระพุทธ เลิศหล้า นภาลัย จึง โปรดเกล้าฯ ให้พระยา อภัย สงคราม กับ พระยา สงขลา ออกไป ช่วยเหลือ พระยาตานี (พ่าย) หาทาง ระงับ เหตุการณ์ และ เห็นว่า วิธี ที่ จะช่วย ให้เกิด ความ สงบ สุข ขึ้นใน หัวเมือง ทั้ง ๗ ได้ดี ที่สุด ในขณะนั้น คือ เลือกสรร บุคคล ในท้องถิ่น ที่มี ความสามารถ ขึ้นมา เป็น ผู้ว่า ราชการ เมือง จึงนำความ ขึ้นกราบ บังคมทูล พระบาท สมเด็จ พระพุทธ เลิศหล้า นภาลัย ให้ทรง แต่งตั้ง

ต่วนสุหลง เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี
นายพ่าย เป็นผู้ว่าราชการเมืองยะหริ่ง(ยิริง)
ต่วนสหนิ(หนิ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก
ต่วนมาโซ เป็นผู้ว่าราชการเมืองรามันห์
ต่วนหนิเดะ เป็นผู้ว่าราชการเมืองสาย
ต่วนยาลอ เป็นผู้ว่าราชการเมืองยะลา

ปี พ.ศ.๒๓๖๐ ต่วนยาลอ ผู้ว่า ราชการ เมืองยะลา และ ต่วนมาโซ ผู้ว่า ราชการ เมืองรามันห์ และ ต่วนสหนิ ผู้ว่า ราชการ เมืองหนองจิก ถึงแก่กรรม พระยา วิเศษ สุนทร (เถี้ยนจ๋ง) ผู้สำเร็จ ราชการ เมืองสงขลา จึงแต่งตั้งให้

ต่วนบางกอก เป็นผู้ว่าราชการเมืองยะลา
ต่วนกุโน เป็นผู้ว่าราชการเมืองรามันห์
ต่วนกะจิ น้องชายต่วนสุหลง (เจ้าเมืองปัตตานี) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก

ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๓๗๔ เกิด ทุพภิกขภัย ขึ้นใน รัฐไทรบุรี ราษฎร ประสพ ความ อดอยาก แร้นแค้น ทำให้ ผู้คน ในเมือง ไทรบุรี เกิดความ ระส่ำ ระสาย ตนกูเด (บุตรชาย ตนกู รายา พี่ชาย เจ้าเมือง พระยา ไทรบุรี (ปะแงรัน) ซึ่งเอาใจ ออกห่าง ไปเข้า กับพม่า) ได้เข้ามา เกลี้ยกล่อม และ ปลุกระดม ชาวเมือง ไทรบุรี ก่อการ จลาจล ขึ้น แล้วยึด เอาเมือง ไทรบุรี จาก พระยา ภักดี บริรักษ์ (แสง) บุตรของ เจ้าพระยา นครศรี ธรรมราช ไว้ได้

การกบฏ ในครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ฮอลล์ กล่าวว่า "ได้มีการ วางแผน กันที่ ปีนัง ต่อหน้า ต่อตา เจ้าหน้าที่ อังกฤษ ทีเดียว" การ แทรกแซง ของ อังกฤษ นี้ สืบเนื่อง มาจาก ข้าราชการ และ พ่อค้า ชาว อังกฤษ ในปีนัง เห็นว่า การที่ รัฐบาลไทย เข้ายึดครอง เมือง ไทรบุรีไว้ จะทำ ให้ไทย เข้ามามี อำนาจ ครอบงำ เหนือ รัฐต่างๆ ในมลายู เป็นการ ขัดขวาง ผลประโยชน์ ของพวกตน ในอนาคต ทั้งที่ บริษัท อีสต์ อินเดีย ก็ออก คำสั่ง ให้ ยึด นโยบาย ไม่เข้า แทรกแซง ต่อ กิจการ ของรัฐ มลายู แต่ ชาว อังกฤษ ในปีนัง ก็ พยายาม ฝ่าฝืน

พระยา ภักดี บริรักษ์ (แสง) ได้ อพยพ ผู้คน ถอยไป ตั้งรับ พวก กบฏ อยู่ที่เมือง พัทลุง และ รายงาน การเสีย เมือง ไทรบุรี ไปให้ เจ้าพระยา นคร (น้อย) ทราบ ขณะนั้น พระสุรินทร์ ข้าหลวง ในกรม พระราชวัง บวร สถาน มงคล ออกมา ปฏิบัติ ราชการ อยู่ที่ เมือง นครศรี ธรรมราช เจ้าพระยา นครฯ จึงให้ พระสุรินทร์ ออกไป เกณฑ์ กองทัพ เมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) จึง มอบหมาย ให้ พระยา สุรินทร์ นำคำสั่ง ไปยัง หัวเมืองทั้ง ๗ ให้เกณฑ์ ไพร่พล มาสมทบ กับ ทหาร เมืองสงขลา เพื่อยก ไปตี เอาเมือง ไทรบุรีคืน

เมื่อ ชาวเมือง ต่างๆ ทราบว่า ถูกเกณฑ์ ไปทำการรบ กับเมือง ไทรบุรี ก็พากัน หลบหนี พระสุรินทร์ จึง ลงโทษ แก่ กรมการเมือง ด้วยการ ปรับไหม เรียก เป็นเงิน - ทอง เป็นเหตุให้ เจ้าเมือง ต่างๆ (เว้น เจ้าเมืองยะหริ่ง สายบุรี) ไม่พอใจ จึงพากัน ฉวยโอกาส ทำการ ก่อกบฏ ขึ้นอีก

เจ้าเมือง นครศรี ธรรมราช และ เจ้าเมือง สงขลา จึงมี ใบบอก เข้าไป กรุงเทพฯ สมเด็จ พระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว จึงโปรด ให้ เจ้าพระยา พระคลัง (ดิศ บุนนาค) ยก กองทัพ ออกไปช่วย กองทัพ เจ้าพระยา พระคลัง (ดิศ บุนนาค) เดินทาง ลงไป ถึงเมือง สงขลาเมื่อ วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๓๗๕ แต่ กองทัพ ของ เจ้าพระยา นครฯ ตีเมือง ไทรบุรี กลับคืน ได้แล้ว ตนกูเด็น ไม่สามารถ ลงเรือ หลบหนีทัน จึงได้ ฆ่าตัวตาย

ทาง หัวเมือง ทั้ง ๗ (เว้นเมืองยะหริ่ง) ที่ร่วมกัน ก่อกบฏ ตามเมือง ไทรบุรี นั้น เจ้าพระยา พระคลัง (ดิศ บุนนาค) แต่งตั้ง ให้ พระยา เพชรบุรี เป็นแม่ทัพ นำกำลัง ทหาร ไปช่วย เจ้าเมือง สงขลา ทำการ ปราบปราม

ต่วนสุหลง ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี ผู้นำ ในการ กบฏ เป็นพี่ชาย ของต่วนกะจิ ผู้ว่า ราชการ เมืองหนองจิก และ เป็นหลาน ของ หลง โมฮัมหมัด เจ้าเมือง กลันตัน (พงศาวดาร เมืองกลันตัน ว่า หลงโมฮัมหมัด เป็นบุตร คนโต ของพระยา บ้านชายทะเล หนังสือ กรียาอัน มลายู ปัตตานี ว่า หลงโมฮัมหมัด เป็นน้อง ต่วนสุหลง)

พระยา กลันตัน จึงให้ รายา มุดอ กำปง ลาโฮะ ตนกู บือซา และ รายา บาโก นำทหาร มาช่วย ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี

พระยา ตรังกานู ก็ได้ ส่ง ตนกู อิสเรส เจะบุลัน วันคามาน และเจ๊ะ อิสมาแอล เป็นแม่ทัพเรือ นำ กองทัพ เมือง ตรังกานู มาสมทบ กับเมือง กลันตัน ยกมาช่วย ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี (ต่วนสุหลง)

กองทัพ พระยา เพชรบุรี และ เจ้าเมือง สงขลา (เถี้ยนเส้ง) เข้าตี เมืองปัตตานี ทั้งทางบก และ ทางเรือ ต่วนสุหลง เห็นว่า กำลัง ทหาร ของ ตน สู้กับ กองทัพ กรุง และ กองทัพ เมืองสงขลา ไม่ได้ จึงอพยพ ครอบครัว หนีลงเรือ ไปอาศัย อยู่กับ พระยา กลันตัน พร้อมกับ ต่วนกูโน ผู้ว่า ราชการ เมืองรามันห์ ต่วนกะจิ ผู้ว่า ราชการ เมืองหนองจิก และนิดะ ผู้ว่า ราชการเมือง ระแงะ หนีไปทางบก กองทัพ เมือง สงขลา ติดตาม ไปทันกัน ที่บ้านยะรม (บ้านยะรม ปัจจุบัน อยู่ในเขต ท้องที่ อ.เบตง จ.ยะลา) พรมแดน เมืองเประ กับ เมืองรามันห์ ต่วนกะจิ ได้เสียชีวิต ในขณะที่ ต่อสู้กับ กองทหาร เมืองสงขลา แต่ พระยา ระแงะ ได้หลบหนี ไปยังเมือง เประ

ขณะที่ กองทัพไทย เตรียมกำลัง จะยกไป ตีเมือง กลันตัน พระยา กลันตัน ทราบข่าว เกิดความ หวาดกลัว จึงส่ง เจ๊ะยามา เจ๊ะหลง เป็นทูต มาเจรจา กับ พระยา เพชรบุรี ขอชดใช้ เงิน เป็นค่าเสียหาย ให้แก่ กองทัพไทย เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ เหรียญ และ ยอมส่งตัว ต่วนสุหลง ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี และ ต่วนกูโน ผู้ว่า ราชการ เมืองรามันห์ มามอบ ให้แก่ แม่ทัพไทย

ทางเมือง ตรังกานู เจ้าพระยา พระคลัง (ดิศ บุนนาค) มอบให้ พระราชวังสัน หลวงโกศาอิศหาก นำกำปั่นรบ ๘ ลำ ไปบังคับ ให้ พระยา ตรังกานู ส่งครอบครัว ชาวเมือง ปัตตานี และ บุคคล สำคัญ ที่มีส่วน ในการ ร่วมกับ พวกกบฏ มี มะหาหมุด ดามิด และ อะหะหมัด ที่หลบหนี มาอาศัย อยู่ใน เมืองตรังกานู พระยา ตรังกานู สำนึก ในความผิด จึงให้ ทหาร ควบคุม ครอบครัว ชาวเมือง ปัตตานี มามอบ ให้ สมเด็จ เจ้าพระยา พระคลัง (ดิศ บุนนาค)

หลังจากนั้น สมเด็จ เจ้าพระยา พระคลัง(ดิศ บุนนาค) ก็ได้ ประชุม ปรึกษา เจ้าเมือง สงขลา พระยาเพชรบุรี พิจารณา คัดเลือก บุคคล ที่มี ความชอบ ในการ ปราบ กบฏ ครั้งนี้ แต่งตั้ง ให้ ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมือง ที่ว่างลงคือ

๑. นายทองอยู่ เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี
๒. หลวงสวัสดิ์ภักดี (ยิ้มซ้าย) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองยะลา
๓. หนิบอซู ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองระแงะ

ส่วนเมือง หนองจิก ไม่ปรากฏว่า แต่ง ผู้ใด ไป ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมือง ในระยะนั้น

ปีพุทธ ศักราช ๒๓๘๑ พระบาท สมเด็จ พระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว จัด พระราชทาน พิธี ถวาย พระเพลิง พระบรมศพ สมเด็จ พระศรี สุลาไลย พระราช ชนนี พระพัน ปีหลวง ในงานนี้ เจ้าพระยา นคร (น้อย) พระยา สงขลา (เถี้ยนเส้ง) และ ผู้ว่า ราชการ เมืองทั้ง ๗ ได้ เข้ามา ร่วมถวาย เพลิงพระศพด้วย ตนกู มะหะหมัด ซาอัด ตนกู อับดุลย์เลาะห์ หลานชาย เจ้าพระยา ไทรบุรี (ปะแงรัน) ร่วมกับ หวัน มะลี หัวหน้า โจรสลัด ยกกำลัง เข้ามาตี เมืองไทรบุรี และ เมืองตรัง ไว้ได้ แล้วก็ยก กำลัง เข้ามา ล้อมเมือง สงขลา

พระบาท สมเด็จ พระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว จึงทรง พระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พระยานคร (น้อย) พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) และ บรรดา ผู้ว่า ราชการ เมืองทั้ง ๗ รีบเดินทาง ออกไป ป้องกันเมือง และ โปรดให้ พระยา ศรีพิพัฒน์ (ทัด บุนนาค) ยกทัพกรุง ออกไปช่วย

ฝ่าย พวกกบฏ ได้ตีเมือง จะนะ แตก เอาไฟ จุดเผาเมือง และ ส่งคน มาตี ชิงสะเบียง อาหาร ในเมือง สตูล ไปจน หมดสิ้น แล้วยก กำลัง เข้ามา ตั้งค่าย คูรบ อยู่ที่ บ้าน บางกระดาน เขาเก้าเส้ง เขาลูกช้าง บ้านปักแรต บ้านน้ำกระจาย พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดให้ พระยา ไชยา พระยาสาย (ต่วนหนิดะ) พระยาตานี (ทองอยู่) พระยายะหริ่ง (พ่าย) หลวงไชยสุรินทร์ หลวงรายามุดา ขุนต่างตา นายช้าง มหาดเล็ก นำทหาร แยกย้าย กันเข้าตี ค่าย พวกบฏ (ซึ่ง ตั้งอยู่ ที่บ้าน บางกระดาน เขาเก้าเส้ง เขาลูกช้าง บ้านปลักแรด บ้านน้ำกระจาย) กองทัพ เมือง สงขลา นำเอา ปืนจ่ารงค์ ยิงถูก หอรบ ฝ่ายกบฏ ทะลาย ลง ห้าหอ นำเอา หม้อดิน บรรจุ ดินปืน จุดไฟ ทิ้งเข้าไป เผาค่าย พวกกบฏ ตกใจ พากัน แตกหนี ไปทั้ง ๕ ค่าย

หลังจากนั้น กองทัพกรุง ชุดแรก ในความ บังคับ บัญชา ของ พระยา วิชิต ณรงค์ และ พระราชรินทร์ ก็ยกไป ถึงเมือง สงขลา ได้ออก ตาม ไล่จับ พวกกบฏ ที่ถอยหนี ได้ปืน คาบศิลา ๒ กระบอก ปืนมเลลา ๒ กระบอก หอก ๑๐ เล่ม และ จับตัว คนไทย (ที่ร่วมมือ กับพวกกบฏ) ได้อีก ๒ คน แขก ๒ คน (พระบาท สมเด็จ พระนั่งเกล้าฯ ทรงตรัส กับหมื่น จงสรสิทธิ ผู้กราบทูล ถวาย รายงานว่า "ได้นักหนา ทีเดียว ได้แต่ ของมัน ลืม ทิ้งอยู่ ที่ไหนนั่นเอง" และ อีกตอนหนึ่ง ว่า "ก็จับได้ คนป่วย คนง่อย ที่มัน ทิ้งอยู่ กลางทาง หนีไม่ทัน นั่นเอง") (ดู จดหมาย เหตุ หลวง อุดม สมบัติ)

ทางด้าน เมืองไทรบุรี กองทัพ ของ เจ้าพระยา นคร (น้อย) ตีเมือง ไทร ได้กลับคืน พวกกบฏ พากัน หลบหนี เข้าไป อาศัย อยู่ในเขต โปรวินซ์เวลสสลีย์ ในความปกครอง ของอังกฤษ ทหารไทย ไม่สามารถ ติดตาม เข้าไป ด้วยเกรง จะกระทบ ถึง สัมพันธ ไมตรี กับ ประเทศ อังกฤษ

ในการ ปราบกบฏ ตนกู มะหะหมัด ซาอัด ครั้งนี้ นายบุญเมน ชาวบ้าน ตัดหวาย เมืองจะนะ กับพวก มีความชอบ ด้วย ได้ ช่วยเหลือ ราชการ ระดม ผู้คน มาช่วย ป้องกัน บ้าน พระจะนะ (บัวแก้ว) ซึ่งไป ช่วยราชการ สงคราม อยู่ที่ เมืองสงขลา ให้รอดพ้น จาก พวกกบฏ นำไฟ เผา บ้านเรือน ไว้ได้ จึงได้ รับการ แต่งตั้ง ให้มา ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองหนองจิก ที่ยัง ว่างอยู่

ส่วน พระยา ตานี (ทองอยู่) นั้น เข้าใจว่า จะถึง แก่กรรม ลง หลังจาก ไปช่วย ราชการ ปราบกบฏ กลับมา เมืองปัตตานี แล้ว ไม่นาน เพราะ พงศาวดาร เมือง สงขลา กล่าวว่าในปี พ.ศ.๒๓๘๒ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้แต่งตั้ง ให้ พระยา วิชิต ณรงค์ กับ นายแม่น มหาดเล็ก บุตรของ พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เป็นผู้ รักษา ราชการ เมืองปัตตานี อยู่ชั่วคราว จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๓๘๓ จึงได้ แต่งตั้ง ให้ นิยุโซะ (หรือโต๊ะกี) เป็นผู้ว่า ราชการ เมืองคนต่อมา

ฝ่าย ข้างเมือง กลันตัน ตนกูสนิ (ปากแดง) ได้รับ การ แต่งตั้ง ให้เป็น เจ้าเมือง กลันตัน ตนกู ปะสา กับพวก มี ตนกูเงาะ พระยา บาโงย ตนกู หลงอาหมัด และบุตร ของ ตนกู ศรีปัตรา มหา รายา เกิดวิวาท กับ พระยา กลันตัน (ตนกูสนิ-ปากแดง) เนื่องจาก ตนกู ปะสา น้อยเนื้อ ต่ำใจ ว่า ตน และ พวก ได้ช่วยเหลือ สนับ สนุน ให้ ตนกูสนิ (ปากแดง) ให้ได้ เป็น เจ้าเมือง กลันตัน แต่ ตนกู สนิ กลับใช้ อำนาจ ยึดเอา ที่ดิน และ ไร่นา ของตน ไปครอบครอง จึงพากัน ซ่องสุม ผู้คนขึ้น เพื่อที่ จะสู้รบ ชิงที่ดิน กลับคืน

พระยา กลันตัน และ ตนกู ปะสา ต่างก็ ร้องเรียน กล่าวโทษ ซึ่งกัน และกัน ความ ทราบถึง พระบาท สมเด็จ พระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว จึงทรง รับสั่ง ให้ พระยา ศรีพิพัฒน์ฯ และ เจ้าพระยา นคร (น้อย) ให้หาทาง ไกล่เกลี่ย ระงับ เหตุการณ์ ในเมือง กลันตัน ต่อมา พระยา กลันตัน (สนิปากแดง) ให้เจ๊ะยะปา เจ๊ะสุไลมาน ทำหนังสือ ขอกำลัง ทหาร จาก เจ้าพระยานคร (น้อย) ๒,๐๐๐ คน ให้ไป คุ้มครอง เมืองกลันตัน เจ้าพระยา นคร (น้อย) ให้นายเจ๊ะนุ นายสังข์ ทำหนังสือ ไปตักเตือน ตนกู ปะสา แทนที่ ตนกู ปะสา จะเชื่อฟัง กลับกล่าว ท้าทาย ว่า "อย่าว่า แต่มี หนังสือ เขียนด้วย น้ำหมึก มาห้ามเลย ถึงจะเขียน ด้วยน้ำทอง มาห้าม ก็ไม่ฟัง" แต่ได้ ส่งผู้แทน ขึ้นไป กราบเรียน พระยา ศรีพิพัฒน์ฯ ที่เมือง สงขลาว่า "การที่ จะให้ ฟัง บังคับ บัญชา พระยา กลันตัน นั้น เหลือสติ กำลังคิด เมื่อ พระยา กลันตัน จะได้ เป็น พระยา กลันตัน ตนกู ปะสา ก็ช่วย ว่ากล่าว จึงได้เป็น พระยา กลันตัน ตนกู ปะสา หาได้ ตำแหน่ง อะไรไม่ ครั้น พระยา กลันตัน ได้เป็น พระยา กลันตัน แล้ว ก็ทำการ ข่มเหง พี่น้อง จึงได้ ทะเลาะกัน การครั้งนี้ จะรบสู้กัน อย่างไร ก็เป็นสิทธิ ของ ตนกู ปะสา ทั้งสิ้น ถ้าเมตตา โปรดแล้ว ก็ขอ เอาแผ่นดิน บ้าน ตนกู ปะสา ฟากหนึ่ง ตั้งแต่ ปลายน้ำ ตลอดไป จด ปากน้ำ ให้เป็น ของ ตนกู ปะสา ทำราชการ ต่อไป ถ้า พระยา กลันตัน จะถวาย อย่างไร ตนกู ปะสา ก็จะ ถวายให้ เหมือนอย่าง พระยา กลันตัน" (ดู จดหมายเหตุ หลวง อุดมสมบัติ)

พระยา ศรีพิพัฒน์ (ทัด บุนนาค) เห็นว่า ตนกู ปะสา ยังดื้อดึง อยู่ จึงให้ พระยา ไชยา คุมพล ทหาร ๑ กอง ลงเรือรบ ไปนำ เอาตัว ตนกู ปะสา และ พระยา กลันตัน ขึ้นมา พบกับ พระยา ศรีพิพัฒน์ ที่เมืองสงขลา พระยา ศรีพิพัฒน์ฯ ว่ากล่าว ประนี ประนอม ให้คน ทั้งสอง เข้าใน กันแล้ว ก็ให้ กลับไป เมืองกลันตัน เหตุการณ์ จึงสงบ ไปชั่วคราว

ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๓๘๔ ตนกู ปะสา ได้เดินทาง เข้าไป กรุงเทพฯ กล่าวหา พระยา จางวาง และ ตนกู ศรีอินทรา ว่า ริบเอา เรือกสวน ไร่นา ของ ตนไป ฝ่าย พระยา กลันตัน ก็มี ใบบอก ฟ้อง ตนกู ปะสา เข้ามาว่า ตนกู ปะสา ส่งคน ไปชักชวน พระยา บาโงย และ พวก เมือง ตรังกานู เมืองลิงา ให้มาตี เมืองกลันตัน

สมเด็จ พระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรง พระราช ดำริ เห็นว่า พระยา กลันตัน กับตนกู ปะสา ทะเลาะ วิวาท กันมา หลายครั้ง ไม่สามารถ ทำความเข้าใจ กันได้ หากจะให้ คงอยู่ ร่วมบ้านเมือง เดียวกัน ต่อไป อาจ ทำให้ เมือง กลันตัน เกิดการ จลาจลขึ้น ซึ่งจะ กระทบ กระเมือน ถึง ความ มั่นคง ของ บูรณภาพ แห่งดินแดน ในหัวเมืองทั้ง ๗ จึงโปรด ให้ถาม ตนกู ปะสา ว่า จะแต่งตั้ง ให้มา ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองหนองจิก จะยินดี รับ หรือไม่ ตนกู ปะสา ก็ยินยอมรับ จะกลับ ไปรับ ครอบครัว พามาอยู่ เมืองหนองจิก จึงโปรด ให้ พระยา ท้ายน้ำ เดินทาง ไปเมือง กลันตัน เพื่อช่วยเหลือ ในการ จัดพาหนะ นำบ่าวไพร่ ของ ตนกู ปะสา ให้มาอยู่ เมืองหนองจิก แต่ครั้น ตนกู ปะสา ลงไป เมือง กลันตัน ชักชวน พระยา บาโงย ตนกู หลงอาหมัด ให้อพยพ ลงไปอยู่ เมืองหนองจิก ด้วยกัน พระยา บาโงย และ ตนกู หลงอาหมัด ไม่เห็นด้วย ตนกู ปะสา จึงกลับใจ ไม่ยอม ลงไป เมืองหนองจิก ด้วยการ เสนอ เงินสินบน ๑๐,๐๐๐ เหรียญ แก่ พระยา ท้ายน้ำ เพื่อ เจรจา หาทาง ให้ ตนกู ปะสา ได้รับ ตำแหน่ง เจ้าเมือง กลันตัน

พระยา ท้ายน้ำ จึงมี ใบบอก พร้อมด้วย หนังสือ ของ ตนกู ปะสา เข้ามา กรุงเทพฯ พระบาท สมเด็จ พระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว "จึงโปรด ให้ พระนครฯ เกณฑ์ กองทัพ เมืองนครศรี ธรรมราช ๒,๐๐๐ คน และให้ พระเสน่หา มนตรี คุมลงไป สมทบ กับ กองทัพ เมืองสงขลา อีก ๒,๐๐๐ คน พระสุนทรรักษ์ (สังข์) เป็นหัวหน้า ยกลงไป ถึงเมือง กลันตัน" บังคับ ตนกู ปะสา ให้ลงมา ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองหนองจิก แทน นายบุญเมน ซึ่งถูก ปลดออก จากราชการ ตนกู ปะสา ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ หนองจิกอยู่เพียง ๓ ปี

ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๘๘ พระยา ตานี (หนิยุโซะ หรือ โต๊ะกี) ถึงแก่กรรม พระบาท สมเด็จ พระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน บรรดาศักดิ์ ให้ ตนกูปะสา เป็นพระยา วิชิต ภักดีศ รีรัตนา เขต ประเทศราช และ ให้ย้าย มา ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี แต่งตั้ง นายเกลี้ยง เป็น พระยา วิเชียร ภักดี ศรีสงคราม ให้ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองหนองจิก

ทางด้าน เมืองยะหริ่ง เมื่อ พระยา ยะหริ่ง (พ่าย) ถึงแก่กรรมลง โปรดให้ ย้าย พระยา ยะลา (ยิ้มซ้าย) มาเป็น ผู้ว่า ราชการ เมืองยะหริ่ง และ แต่งตั้ง นายเมืองบุตร พระยา ยะหริ่ง (พ่าย) ไปเป็น ผู้ว่า ราชการ เมืองยะลา พระยา ยะหริ่ง (ยิ้มซ้าย) เป็นผู้ว่า ราชการ อยู่จนถึง ปี พ.ศ.๒๓๙๖ ก็ได้ ถึงแก่กรรม ลง โปรดให้ พระยา จางวาง (สุลต่านเดวอ) ซึ่ง พระยา นครฯ ขอตัว ไปช่วย ราชการ อยู่เมือง นครศรี ธรรมราช มาเป็น ผู้ว่า ราชการ เมืองยะหริ่ง และแต่งตั้ง นายแตง (นายแตง (ตีมุง) เมื่ออยู่ ในวัยเยาว์ ได้ติดตาม ข้าราชการ ไทย ไปอยู่ กรุงเทพ มหานคร และได้ อุปสมบท เป็น พระภิกษุ มีตำแหน่ง เป็นสมุห์แตง แล้วลา อุปสมบท ออกมา รับราชการ ในสังกัด กรม พระราชวัง บวร สถาน มงคล) บุตร พระยา ตานี (หนิยุโซะ) ซึ่งเป็น ข้าราชการ ในกรม พระราชวัง บวร สถาน มงคล (สมเด็จ พระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว) ออกมา เป็นปลัด เมืองยะหริ่ง พระยา จางวาง (สุลต่านเดวอ) ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการเมือง ยะหริ่ง ได้เพียง ปีเดียว ก็ถึง แก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน บรรดาศักดิ์ ให้นายแตง (ตีมุง) เป็น พระยา พิพิธ เสนา มาตยา ธิบดี ศรีสุรสงคราม และ ให้ ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองยะหริ่ง สืบแทน พระยา จางวาง (สุลต่านเดวอ) แต่งตั้ง หนิละไม เป็น พระยา สุริย สุนทร บวร ภักดี ศรีมหา รายา ปัตตา อับดุล วิบูลย์ เขตประเทศราช ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองสาย แทนนิดะ พระยา สายบุรี ที่ ถึงแก่กรรม แต่งตั้ง ต่วนติมุง เป็น พระยา รัตน ภักดี ศรี ราชบดินทร์ สุรินทร์ วังสา ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองรามันห์ แทน พระยา รามันห์ (ต่วนกุโน) แต่งตั้ง ตุวัน โหนะ เป็น พระยา ภูผา ภักดี ศรีสุวรรณ ประเทศ วิเศษ วังสา แทน พระยา ระแงะ (ตุวันบอซู) ที่ ถึงแก่กรรม นายเมือง ผู้ว่า ราชการ เมืองยะลา ล้มป่วย ถึงกับ ทุพลภาพ ว่าราชการ ไม่ได้ พระยา สงขลา (เถี้ยนเส้ง) จึงปลด ออกจาก ราชการ แต่งตั้ง ให้ ตุวันปุเต๊ะ ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองยะลา แทน

พ.ศ.๒๓๙๙ พระยา วิชิตภักดีฯ (ตนกูปะสา) ถึงแก่กรรม สมเด็จ พระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ต่วนกูปุเต๊ะ บุตรชาย ตนกูปะสา เป็น พระยา วิชิต ภักดี ศรีรัตนา เขต ประเทศราช ดำรง ตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี

ตนกูปุเต๊ะ ได้สมรส กับ ตนกูจิ ธิดา ของ พระยากลันตัน (ตนกูสนิปากแดง) ได้บุตรชาย ชื่อ ตนกูปะสา (ชาวปัตตานี นิยม เรียกชื่อ บุตรคนแรกว่า "สุหลง" หรือ "บือซา" แปลว่าโต, ใหญ่, และเรียกบุตรคนสุดท้องว่า "บอซู") พระยา กลันตัน ผู้เป็น คุณตา นำไปเลี้ยงดู อยู่ที่ เมืองกลันตัน เมื่อ พระยา กลันตัน ถึงแก่กรรม สมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้า แต่งตั้ง ตนกู ปะสา ให้เป็น พระยา รัษฎาบุตร บุรุษ พิเศษ ประเทศราช นฤบดินทร์ สุรินทร์ วังษา ดำรง ตำแหน่ง เจ้าเมือง กลันตัน และ ต่อมา ในปี พ.ศ.๒๔๑๙ เลื่อน บรรดาศักดิ์ เป็น พระยา เดชา นุชิต มหิศ รายา นุกูล วิบูลย์ภักดี ศรีสุลต่าน มะหมัด รัตน ธาดา มหาปธานาธิการ สืบสาย ตระกูล ปกครอง เมือง กลันตัน ตกทอด กันมา ถึงองค์ สุลต่าน แห่งรัฐ กลันตัน ในปัจจุบัน

หลวง วิจิตร วาทการ ได้แสดง ทัศนะ ต่อ ตนกูปะสา ไว้ว่า "ตนกูปะสา ซึ่งไม่ได้ อะไรเลย ในชั้นต้น ลงท้าย ก็ได้หมด ทุกอย่าง ตัวเอง ได้เป็น เจ้าเมือง ปัตตานี ซึ่งมี ความสำคัญ ไม่น้อยกว่า เมืองอื่น ผู้สืบสาย (โลหิต) ของตน นอกจาก จะได้ ครองเมือง ปัตตานีแล้ว ยังได้ไป ปกครอง เมือง กลันตัน ซึ่งตัว ต้องการ มาก่อน อีกด้วย ให้คติที่ว่า หนทาง การเมือง นั้น ถ้าย่อหย่อน ไม่มีปาก ไม่มีเสียง ไม่ได้อะไรเลย ก็ไม่ว่าอะไร ลงท้าย ก็ไม่ได้อะไร จริงๆ จะเป็นเพียง ขั้นบันได หรือ เรือจ้าง ให้คนอื่น เหยียบก้าว ขึ้นไป หรือ โดยสาร ข้ามฝั่ง แล้ว บันได หรือ เรือจ้าง นั้น ก็จะถูก หาว่า เป็นของเลว ของต่ำ เสียอีกด้วย ไม่มีใคร ยกย่อง ไม่มีใคร เห็น คุณงาม ความดี แต่ ตนกูปะสา ทำถูก ตามวิถีทาง ของ การเมือง คือ เมื่อไม่มีใคร ให้ ก็ต้อง แสวงหา เอาเอง แล้วลงท้าย ก็ได้เอง" (ประชุม พงศาวดาร ฉบับ ความสำคัญ ของหลวง วิจิตร วาทการ)

พ.ศ.๒๔๒๔ พระยา วิชิต ภักดีฯ (ตนกูปุเต๊ะ) ถึงแก่กรรม ทรง พระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตนกูตีมุง ขึ้นเป็น ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี มีบรรดาศักดิ์ เป็น พระยา วิชิต ภักดีฯ สืบต่อมา

พ.ศ.๒๔๓๓ พระยา วิชิต ภักดี (ตนกูตีมุง) ถึงแก่กรรม ตนกูสุไลมาน หรือ ตนกูบอซู (บุตร คนสุดท้อง ของ ตนกูปะสา) ได้รับ การแต่งตั้ง ให้เป็น ผู้ว่า ราชการ เมือง ปัตตานี และได้รับ บรรดาศักดิ์ เป็นพระยา วิชิต ภักดีฯ ในสมัย ของ ตนกู สุไลมาน นี้ ได้สร้าง สิ่งที่ เป็น คุณประโยชน์ ที่สำคัญยิ่ง ให้แก่ เมืองปัตตานี ไว้ชิ้นหนึ่ง แต่ก็ เป็นการ ทำลาย เมือง หนองจิก ให้กลายสภาพ เหมือนหนึ่ง คนอัมพาต สืบเนื่อง มาจน กระทั่ง ปัจจุบัน คือ การขุดคลองใหม่ (สุงาบารู) ในเขต ท้องที่ อำเภอ ยะรัง เหตุด้วย ลำน้ำ ตานีเดิม เมื่อไหล มาถึงบ้าน ปรีกี ก็จะไหล วกไป ออก ตำบล คอลอตันหยง ตำบลยาบี ในเขต ท้องที่ อำเภอ หนองจิก สายหนึ่ง แล้วจึงแยก สายน้ำ ไหลมา ออกที่บ้าน อาเนาะ บุโละ (ลูกไม้ไผ่) ตำบลยะรัง สู่ปากน้ำ เมืองปัตตานี ที่ตำบล สะบารัง อีกสายหนึ่ง

ฉะนั้น เรือ แพ ที่ล่อง ขึ้นลง ไปมา ค้าขาย กับเมือง ยะลา รามันห์ ก็ต้องผ่าน ด่านภาษี ของเมือง หนองจิก เรือสินค้า เหล่านี้ จำเป็น ต้องเสีย ค่าภาษี ผ่านด่าน ให้แก่ เมืองหนองจิก โดยเฉพาะ ภาษี ดีบุก ทำให้ เมืองปัตตานี ต้องขาด ผลประโยชน์ ไปเป็น จำนวนมาก ตนกูสุไลมาน จึงทำการ ขุดคลอง ลัดขึ้น ตรงบ้าน คลองใหม่ ออกมาสู่ ตำบลยะรัง ในเขต พื้นที่ ของเมือง ปัตตานี ไม่ต้องผ่าน เมืองหนองจิก

เนื่องจาก คลอง ที่ขุด ขึ้นใหม่ เป็นเส้นทาง ตรง กระแสน้ำ ในแม่น้ำ ตานี จึงเปลี่ยน ทางเดิน ออกมาสู่ คลองใหม่หมด ทำให้ แม่น้ำ ตานี ตอนที่ ไหลผ่าน ไปสู่ เมืองหนองจิก ค่อยๆ ตื้นเขินขึ้น เป็นลำดับ ประกอบกับ มีการ ตัดไม้ ทำลายป่า ในเขต อำเภอ เบตง ธารโต ในจังหวัด ยะลา ซึ่งเป็น ต้นน้ำ ลำธาร เป็นต้นเหตุ ให้ฝนตก น้อยลง เมื่อถึง หน้าแล้ง น้ำ ในแม่น้ำ ลำคลอง จะแห้ง ขาดช่วง เป็นตอนๆ ทำให้ ราษฎร ในท้องที่ อำเภอ หนองจิก ขาดน้ำใช้ ทำการ เกษตรกรรม และ เมื่อไม่มี น้ำจืด ไหลออกไป ผลักดัน น้ำทะเล ตรงปากน้ำ บางตาวา น้ำทะเล ก็ไหลเอ่อ เข้าสู่ พื้นที่นา ทำให้เกิด ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ทำนา ไม่ได้ หลายหมื่นไร่ เป็นเหตุ ให้เมือง หนองจิก ที่ สมเด็จ กรมพระยา ดำรง ราชา นุภาพ บันทึกไว้ ในรายงาน การตรวจ ราชการในปี พ.ศ.๒๔๓๙ ว่า "เมืองหนองจิก เป็นแหล่งข้าว ที่นาดี หาเมือง จะเปรียบได้" ต้องกลาย เป็นทุ่งนา รกร้าง ว่างเปล่า ใช้ประโยชน์ มิได้ ราษฎร ส่วนใหญ่ ของเมืองนี้ ล้วนมี อาชีพ เป็นเกษตรกร เมื่อดิน แปรเปลี่ยน สภาพไป ทำนาไม่ได้ ต่างก็ พากัน อพยพ ออกไป หาแหล่ง ประกอบ อาชีพ ต่างท้องที่ จำนวนมาก ตรงกันข้าม เมืองตานี นอกจาก ผู้ว่า ราชการ ได้รับ ค่าดีบุก เพิ่มยิ่งขึ้น แล้ว ราษฎร ก็สามารถ ใช้พื้นที่ ประกอบ การเกษตรกรรม ปลูกพืชผลอื่นๆ นอกจากข้าว เพิ่มขึ้น อีกด้วย เพราะมีน้ำ อุดม สมบูรณ์

ปี พ.ศ.๒๔๔๒ พระยา วิชิต ภักดีฯ (ตนกูสุไลมาน หรือ บอซู) ถึงแก่กรรม พระบาท สมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ ทรงพระ กรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ ตนกู อับดุลกาเดร์ เป็นผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี พระราชทาน บรรดาศักดิ์ เป็น พระยา วิชิต ภักดี ศรีรัตนา เขตประเทศราช และเป็น ผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี คนสุดท้าย ที่สืบเนื่อง มาจาก พระยา บ้านชายทะเล แห่งรัฐกลันตัน อันมี ตนกูปะสา เป็นผู้ว่า ราชการ เมืองปัตตานี เป็นคนแรก เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๘ และ ตนกู อับดุลกาเดร์ เป็นคนสุดท้าย (ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๒ ถึงปี พ.ศ.๒๔๔๕) รวมเวลา ที่ ตระกูล พระยา บ้านชายทะเล ปกครองเมือง ปัตตานีอยู่เป็นเวลา ๕๗ ปี

สาเหตุ ที่ พระบาท สมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ ทรงยกเลิก ระบบ การปกครอง เมือง ทำนอง ประเทศราช หรือแบบกินเมือง โดยมี เจ้าเมือง (หรือ ผู้ว่า ราชการ เมือง) และบุตร - หลาน สืบทอด ตำแหน่งต่อๆ กันมานั้น เนื่องมาจาก พระองค์ ได้รับ รายงาน จาก กรมการเมือง สงขลา ว่า ราษฎร ในเมือง ยะหริ่ง เข้ามา ร้องเรียน กล่าวโทษ เจ้าเมือง ยะหริ่งว่า "เข้าปล้นบ้าน หนิควร ฆ่าบุตร ภรรยา บ่าวไพร่ และ เก็บเอา ทรัพย์ สมบัติไป"

ทางเมือง รามันห์ เจ้าเมือง รามันห์ และ บุตรชาย คือ หลวง รายา ภักดี ก็ถูก ราษฎร ร้องทุกข์ กล่าวโทษ หาว่า พระยา รามันห์ และ ญาติพี่น้อง ใช้อำนาจ กดขี่ ราษฎร ด้วยการ เกณฑ์แรงราษฎร ไปทำงาน ส่วนตัว เป็นระยะ เวลานาน จน ราษฎร ไม่มี เวลา จะใช้ ทำไร่นา ของตน ส่วน หลวง รายาภักดี ชอบ ประพฤติผิด แบบแผน ประเพณี ฉุดคร่า อนาจาร หญิง และ ให้บ่าวไพร่ เข้ายึดครอง เรือกสวน ที่ดิน ที่อุดม สมบูรณ์ ไปเป็น ทรัพย์สิน ส่วนตัว จนราษฎร พากัน อพยพ หนีไปอยู่ เสีย ที่เมือง เประ ในความ ปกครอง ของอังกฤษ และ เมือง ปัตตานี บ้างก็ แต่งเรื่อง นิทาน ขึ้นเป็น บัตรสนเท่ห์ ตำหนิ ติเตียน ว่า เจ้าเมือง รามันห์ เป็นรายา ที่โหดร้าย (ดูเรื่อง รายา ซันยาญอ) ในหนังสือ แลหลัง เมือง ตานี ของผู้เขียน) ขณะ เดียวกัน พวกอังกฤษ ในเกาะปีนัง และ สิงคโปร์ ก็พยายาม หาทาง แซกแซง โดยเข้ามา คอยยุยง ส่งเสริม ให้เจ้าเมือง ต่างๆ เอาใจ ออกห่าง จาก รัฐบาลไทย เพื่อพวกตน จะได้ ผนวก เอาดินแดน ในแหลม มลายู ตอนเหนือ ไป ครอบครอง

พระบาท สมเด็จ พระจุลจอมเกล้า จึงทรง ตัดสิน พระราชหทัย ทำการ ปฏิรูป ระบบ การปกครอง หัวเมือง ประเทศราช เสียใหม่ ในปี พุทธ ศักราช ๒๔๓๙ คือให้ "บรรดา เมืองชั้นใน และ ชั้นนอก และ เมืองประเทศราช ที่ แบ่งเป็น ปักษ์ใต้ อยู่ใน กระทรวง กลาโหม ฝ่ายเหนือ อยู่ใน กระทรวง มหาดไทย ก็ดี และ ที่อยู่ ใน กระทรวง ต่างประเทศ ก็ดี ตั้งแต่นี้ สืบไป ให้อยู่ ในบังคับ บัญชา ตราราชสีห์ กระทรวง มหาดไทย" และต่อมา รัฐบาล ก็ได้ตรา กฎข้อบังคับ การปกครอง หัวเมือง ขึ้นใช้ โดย ให้ผู้ว่า ราชการ เมือง ซึ่งเคย บังคับ บัญชา บ้านเมือง โดยอิสระ มาขึ้นกับ ข้าหลวง เทศา ภิบาล มณฑล นครศรี ธรรมราช ดังจะเห็น ได้จาก แผนภูมิ การปกครอง ต่อไปนี้

รัฐบาล

ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช

ข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณ

กองบัญชาการเมือง

พระยาเมือง

ยกกระบัตร ปลัดเมือง ผู้ช่วยราชการเมือง

ต่อมา ในวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๔ รัฐบาล ก็ได้ออก พระราช บัญญัติ ลักษณะ ปกครอง ท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ ขึ้น มีการ กำหนด ตำแหน่ง หน้าที่ เจ้าพนักงาน ต่างๆ ขึ้นมา เพื่อ ดำเนินการ บริหาร ราชการ และ ให้ พนักงาน เจ้าหน้าที่ นับตั้งแต่

ผู้ว่าราชการเมือง
ปลัดเมือง
ยกกระบัตร
ผู้ช่วยราชการสรรพากร
จ่าเมือง
แพ่ง
เสมียนตราเมือง
ศุภมาตรา
นายด่านภาษีปากน้ำ
พธำมรงค์
แพทย์

ปฏิบัติ หน้าที่ ราชการ ตามที่ กำหนดไว้ โดยเคร่งครัด

จาก กฎ ข้อบังคับ ใหม่ นี้ ทำให้ รัฐบาล สามารถ ลดอำนาจ ของเจ้าเมือง ในด้าน การเมือง การปกครอง ลงได้ อย่างสิ้นเชิง ด้วยมี พนักงาน เจ้าหน้าที่ เข้าทำ หน้าที่ ควบคุม อำนาจ การบริหาร บ้านเมือง ไว้ทั้งหมด ตลอดถึง ตัดทอน ผลประโยชน์ ในทาง การคลัง ซึ่งแต่เดิม เจ้าเมือง เป็นผู้จัดเก็บ ภาษีอากร เอง และนำเงิน ไปจับจ่าย ใช้สอยเอง มาเป็น พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของรัฐ คือผู้ช่วย ราชการ สรรพากร ส่วน ผู้ว่า ราชการ เมือง และ วงศ์ญาติ รัฐบาล จัดตั้ง งบประมาณ เป็นค่า ยังชีพ ให้พอเพียง ที่จะใช้สอย เป็นรายปี ให้สมเกียรติ ของผู้ว่า ราชการ เมือง โดย ไม่ต้อง เดือดร้อน

พระยา วิชิต ภักดี (ตนกู อับดุลกาเดร์) ปฏิเสธ ไม่ยอม ปฏิบัติ ตามกฎ ข้อบังคับ สำหรับ ปกครอง บริเวณ เจ็ดหัวเมือง ที่รัฐบาล เป็นผู้ตราขึ้น โดย ขัดขวาง มิให้ เจ้าพนักงาน สรรพากร เข้ามา เก็บภาษี อากร ในท้องที่ เมืองปัตตานี และได้ เดินทาง ไปยัง สิงคโปร์ เพื่อ ขอร้อง ให้เซอร์ แฟรงค์ สเวทเทนนั่ม ข้าหลวงใหญ่ อังกฤษ ที่เมือง สิงคโปร์ ช่วยเหลือ พร้อมทั้ง เสนอให้ อังกฤษ ยึดเอาเมือง ปัตตานี เป็นเมืองขึ้น (ราย ละเอียด ดูเรื่อง พระยาแขก เจ็ดหัวเมือง คบคิด กบฎ ร.ศ.๑๒๑ ในหนังสือ วรรณไวทยากร โครงการ ตำรา สังคมศาสตร์ฯ หน้า ๒๓ ของ นายเตช บุนนาค)

เหตุผล ที่ ตนกู อับดุลกาเดร์ ขัดขืน พระบรม ราช โองการ ในครั้งนี้ สมเด็จ กรมพระยา ดำรง ราชา นุภาพ ทรงกล่าว โดยสรุปว่า

"ใน พ.ศ.๒๔๔๔ นั้น ประจวบ เวลา พวกอังกฤษ ที่เมือง สิงคโปร์ คิด อยากรุก แดนไทย ทางแหลม มลายู แต่ รัฐบาล ที่เมือง ลอนดอน ไม่อนุมัติ พวกเมือง สิงคโปร์ จึงคิด อุบาย หาเหตุ เพื่อให้ รัฐบาล ที่ลอนดอน ต้องยอม ตาม ใน อุบาย ของ พวก สิงคโปร์ ในครั้งนั้น อย่างหนึ่ง แต่งสาย ให้ไป ยุยง พวกมลายู เจ้าเมือง มณฑล ปัตตานี ให้ เอาใจ ออกห่าง จากไทย พระยาตานี (อับดุลกาเดร์) หลงเชื่อ จึงทำการ ขัดแย้ง ขึ้น สมเด็จ พระพุทธ เจ้าหลวง ดำรัสสั่ง ให้จับ และ ถอด พระยา ตานี แล้วเอาตัว ขึ้นไป คุมไว้ ที่เมือง พิษณุโลก การ หยุกหยิก ในมณฑล ปัตตานี ก็สงบไป" (ดู สาสน์ สมเด็จ ของ สำนักพิมพ์ คลังวิทยา ภาค ๓ หน้า ๖๓)

ในปี พ.ศ.๒๔๔๗ ตนกู อับดุลกาเดร์ ได้รับ พระกรุณา จาก สมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ อนุญาต ให้กลับ มาอยู่ เมืองปัตตานี ได้ตามเดิม ด้วยให้ คำมั่น สัญญา ว่า "จะ ไม่เกี่ยวข้อง แก่บ้านเมือง อย่างหนึ่ง อย่างใด เป็นอันขาด"

ต่อมา เมื่อ พระบาท สมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้น เถลิง ถวัลย์ ราชสมบัติ ตนกู อับดุลกาเดร์ ก็ได้ทำ หนังสือ ขึ้นกราบ บังคมทูล ขอ พระราชทาน เงินค่ายังชีพ สมเด็จ พระเจ้า อยู่หัว ก็ทรง พระเมตตา พระราชทาน ให้แก่ ตนกู อับดุลกาเดร์ ได้รับเงิน ตามที่ขอ เป็นเงิน เดือนละ ๓๐๐ บาท (จาก จดหมาย พระยา พิบูลย์ พิทยาพรรค ธรรมการ มณฑล ปัตตานี มีไปถึง ขุนศิลปกรรม พิเศษ อดีต ศึกษาธิการ เขตการ ศึกษา ๒ จังหวัดยะลา ลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๐๕) หลังจากนั้น ตนกู อับดุลกาเดร์ ก็ได้ อพยพ ครอบครัว ไปพำนัก อยู่ใน รัฐกลันตัน จนกระทั่ง ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๔๗๖

ลำดับที่ รายนามผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ปีที่ดำรงตำแหน่ง

๑ ตนกูลัมบิเด็น ๒๓๒๙-๒๓๓๔
๒ ระตูปะกาลัน ๒๓๓๔-๒๓๕๑
๓ นายขวัญซ้าย ๒๓๕๑-๒๓๕๘
๔ นายพ่าย ๒๓๕๘-๒๓๕๙
๕ ต่วนกูสุหลง ๒๓๕๙-๒๓๗๕
๖ นายทองอยู่ ๒๓๗๕-๒๓๘๒
๗ นายแม่นบุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) และพระยาวิชิตณรงค์ รักษาราชการแทน ๒๓๘๒-๒๓๘๓
๘ นิยุโซะ (หรือโต๊ะกี) ๒๓๘๓-๒๓๘๘
๙ พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูปะสา) ๒๓๘๘-๒๓๙๙
๑๐ พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูปุเตะ) ๒๓๙๙-๒๔๒๔
๑๑ พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูตีมุง) ๒๔๒๔-๒๔๓๓
๑๒ พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูสุไลมาน) ๒๔๓๓-๒๔๔๒
๑๓ พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูอับดุลกาเดร์) ๒๔๔๒-๒๔๔๕

โดย mahdee

 

กลับไปที่ www.oknation.net