วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Prince Harry ... The Soldier Prince เจ้านายชาติทหาร


Prince of Wales สร้างข้อตกลงกับสื่อมวลชนบริทิชตั้งแต่ครั้ง Prince William, Duke of Cambridge และ Prince Harry ยังเล็ก ให้ละเว้นการติดตามแบบไล่ล่าหาข่าวเพื่อให้พระโอรสทั้งคู่สามารถใช้ชีวิตปกติได้อย่างสงบสุข เมื่อเจริญวัยเข้าสู่ช่วงของการปฏิบัติราชกรณียกิจแล้วจะยินยอมให้ตามข่าวกันใหม่

 

คำขอนั้น ปรากฏผลเต็มที่หลังการสูญเสีย Diana, Princess of Wales ซึ่งมีหนึ่งเหตุปัจจัยจากการตามล่าของ Paparazzi ช่างภาพ (Photojournalists) ที่ชำนาญเฉพาะทางในการแอบเก็บภาพบุคคลมีชื่อเสียง

 

ข่าวของสองพริ้นซ์ที่หลุดรอดมาบ้างจึงเป็นประเภท Tabloid ของหนังสือพิมพ์ที่เน้นข่าวชาวบ้าน ซุบซิบ เขียนข่าวเองให้เกินความจริงไว้ก่อน เรื่องวีรกรรมวัยเยาว์ในการสังสรรค์สนุกสนานของ Prince Harry เป็นข่าวยอดนิยม ส่วนความก้าวร้าวที่กระแทกกลับช่างภาพทั้งหลาย ได้รับความเห็นใจจากสังคมบริทิชที่เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่สูญเสีย ‘มารดา’ จากผลทางอ้อมของการกระทำของสื่อมวลชน

 

ภาพพจน์เจ้าสำราญ เที่ยวกลางคืน จึงเป็นเรื่องคุ้นตามากกว่าตัวตนที่แท้จริงของ Prince Harry

 

‘ตัวตน’ ที่ BBC และสื่อมวลชนบริทิชเคยร่วมใจกันปกปิดจากประชาชน

 

 

ก่อนคริสต์มัส พ.ศ. 2550 พริ้นซ์แฮรี่ออกเดินทางไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารบริทิชที่อัฟกานิสถาน หลังจากผิดหวังมาหนึ่งปีก่อนหน้าเมื่อถูกยกเลิกการไปร่วมรบที่อิรักอย่างกะทันหัน

 

 

การเดินทางไปอัฟกานิสถานครั้งนี้ ถูกเตรียมการล่วงหน้าอย่างรอบคอบ BBC (British Broadcasting Corporation) และ MoD (Ministry of Defence กระทรวงกลาโหม) หารือกันห้าเดือน จนได้ทำความเข้าใจร่วมกันและตกลงว่าจะนำวิธีการปิดข่าว News Black-out มาใช้ โดยทุกฝ่ายต้องเก็บเรื่องการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของพริ้นซ์แฮร์รี่เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของ ‘ทหาร’ ทุกนาย รวมถึงพริ้นซ์แฮร์รี่ด้วย

 

BBC และสื่อมวลชนบริทิชได้รับสิ่งแลกเปลี่ยนเป็นการเข้าถึงตัวพริ้นซ์แฮร์รี่ เพื่อการสัมภาษณ์ บันทึกภาพ ทั้งก่อนหน้าการเดินทางและในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ (หากเกิดกลัวจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้) แต่ห้ามเผยแพร่ต่อสาธารณชน

 

 

สื่อมวลชนทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กระทั่งช่วงคริสต์มัสที่ตามธรรมเนียมสมาชิกราชวงศ์จะประทับร่วมกันและมีภาพออกสู่ประชาชน BBC ก็อธิบายเพียงว่าทั้งสองพริ้นซ์หายไปประจำการที่กรมกองของตนเอง โดยพริ้นซ์วิลเลี่ยมก็อาสาอยู่เวรจริง เพื่อให้การหายตัวของแฮร์รี่ดูมีน้ำหนัก

 

พริ้นซ์แฮร์รี่มีความสุขอยู่กับสิ่งที่รับสั่งว่าเป็น ‘บทบาทและหน้าที่ของทหารอาชีพ เพื่อรับใช้ชาติ และเดอะควีน – his grandmother ย่า’ เพียง 10 สัปดาห์ในบริเวณ Helmand Province จุดอันตรายในอัฟกานิสถาน ความลับก็แตกโดย The Drudge Report สื่อมวลชนอเมริกัน

 

ประชาชนบริทิชหงุดหงิดสื่ออเมริกัน ส่วนพริ้นซ์แฮร์รี่ผู้ซึ่งต้องเดินทางออกจากพื้นที่ทันทีก็ขอบคุณ all the British media for keeping their mouths shut สื่อบริทิชที่อุตส่าห์เก็บปากเก็บคำสนิท 

 

 

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถาน พริ้นซ์แฮร์รี่มีความเป็นอยู่เยี่ยงนายทหารทั่วไป ไม่มีข้อยกเว้นพิเศษ ไม่มีน้ำอาบคราวละหลายวัน ใส่เครื่องแบบเน่า เวลาไปยั่วเย้าสาวนักบินก็ถูกเอามา ‘เผา’ เท่าเทียมกัน นอนรวมกันโดยมีโอกาสที่จะถูกงูเลื้อยมาซุกหาความอุ่นในยามดึกที่อุณหภูมิลดลง

 

 

พริ้นซ์แฮร์รี่อยู่ร่วมกับทหารกุรข่า (Gurkha) ที่ผูกพันรักใคร่กับบริทิชมากว่าสองร้อยปีและดูแลทุกคนอย่างดี กินแกงแพะแกะร่วมกัน สนิทชิดเชื้อพอที่จะถวายชื่อเล่นว่า ‘ตัวดึงดูดกระสุน’ พริ้นซ์แฮร์รี่ก็ถูกใจ แถมพกมีด Kukri ที่กุรข่าถวายเป็นเกียรติยศ และตั้งใจกลับไปเยี่ยมกันในช่วงคริสต์มัส แม้จะรู้ว่ากุรข่าไม่มีธรรมเนียมฉลอง

 

เมื่อข่าวรั่วออกไป กองทัพก็มีคำสั่งให้พริ้นซ์แฮร์รี่ออกจากพื้นที่ทันที ปฏิกิริยาของผู้ใกล้ชิดมีแตกต่างไป

 

เดอะควีนรับสั่งชมว่า แฮร์รี่ทำดี ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ง่ายเลย

ส่วน Prince Charles แม้จะต้องยุ่งยากเรื่องปิดข่าวให้แฮร์รี่ ใครถามหาก็รับสั่งเพียงว่า He’s on exercise somewhere. คงไปฝึกอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ก็ยังหงุดหงิดแทนเรื่องการถูกส่งกลับก่อนกำหนด เพราะรู้ดีว่าแฮร์รี่อยากกลับพร้อมเพื่อนทหารคนอื่น

 

 

พริ้นซ์แฮร์รี่ ในวัย 23 รับสภาพที่ต้องเดินทางกลับเกรทบริเทน แต่ไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะออกสู่ส่วนหน้าอีกครั้ง และเพิ่มความผูกพันกับทหารและครอบครัวของผู้สูญเสียชีวิตจากสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ

 

พริ้นซ์แฮร์รี่ ให้สัมภาษณ์ว่า กว่าจะเรียนจบและฝึกมาได้ขนาดนี้ต้องใช้เงินมหาศาล หากไม่ได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ก็จะเป็นเรื่องสูญเปล่า ที่สำคัญ... my heart was in the Army.

 

แล้วก็ยืนยันมั่นเหมาะว่า ตราบใดที่ยังมีทางเป็นไปได้ ก็จะกลับไปรับใช้ชาติเฉกเช่นเดียวกับทหารทั่วไป ถ้าสถานการณ์สงบก็ดี แต่หากเป็นยามสงครามก็พร้อมต่อสู้ร่วมกับพรรคพวกพี่น้อง

 

“As long as my military career allows it and politically it’s allowed, then I will serve my country as any other soldier.

“If we could be at peace then fantastic but if we’re at war then you want to be with your brothers in arms.”

 

เมื่อกลับมาประจำการที่อังกฤษ พริ้นซ์แฮร์รี่ ในยศร้อยเอกแห่งกองบินทหารบก (Army Air Corps) ขะมักเขม้นกับการฝึกเป็นนักบิน Apache helicopter ขณะนี้อยู่ในช่วงการฝึกแบบใช้กระสุนจริงที่ Naval Air Facility El Centro ในสหรัฐอเมริกา ที่เคยใช้ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Top Gun หลังจบการฝึกในปีหน้า ก็พร้อมปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ที่ต้องใช้ Apache รวมทั้งในอัฟกานิสถาน

 

 

สิ่งที่ปรากฏชัดหลังภารกิจที่อัฟกานิสถานของพริ้นซ์แฮร์รี่ คือ ความสัมพันธ์กับพวกพ้องทหาร ครอบครัวของผู้สูญเสีย ทหารผ่านศึก และการเป็นองค์อุปถัมภ์ของ Walking with the Wounded 

 

การก้าวเข้าสู่สงครามแต่ละครั้ง แม้จะเพียงการเข้าเป็นตัวกลางยุติข้อขัดแย้ง หรือเกิดจากเหตุปัจจัยทางการเมือง ที่นักการเมืองผู้ผลักดันให้ชาติเข้าสู่สงครามไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์หลังสงครามได้ แต่ประชาชนทั้งชายหญิงที่ยึดอาชีพเป็นทหาร รู้ดีว่าผลกระทบและความสูญเสียทั้งร่างกายและจิตใจเกิดขึ้นได้กับทุกฝ่าย  

 

เมื่อไปรบก็เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต หากบาดเจ็บหรือพิการเมื่อกลับคืนสู่ครอบครัวก็ต้องเผชิญกับสภาพการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน ทหารผ่านศึกเหล่านั้นจึงต้องการความช่วยเหลือด้านการเรียนรู้ (Re-education) และฝึกชีวิต (Re-training) ใหม่ เพื่อให้มีอาชีพและอยู่รอดได้ทั้งในครอบครัวและสังคม

 

กว่าจะมาถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ครบ 10 ปีที่เกรทบริเทนเข้าร่วมสงครามอัฟกานิสถาน จึงมีกิจกรรมหลายอย่างเพื่อจัดหาทุนในการเตรียมความพร้อมกับการสร้างชีวิตใหม่ให้ทหารทุพพลภาพ

 

กลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2554 ทหาร 4 นาย ที่มีทั้งเสียแขน เสียขา แขนเป็นอัมพาต และกระดูกสันหลังร้าว ร่วมใจกันเดินทางระยะ 250 ไมล์ มุ่งสู่ขั้วโลกเหนือภายใต้อุณหภูมิติดลบ 38ºC ที่สำหรับคนธรรมดาก็ยังยาก ตั้งเป้าหมายระดมทุนช่วยเหลือทหารจำนวนสองล้านปอนด์

 

 

ลำพังการใช้ชื่อพริ้นซ์แฮร์รี่สนับสนุนก็มีผลด้านประชาสัมพันธ์มากแล้ว เมื่อพริ้นซ์แฮร์รี่ตัดสินใจร่วมเดินกับนายทหารทั้งสี่ด้วยจึงเป็นเรื่องใหญ่ พริ้นซ์แฮร์รี่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ทหารบาดเจ็บทั้งมวลต่อสภาพใหม่ของชีวิต และให้ประชาชนบริทิชตระหนักถึงความเสียสละของเพื่อนทหาร ที่พริ้นซ์แฮร์รี่โปรดใช้คำเก่า Brothers-in-arms เปรียบเสมือนพี่น้องตามธรรมเนียมดั้งเดิมของทหารอังกฤษโบราณ ที่นับสังกัดของตนเป็นครอบครัว

 

 

ก่อนการเดิน The North Pole Expedition พริ้นซ์แฮร์รี่คลุกคลีกับทีม ทั้งร่วมฝึกซ้อมที่นอร์เวย์ เป็นธุระหน้าฉากให้ David Bailey ถ่ายภาพหมู่ลง GQ เพื่อหาเงินบริจาคจากยอดจำหน่ายนิตยสาร – ที่มักจบด้วยการลากทุกคนไป Pub หาเบียร์กินสร้างความผูกพันเพิ่ม

 

สภาพภูมิอากาศของขั้วโลกเหนือทำให้การออกเดินทางล่าช้ากว่ากำหนดหลายวัน พริ้นซ์แฮร์รี่จึงร่วมเดินกับพวกพ้องได้ไม่ตลอด เพราะติดงานหลวง Royal Wedding ของพี่ชายเมื่อเมษายน แต่ก็ตั้งท่าใหม่แล้วว่า จะไปไต่ Everest 2012 ร่วมกับ Walking with the Wounded

 

ความผาดโผนที่ปรากฏชัดของพริ้นซ์แฮร์รี่ คงอธิบายถึงความแก่น เฮี้ยว เอาเรื่อง ที่บรรดา Tabloid ชอบเรียกว่า ‘wild child’ ได้เป็นอย่างดี และด้วยบุคลิกส่วนพระองค์แบบนี้ ทำให้พริ้นซ์แฮร์รี่เป็นที่รักและถูกนับเป็นพรรคพวกกับทหารบริทิชอย่างแนบแน่น กระทั่งบรรดาแม่ๆ ของทหารเหล่านี้ที่มารุมกอดรัดเมื่อพบกันเสมอ

 

 

เมื่อเจริญวัยมากขึ้นเท่าไหร่ อารมณ์ขัน และท่าทางของพริ้นซ์แฮร์รี่ก็ถอดแบบ ‘ปู่’ Duke of Edinburgh อย่างชัดเจน รวมทั้งน้ำเสียงที่เป็นเนื้อเดียวกันกับ Prince Charles ลบล้างข้อครหาที่โมเมเอาจากสีผม แล้วไปอ้างกันว่าพริ้นซ์แฮร์รี่เป็นผลผลิตของ James Hewitt ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ Diana, Princess of Wales เสียที

 

 

Prince Henry Charles Albert David หรือ Prince Henry of Wales นั้น ถูกเรียกว่า Prince Harry (ชื่อเล่นของชื่อ Henry) อย่างตั้งใจจาก The Prince & The Princess of Wales 

 

ขณะนี้ Prince Harry เป็นองค์รัชทายาทลำดับที่สาม ถัดจาก Charles, Prince of Wales และ Prince William, Duke of Cambridge และเพิ่งฉลองครบรอบ 27 ชันษาไปเมื่อ15 กันยายน

 

Happy (belated) Birthday, Prince Harry.  

 

**********

Reference:

Prince Harry website

ภาพ walkingwiththewounded - north pole 2011

ฟังสัมภาษณ์ Harry called a 'bullet magnet'

Photos in Afghanistan: courtesy of BBC, PA

Clip: Telegraph TV

เรื่อง BBC News 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net