วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พุทธวิถีที่ โรงเรียนทอสี


เรื่อง : บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ พุทธวิถีที่ ‘โรงเรียนทอสี’

ตีพิมพ์ในเซ็คชั่น กาย-ใจ

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2554

ภาพ: กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร


20 ปีที่แล้ว ‘ครูอ้อน’ บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ มหาบัณฑิตสาขาจิตวิทยาเด็กจากประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโรงเรียนอนุบาลทอสี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กๆ ในช่วงปฐมวัย โดยให้พวกเขาได้เรียนรู้อย่างสนุกและมีความสุข

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เธอและครอบครัวมีโอกาสได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมภายใต้การอบรมสั่งสอนของพระอาจารย์ชยสาโร เพื่อที่ในอีก 10 ปีต่อมา ครูอ้อนตัดสินใจจัดการเรียนการสอนระดับชั้นประถม โดยประกาศตัวเป็น ‘โรงเรียนวิถีพุทธ’ 

“เมื่อก่อนเรามองแยกส่วน ทำโรงเรียนไป แล้วก็นิมนต์พระอาจารย์มาเทศน์ให้ครูฟังเป็นครั้งคราว ถึงจุดหนึ่งจึงเริ่มเข้าใจว่าทั้งชีวิตคือการศึกษา เราไม่สามารถแยกบ้านและโรงเรียนจากกัน” ครูอ้อนเล่าย้อนถึงความคิดในตอนนั้น

การ ‘ตื่นรู้’ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ได้นิมนต์พระอาจารย์ชยสาโรมาเป็นที่ปรึกษาในช่วงเตรียมเปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อช่วยชี้แนะการวางแนวทางให้วิถีชีวิตที่ ‘ทอสี’ เป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิต ไม่ใช่เฉพาะสำหรับเด็กๆ แต่รวมถึงครูและบุคลากรทุกคน โดยยึดหลักไตรสิขาคือการพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา

“วันที่เชิญพระอาจารย์มาให้คำปรึกษาถือเป็นวันที่เปิดโลก ทำให้รู้ว่าการศึกษาที่เราจัดตามความเข้าใจมาก่อนหน้ายังมีจุดโหว่ และเป็นจุดโหว่ที่สำคัญที่สุด คือขาดการพัฒนาจิต ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาจิตตามหลักสูตรที่วางกันไว้” และนั่นจึงเป็นก้าวแรกของการศึกษาวิถีพุทธที่โรงเรียนทอสี

พุทธธรรมนำสุข ..ที่ยั่งยืน

จากแนวความคิดที่เคยจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเพื่อมุ่งให้เด็กๆ สนุกและมีความสุขกับการเรียนรู้ การสร้างให้เกิดพุทธปัญญาต้องการการวางแผนและดำเนินการที่ต่างออกไป 

“เพียงแค่ให้เด็กๆ ได้เรียนและเล่นอย่างมีความสุข อาจไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน ความสุขแบบนั้นอาจทำให้พวกเขาเป็นทุกข์ในวันข้างหน้า”

ครูอ้อนบอกว่า การศึกษาตามแนวทางพระพุทธศาสนา เด็กๆ ต้องผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจ รวมถึงนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง พวกเขาอาจไม่สนุกที่ต้องล้างถ้วยล้างจานหลังรับประทานอาหารเสร็จ อาจเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ที่ต้องทนกับการเก็บขยะหรือกวาดใบไม้ แต่สิ่งที่พวกเขาได้ซึมซับคือความรับผิดชอบ มีวินัย อดทน และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งลักษณะนิสัยเหล่านี้เป็นคุณต่อชีวิต และสร้างให้เกิดขึ้นได้ไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียน 

และเพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ปกครองจึงไม่อาจปฏิเสธการมีส่วนร่วม ทุกสิ่งที่ให้เด็กทำหรือไม่ให้ทำ รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กๆ รับรู้ และเรียนรู้

ครูอ้อนเล่าว่า ทุกวันนี้ มีผู้ครองจำนวนไม่น้อยที่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ แต่เข้าใจผิดและรับเอาเพียงส่วนเสี้ยวของวิธีการว่าต้องให้ ‘อิสระ’ โดยแสดงออกด้วยการ ‘ตามใจ’ หรือที่ร้ายไปกว่านั้นคือเอาใจและตามใจ เพราะกลัวว่าลูกจะไม่รัก

“การให้อิสระมากจนพ่อแม่ก็ฉุดไม่อยู่ ในที่สุดกลายเป็นการทำร้ายเด็ก เพราะวันข้างหน้าเขาไม่สามารถเรียกร้องอิสระโดยไร้ขอบเขตจากองค์กรที่เขาทำงานอยู่ หรือสังคมที่แวดล้อมตัวเขา และเขาจะไม่รู้สึกดีกับผู้ปกครองที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้” อิสระที่จะทำตามใจตัวเอง สำหรับครูอ้อน ย่อมไม่ใช่อิสระที่แท้จริง

เรียนรู้-เข้าใจ-ปฏิบัติได้จริง

ในแต่ละรายวิชา จากที่เคยเน้นกันแค่สาระความรู้ทางวิชาการ แล้วแยกพุทธศาสนาและจริยธรรมเป็นหนึ่งรายวิชา แต่วิถีพุทธของ ‘ทอสี’ ธรรมะได้รับการสอดแทรกไว้ในทุกรายวิชา และไม่ใช่แค่การท่องจำคำพุทธหรือศัพท์พระยากๆ แต่หมายถึงการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ครูอ้อนยกตัวอย่างเช่นพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทางโรงเรียนสามารถจัดให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเปิดร้านค้า

“ให้เด็กๆ ช่วยกันคิดว่าจะขายอะไร ขายน้ำอัดลมหรือขนมกรุบกรอบจะมีประโยชน์หรือเปล่า เขาได้เรียนสาระวิชาการผ่านการคิดคำนวณต้นทุน กำไร ขายของได้จะเอาเงินไปทำอะไร ทำประโยชน์ห้องอย่างเดียว หรือทำประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ ได้อีก ทำกิจกรรมด้วยกันใครมีน้ำใจ ใครไม่มีน้ำใจ แต่ละคนคิดอย่างไร” ครูอ้อนอธิบายว่าการชี้ชวนให้เด็กๆ ได้มองและคิดในแง่มุมต่างๆ ล้วนสร้างการเรียนรู้ให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ หรือคุณธรรมจริยธรรม

นอกเหนือไปจากเนื้อหาวิชาการ และการเรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม สำคัญที่สุดคือการรู้จักตัวเอง

“แนวทางพุทธปัญญามีข้อเด่น คือเด็กทอสีจะผ่านกระบวนการเพื่อให้รู้จักความคิดและความรู้สึกของตัวเอง เขาจะรู้ว่าเวลานี้กำลังรู้สึกอิจฉา สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้เป็นการทำร้ายจิตใจเพื่อน” การมีสติรู้เท่าทันตนเองเท่านั้นที่จะนำไปสู่การยั้งคิด รวมถึงการกำกับดูแลคำพูดและการกระทำของตนให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ ซึ่งเหล่านี้เป็นความรู้เกี่ยวกับโลกภายในที่ทางโรงเรียนให้ความสำคัญไม่แพ้ความรู้ด้านอื่นๆ

คำถามและความสงสัยจากผู้ปกครองและคนส่วนใหญ่ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอคือ การเรียนรู้ในวิถีแห่งพุทธศาสนาจะทำให้เด็กๆ อ่อนด้อยในด้านวิชาการ หรือแม้แต่ขาดประสบการณ์ทางโลกหรือไม่ 

ในข้อนี้ครูอ้อนยืนยันด้วยผลการทดสอบทางการศึกษาของนักเรียนทอสีว่าไม่ด้อยเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศ และดีถึงระดับที่ได้รับการจัดไว้ในลำดับต้นๆ ของเขตพื้นที่ แต่สิ่งที่อยากชี้ว่าสำคัญกว่าคือทักษะชีวิตของเด็กที่ได้รับการหล่อหลอมในกระบวนการแห่งพุทธปัญญา

“การศึกษาที่มีอยู่ทั่วไป เด็กเจอแต่โจทย์ในตำรา เพราะโรงเรียนมุ่งที่เนื้อหาวิชาการเป็นหลัก แต่พุทธศึกษาไม่ได้เน้นให้เด็กทำคะแนนเพื่อเตรียมการสอบ แต่ที่เห็นว่าสำคัญกว่าคือการสร้างประสบการณ์ให้พวกเขาได้เรียนรู้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการรู้และเข้าใจถึงจิตใจตัวเอง”

ครูอ้อนเชื่อมั่นว่าด้วยการเรียนรู้ที่ลุ่มลึกและรอบด้านเช่นนี้ ที่จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กๆ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ปัญหาที่หลากหลายในวันข้างหน้า

‘ทอสี’ หน่ออ่อนแห่งพุทธปัญญา

โรงเรียนทอสี ยังออกแบบวิถีชีวิตให้เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยสอดแทรกแนวความคิดพุทธศึกษาไว้ในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หล่อหลอมจนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร
 ครูอ้อนยกตัวอย่าง ‘การไหว้’ ความหมายที่แฝงในการรับรู้ของทุกคนที่โรงเรียนทอสี คือความอ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมจะเรียนรู้จากผู้อื่น 

“ถ้าเดินเข้ามาถึงโรงเรียนแล้วทุกคนต้องยกมือไหว้สวัสดีฉัน คุณจะพร้อมเป็นผู้เรียนรู้หรือเปล่า ที่โรงเรียนของเรา คนสวน พี่ยาม คนขับรถ แม่ครัว ทุกคนคือครู แต่ละคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน การไหว้จึงเป็นการแสดงความเคารพคารวะซึ่งกันและกัน”

วิถีการดำเนินชีวิตที่กลมกลืนอยู่กับข้อคิดตามหลักธรรมของทุกคนในโรงเรียนทอสี ยังดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรมเป็นประจำ โดยเฉพาะในวันพระและวันสำคัญทางศาสนา 

ถามครูอ้อนว่า สังคมไทยในชั่วโมงของความขัดแย้ง วิธีคิดและแนวปฏิบัติในพระพุทธศาสนาจะพาเราฝ่าข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร 

“ข้อเด่นของพุทธปัญญาคือสิ่งที่เห็นว่าถูกหรือผิด ที่จริงแล้วอาจจะไม่ใช่ การคิดว่าตัวเองถูกต้องเสมอ คนอื่นผิด นำไปสู่การขัดแย้งและการกระทบกระทั่ง ถ้าไม่ยึดมั่นในความคิดของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว แต่พร้อมจะรับฟังคนอื่น เราอาจพบว่า จริงๆ แล้ว ทั้งคู่ก็มีส่วนถูก หรือผิดทั้งคู่ก็เป็นได้” 

ไม่เฉพาะแต่คุณครู เด็กนักเรียน และผู้ปกครอง ของโรงเรียนทอสี อาจเป็นสิ่งที่ควรหากพุทธศาสนิกชนจะใช้เวลาในการศึกษาพุทธธรรมเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถนำมาใช้เพื่อการพัฒนาชีวิตและสังคมให้สมกับที่เป็นศาสนาประจำชาติของไทย

  • บ่มเพาะต้นกล้าที่ ‘ปัญญาประทีป’ 

เด็กนักเรียนที่จบชั้นประถมจากโรงเรียนทอสี ‘ครูอ้อน’ บอกว่าแม้พวกเขาจะถูกหล่อหลอมให้มีความเข้มแข็งเพื่อเผชิญกับกระแสอันเชี่ยวกรากของสังคมบริโภค แต่พวกเขาก็เป็นเพียงต้นกล้าเล็กๆ ที่ยังอ่อนแอ และวันนี้ ‘ทอสี’ มีความพร้อมที่ดูแลต้นกล้าเหล่านี้ให้เติบใหญ่ 

‘ปัญญาประทีป’ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จึงเริ่มจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของโรงเรียนประจำ เมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ปีแรก มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพียงจำนวนไม่เกินนิ้วนับ ปัจจุบัน พื้นที่กว่า 80 ไร่ กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะพุทธปัญญาให้กับเด็กนักเรียน 31 คน ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3

กระนั้น ครูอ้อนยอมรับว่าการดูแลเด็กวัยรุ่นเป็นอีกเรื่องที่ต่างออกไป และยิ่งไม่ง่าย เมื่อเด็กส่วนใหญ่ไม่ใช่นักเรียนที่ผ่านการเรียนรู้ในช่วงชั้นประถมจากโรงเรียนทอสี

“หลายคนมาจากครอบครัวที่พ่อแม่เลี้ยงแบบตามใจ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากทำอะไรได้ทำ มาอยู่ที่นี่อาหารเลือกไม่ได้ อยากเล่นเกมก็ไม่ได้เล่น เพราะเรากำหนดตารางเวลาสำหรับกิจวัตรประจำวันที่ค่อนข้างเข้มงวด”

แน่นอน เด็กๆ ย่อมจะรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบกติกา แต่ในที่สุดทุกคนก็จะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัว ซึ่งครูอ้อนเชื่อมั่นว่านี่คือการหล่อหลอมให้พวกเขามีความเข้มแข็ง เพื่อพร้อมจะเผชิญกับชีวิตในวันข้างหน้า

  • ‘ชยสาโร’ ผู้จุดประทีปแห่งปัญญา

พระอาจารย์ชยสาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ เป็นชาวอังกฤษที่มีศรัทธาต่อพุทธศาสนา จึงตัดสินใจบวชกับหลวงพ่อชา ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ 30 ปีที่แล้ว 

หลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา “ฌอน ชิเวอร์ตัน” ออกเดินทางท่องเที่ยวในหลายประเทศ ความสนใจพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเมื่อเดินทางกลับบ้านที่ประเทศอังกฤษ และได้เรียนรู้การวิปัสสนาจากชาวอังกฤษซึ่งเคยบวชพระที่ประเทศไทย ‘ฌอน’ ตัดสินใจไม่ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพราะคิดว่าได้ค้นพบแนวทางการศึกษาที่ตนสนใจ

จากนั้น เขาได้รับการแนะนำให้รู้จักพระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ) ซึ่งขณะนั้นเตรียมสร้างวัดในลอนดอน และนั่นเป็นเหตุแห่งการเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อกราบนมัสการขอบวชกับหลวงพ่อชาในเวลาต่อมา

“หลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเป็นระบบการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุดที่เคยปรากฏอยู่ในโลก อริยมรรค มีองค์ 8 อาตมาเชื่อว่าเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับระบบการศึกษาทั่วไปได้” เป็นความเชื่อมั่นของพระอาจารย์ชยสาโร ผู้จุดประทีปแห่งปัญญาให้กับทั้งโรงเรียนทอสีและโรงเรียนมัธยมแห่งใหม่ ‘ปัญญาประทีป’

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net