วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปชป.กับปัญหาชายแดนใต้


สวนทางปืน / เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.789)

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปนั่งฟังการบรรยายพิเศษของคุณชวน หลีกภัย อุปนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อง 'ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้' ซึ่งจัดขึ้นภายในหอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และมาได้รับเอกสารการถอดเทปคำบรรยาย ของศูนย์ข่าวอิศรา ซึ่งพรรคพวกหยิบมาให้ ทำให้รู้สึกถึงสำนึกของนักการเมืองไทย ไม่ว่าจะน้ำขึ้นน้ำลง ก็ยังทำงานการเมืองไม่ได้หยุด และดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นการเมืองเพื่อการเลือกตั้งเสมอ

ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้เพราะคำบรรยายของคุณชวน ยังคงอุตส่าห์สะบัดมีด เชือดเฉือนคุณทักษิณ และกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้เป็นประจำ เช่นตอนหนึ่งคุณชวนบรรยายกล่าวถึงเหตุแห่งความรุนแรงในสามจังหวัด ว่ามีสาเหตุเป็นมาอย่างไร

"ความรู้ความสนใจของตัวเองนั้น ว่าความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่เกิด 2 ครั้ง คือ ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถ้าจะพูดว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลังปี 2475 ที่มีการรณรงค์วัฒนธรรมไทยนิยม และส่งผลกระทบต่อพี่น้องมุสลิมในเรื่องปฏิบัติ และทางตนกูยะลานาแซร์ บอกผมว่า ผมรับ จอมพล ป. ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น บังคับให้ผมคำนับพระพุทธรูป และนั่นจึงทำให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปีกกล้าขาแข็ง และมีแนวร่วมมากขึ้น ต่อมาตนกูยะลานาแซร์ ก็ได้มาเป็นหัวหน้ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนกลุ่มหนึ่ง ปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว และความผิดพลาดครั้งที่สองที่ยิ่งใหญ่กว่า ก็คือในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร.."

ฟังๆ ดูแล้วเสมือนหนึ่งว่า ความสำคัญของเหตุปัญหาสามจังหวัดมีต้นตอจากนโยบายของคนสองคนสองยุคสมัย

ยุคแรก เป็นนโยบายผิดพลาดเรื่องรัฐนิยม ส่วนยุคสอง เรื่อง การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทักษิณ และโดยเฉพาะการยุบเลิกศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

หากจะพิจารณากันให้ถ่องแท้สักนิด ผู้เขียนขออนุญาตยกตัวอย่างรายงานกรรมาธิการต่างประเทศวุฒิสภาชุดที่แล้ว ซึ่งรายงานนี้เป็นการสรุปข้อมูลส่วนหนึ่งจากงานวิจัย 'ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย' ซึ่งรวบรวมโดย สุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ โดยตอนหนึ่ง ระบุว่า

"ในสมัยพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เริ่มเห็นชอบตามข้อเสนอต่างๆ ของกลุ่มขบวนการมุสลิม แต่ต่อมารัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ เห็นว่า หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ เป็นแกนนำของขบวนการแบ่งแยกดินแดน นำไปสู่การจับกุม หะยีสุหลง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2491 อันเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลไทย กับชาวมลายูมุสลิม วันที่ 25-28 เมษายน 2491 ความตึงเครียดดังกล่าวลุกลามกลายเป็นความรุนแรง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าใจผิดว่า ประชาชนในหมู่บ้านดุซุงญอ จังหวัดนราธิวาส กำลังเตรียมก่อกบฏ จึงใช้กำลังเข้าปราบปราม รายงานบางฉบับอ้างว่า ชาวมลายูมุสลิมถูกสังหารไปถึง 1,100 คน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตไปจำนวน 30 นาย มีชาวมลายูมุสลิมจากพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลบหนีเข้าไปในมลายาอย่างน้อย 3,000 คน"

ถ้าหากการจับกุม ฮัจยีสุหลง เมื่อ16 มกราคม 2491 ซึ่งนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ฉะนั้น เมื่อถึงวันนี้การที่คุณชวน สรุปว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่อยู่ 2 ครั้ง คือ ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม และความผิดพลาดครั้งที่ 2 และยิ่งใหญ่กว่าคือ ยุคคุณทักษิณ นับเป็นการพูดที่ไม่ควรออกจากปากอดีตนายกน 2 สมัย เพราะนัยของคำพูดนี้ด้านหนึ่งเป็นการโยนความผิดให้กับ จอมพล ป. รับไปเต็มๆ เพียงคนเดียว

อีกด้านหนึ่งก็ขยายความผิดพลาดของรัฐบาลทักษิณให้ฟังได้ว่าร้ายแรงยิ่งกว่ายุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม นับเป็นวาทกรรมเพื่อการเมืองที่คุณชวนได้แสดงออกถึงธาตุแท้ของความเป็นการเมืองของประชาธิปัตย์ ได้อย่างหมดจดยิ่งเช่นกัน

แต่สิ่งที่คุณชวนและประชาธิปัตย์ไม่เคยพูดถึงเลยคือ หากนายควงไม่มีนโยบายให้จับกุม ฮัจยีสุหลงเมื่อปี 2491 อันเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งขั้นรากฐานระหว่างชาวมลายูปาตานีกับรัฐ บางทีนโยบายรัฐนิยมของจอมพล ป. ก็อาจไม่ส่งผลให้บาดแผลแห่งความขัดแย้ง บาดลึก และเรื้อรังมาจนถึงวันนี้ก็เป็นได้

โดยเฉพาะการขยายความผิดพลาดในยุคทักษิณ ให้ร้ายแรงกว่ายุคจอมพล ป. นับว่าเป็นการพูดที่มีลักษณะตัดตอนประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง เพราะถึงแม้ว่ายุคทักษิณจะมีการอุ้มฆ่าอย่างกว้างขวางและที่อื้อฉาว แต่ไหนเลยจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงเท่าการอุ้มฮัจยีสุหลงในฐานะนักการศาสนาที่ได้รับการเคารพอย่างยิ่งได้ นี่ยังไม่พูดถึงนโยบายรัฐนิยม ยุคจอมพล ป. ที่ผู้เขียนพยายามนำมาเปรียบเทียบกับนโยบายยุคทักษิณ ก็ไม่เห็นว่ามีนโยบายใดให้เทียบเคียงได้ชัดเจน และนโยบายรัฐในยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น เป็นนโยบายของรัฐทั้งประเทศ มิใช่เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ชนชาวมลายูมุสลิมปาตานี ได้รับผลกระทบแรงกว่าส่วนอื่นๆ ที่กระทบในด้านวิถีชีวิต ประเพณีนิยม เช่น กินหมากกินพลู กินช้อนกินส้อม หรือใส่หมวกใส่กระโปรง แต่กล่าวสำหรับสามจังหวัด นอกจากกระทบวิถีชีวิตทั่วไปแล้วยังไปกระทบบางอย่างของวิถีทางศาสนาอีกด้วย

ในยุคสมัยของคุณ ทักษิณ ในส่วนของนโยบายเฉพาะนั้น ไม่ได้แสดงโดยตรงที่ไปกระทบกับวิถีชีวิตทางศาสนาอิสลามของคนในพื้นที่ และแม้การใช้วิธีการรุนแรงในการแก้ปัญหา หรือจัดการกับคนของขบวนการ ก็ไม่ใช่เกิดขึ้นมาเฉพาะในยุคของรัฐบาลทักษิณ

แต่รัฐบาลก่อนหน้านี้ในแต่ละยุค แต่ละสมัย ก็มีการปฏิบัติการอุ้ม ปฏิบัติการเก็บ ให้ได้ยินได้ฟังเสมอ หรือแม้แต่ยุคที่รัฐบาลเลือกใช้นโยบาย 66/2523 ซึ่งมีการดำเนินงานการเมืองต่อกองกำลังติดอาวุธ แต่การอุ้มแนวร่วมเพื่อรีดข้อมูล หรือ 'การเก็บ' แกนนำบางคน ก็ยังมีปรากฏอยู่ และถือเป็นยุคที่ขบวนการอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่หมดสิ้นไป 

เพราะอย่างน้อยที่สุด หากขบวนการสามารถก่อเหตุปล้นปืนกองพันพัฒนาได้ ในวันที่ 4 มกราคม 2547 และยังก่อเหตุเผาโรงเรียน เผาสถานที่ราชการ ได้ทั่วด้านหลายสิบจุดภายในคืนเดียว และยังมีการสำแดงศักยภาพของการจัดตั้งที่ดี ด้วยการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ในอีกหลายๆ ครั้งต่อมา และยาวนานถึงกว่า 3 ปี ปฏิบัติการเช่นนี้คงไม่ใช่เพราะก่อตัวจัดตั้งกันเอาตอนรัฐบาลทักษิณหรอก

ถ้าหากพิจารณาสัญญาณต่างๆ ในพื้นที่ จะเห็นชัดเจนขึ้นว่า การก่อเหตุเพื่อซ้อมมือ เตรียมการเตรียมความพร้อม ของบุคลากรในขบวนการ ไม่ว่าจะลอบยิงตำรวจ หรือเผาสถานที่ราชการ มันก่อตัวเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ฝ่ายรัฐเองต่างหากที่ประเมินผิด มองกันว่ามันลดน้อยลง

ตรงกันข้าม ฝ่ายขบวนการเพียงปรับยุทธวิธีใหม่กันเท่านั้นเอง หรือหากผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐดูแลปัญหาสามจังหวัดในวันนี้ จะลองสังเกตคำให้การของผู้ที่ถูกจับกุม ซึ่งหลายคนได้ถูกจัดตั้งในยุคที่มีทั้ง ศอ.บต. และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลเสียด้วยซ้ำไป

ความจริงผู้เขียนไม่ได้มีความสนใจพรรคการเมืองใด และไม่รัก ไม่ชอบคุณทักษิณเป็นพิเศษแต่อย่างใด และหากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณอย่างไร ก็ถือว่าฟังได้

แต่หากจะวิจารณ์ปัญหาสามจังหวัดแล้วไปโยนบาปให้คุณทักษิณเพียงผู้เดียว หรือจะโยนไปให้ใครๆ ในยุคสมัยใดๆ ก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการสรุปด้านเดียวเกินไป

เพราะข้อเท็จจริงควรต้องมองในด้านความนึกคิด หรือสำนึกของฝ่ายขบวนการ ที่ขับเคลื่อนจัดตั้งแนวร่วมเพื่อทำการต่อสู้ เพื่อการต่อต้านอำนาจรัฐสยามมาโดยตลอดประกอบด้วย 

และถ้าหากจะโทษแต่เพียงอดีตที่ยาวไกลอยู่ตลอดเวลา ผู้เขียนฟันธงได้เลยว่า ผิดพลาดอย่างยิ่งและเชื่อว่าทุกคนทุกส่วนที่เคยเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐไทย ก็จะต้องกลายเป็นแพะรับบาปของเหตุแห่งปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เสมอ

ที่สำคัญ การบรรยายครั้งนี้ นอกจากวิจารณ์ผู้อื่นเพื่อหวังผลทางการเมืองแล้ว คุณชวน ก็ไม่ได้เสนอทางออกใดๆ ไม่ว่าจะเป็นแค่ระดับยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีเพื่อการแก้ปัญหาสามจังหวัด ให้สมกับอดีตที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาถึง 2 สมัยแต่อย่างใดเลย

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net