วันที่ พุธ ตุลาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ ก็แค่ยุโรป DAY 37 ศิลปินเดี่ยวเที่ยวชมงานศิลปะ


DAY 37

ฉันอุตส่าห์ตื่นมาแต่เช้าตรู่ ด้วยหวังว่าจะไปช่วยยามที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (อ่านว่า ลูฟ นั่นแหละค่ะ) เปิดประตู จนแล้วจนรอด ก็ต้องมาเสียเวลากับธุระปะปังเรื่องการย้ายที่พักจากโรงแรมหนึ่งไปอีกโรงแรมหนึ่ง เนื่องจากที่เก่าเต็ม จากนั้นก็ต้องมาเตรียมอาหารเพื่อแบกไปกินเป็นมื้อเที่ยง ไหนจะเสียเวลากับการกินอาหารเช้าอันจืดชืด ไหนจะเข้าห้องน้ำห้องท่า ซึ่งเรื่องหลังสุดนั้นสำคัญยิ่ง เพราะถ้าพลาด อาจมีสิทธิ์เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตได้

จนแล้วจนรอด ฉันก็เดินทางไปถึงพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในช่วงก่อน 10 โมงเช้า ซึ่งยังถือว่าไม่ขี้เหร่จนเกินไปนัก หากไม่นับรวมกับใบหน้าตัวเอง สาเหตุที่มีความตั้งใจแรงกล้าในการมาในวันนี้ มิใช่ว่าฉันเป็นผู้คลั่งไคล้ในงานด้านศิลปะประวัติศาสตร์ใด ๆ หากแต่พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในปารีส เปิดฟรีในทุกวันอาทิตย์แรกของทุกเดือนต่างหาก และถ้าฉันมาเที่ยว “ลูฟวร์” ในวันอื่น จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในสนนราคา 8.50 ยูโร หรือ 400 กว่าบาทของบ้านเรา

เมื่อมี “ของฟรี” เข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันจึงต้องศึกษาและวางจุดยุทธศาสตร์ของแต่ละวันให้เหมาะสม

ในวันนี้ที่ลูฟวร์...ฉันตั้งใจไว้ว่า จะต้องไปเห็นสิ่งที่มีชื่อเสียงมากของโลกก่อนเดินเอื่อยเฉื่อยดูอย่างอื่น ซึ่งนั่นจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก “ภาพวาดโมนาลิซ่า” ของ เลโอนาร์โด ดาวินชี

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (ฝรั่งเศส: Musée du Louvre) หรือในชื่อทางการว่า the Grand Louvre เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตัวอาคารเดิมเคยเป็นพระราชวังหลวง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า ระดับโลกเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ภาพเขียนโมนาลิซา, The Virgin and Child with St. Anne, Madonna of the Rocks ผลงานของเลโอนาร์โด ดาวินชี หรือภาพ Venus de Milo ของอเล็กซานดรอสแห่งแอนทีออก ในปี พ.ศ. 2549 พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มีผู้มาเยี่ยมชมเป็นจำนวน 8.3 ล้านคน ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลกและยังเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในกรุงปารีส

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมด คิดไม่แตกต่างไปจากฉันเรื่องการตามไปดูภาพวาดที่มีชื่อเสียง ทางพิพิธภัณฑ์จึงจัดทำป้ายทางเดินเพื่อบอกทางให้ไปชมห้องที่แสดงภาพวาดโมนาลิซ่าอย่างชัดเจน แต่กว่าจะถึงห้องของเธอ ฉันก็เสียเวลาไปมากโข มิใช่เพราะหลงทาง แต่เป็นเพราะภาพวาดอื่น ๆ ของศิลปินแต่ละคน ล้วนแล้วแต่ทำให้ฉันอยากกลับไปเริ่มต้นเรียนวิชาศิลปะเสียใหม่และสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนให้ดีกว่าเดิม หลายครั้งที่ฉันยืนอ้าปากค้างตรงนั้นกับคำกล่าวที่พร่ำอยู่ในใจว่า “ฝีมือหรือนี่” และ “ภาพวาดหรือนี่” ฉันเริ่มซึมซาบความงดงามทางศิลปะด้านนี้มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพบน : จำชื่อภาพไม่ได้ค่ะ...ขออภัย

ภาพบน : ภาพวาดหรือนี่ รายละเอียดและไอเดียบรรเจิดมาก

แต่ละห้องที่มีการแสดงภาพวาดต่าง ๆ ของศิลปิน ถูกจัดหมวดหมู่อย่างน่าดูชม แต่เมื่อถึงห้องของภาพ “โมนาลิซ่า” ดูเหมือนเธอจะเหมาห้องนั้นเกือบทั้งหมดเป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียว ก็ผู้คนล้นหลามเสียขนาดนั้น แม่นางโมนาฯ จะรับแขกเหรื่อด้วยห้องเล็ก ๆ ได้อย่างไรไหว

ภายใต้ห้องโอ่โถงอันกว้างใหญ่ จึงมีภาพวาดโมนาลิซ่า ขนาดเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนฝาผนังนั้นอยู่เพียงภาพเดียว ฉันนึกสงสารแม่นางโมนาฯ ที่ถูกนักท่องเที่ยวรุมทึ้งไม่หยุดหย่อน ถ้าโมนาลิซ่ามีความรู้สึกเหมือนมนุษย์และรับความเจ็บแสบจากแสงแฟลชของกล้องได้ ป่านนี้เธออาจจะตาบอดหรือกลายเป็นโมนาลิซ่าปิ้งย่างไปแล้วก็ได้

ภาพบน : ภาพที่สวยทั้งที่ลูฟวร์ และ แวร์ซายน์...ยังชอบไม่หาย

ฉันเองก็เป็นคนหนึ่ง ซึ่งเข้าไปเบียดแทรกตัวเพื่อชมโมนาลิซ่าให้ใกล้ที่สุด ความรู้สึกสนุกสนานเริ่มบังเกิดเมื่อได้แข่งกันเบียดเสียดแย่งที่ยืนกับชาวอินเดียคู่หนึ่ง  ซึ่งพี่แกไม่ยอมเคลื่อนตัวไปไหนเลยตั้งแต่เบียดไปได้จนถึงขอบกั้นชมภาพโมนาลิซ่า ฉันพยายามหามุมถ่ายภาพแม่นางโมนา เพื่อเอาไปฝากพวกพ้อง แต่ตัวของอาบังอินเดียคนนั้น “บัง”สมชื่อเสียจริงๆ เพราะไม่ว่าฉันจะลองถ่ายมุมไหน ๆ ก็ยังจับได้แต่ภาพหน้าของอาบังได้ไปเสียครึ่งหนึ่ง สุดท้าย ฉันจึงไม่ได้ภาพที่จะเห็นสิวโมนาลิซ่า แต่กลายเป็นสิวของอาบังแทนไปเสียได้

เที่ยงแห่งวัน ฉันยึดขอบที่นั่งด้านข้างอาคารลูฟวร์เป็นที่พักกินอาหารเที่ยง ตรงบริเวณใกล้ ๆกันนั้น มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งที่ตระเตรียมอาหารมากินเช่นเดียวกัน พวกเขาคงจะคิดแบบฉันว่าอาหารที่นี่มีราคาแพงเสียเหลือเกิน การตระเตรียมอาหารมากินเอง น่าจะอิ่มและมีประโยชน์กว่าการที่ต้องไปซื้อกินเสียมากกว่า

ภาพบน : อารมณ์ยังครุกรุ่นกับโมนาลิซ่า ก็หาซื้อของที่ระลึกได้

อาหารเที่ยงของฉันในวันนี้พิเศษกว่าวันอื่น ๆ แต่กับคำว่า “พิเศษ” ไม่ได้หมายความว่า ฉันจะได้กินอาหารดีแบบที่เคยมีเจ้าภาพเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างที่ผ่านมา สำหรับฉันในเวลานี้...การที่ไม่ได้กินขนมปังชีสสักวัน ก็เหมือนกับนรกลดโทษและสวรรค์โปรดแล้ว ฉันคิดสูตรอาหารใหม่ด้วยการนำเส้นมาม่ารสต้มยำไปลวกแล้วแช่เก็บเอาไว้ในตู้เย็น แล้วซื้อสลัดผัดที่แพ็กเสร็จสรรพพร้อมกับช้อนส้อมในนั้น เมื่อถึงเวลากิน ฉันก็นำเส้นมาม่ามาผสมกับสลัดผัก ซึ่งมันเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ อากาศเย็น ๆ กับเส้นมาม่าเย็น ๆ ฉันแค่จินตนาการว่ากินบะหมี่เย็นของญี่ปุ่นก็เท่านั้น...ยังไงก็อร่อยกว่าขนมปังชีสเสียหลายเท่า นี่แหละชีวิตคนแบกเป้อย่างเรา

สวน jardin des tuileries ที่อยู่ด้านข้างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สร้างบรรยากาศแช่มชื่นให้กับทุกคนที่มาเยือน ที่นี่มีผู้คนจำนวนมากเดินผ่านไปมา บ้างก็นอนเล่นบนพื้นหญ้า บ้างก็นั่งคุยกันตรงกลางแดด ว่ากันว่าที่สวนนี้น่าจะเป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับคนปารีส ค่าที่มันอยู่ระหว่างสถานที่สำคัญคือพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และจัตุรัสคองคอร์ด (Place de la Concorde) ซึ่งเป็นที่กว้างใหญ่ที่สุดในกรุงปารีส โดยมีเสาหิน “โอเบลิสก์” สูง 23 เมตร อายุกว่า 3,000 ปี ตั้งอยู่ตรงนั้น อีกทั้งที่นี่ ยังเป็นสถานที่ที่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสและ พระนางมารี อองตัวแนต ถูกประหารด้วยกิโยติน ในช่วงระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสเสียด้วย

ภาพบน : ภายในสวนสวย...ผู้คนออกมานั่งอาบแดด กันสบายอารมณ์

ภาพบน : ก่อนออกจากสวน ก็ยังมีภาพวาดจากศิลปินหน้าใหม่มาดักขายศิลปะต่าง ๆ

ภาพบน : จตุรัสคองคอร์ด

ฝรั่งเศสในสายตาของฉัน เริ่มเหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าติดตามมากขึ้นทุกขณะที่เท้าย่ำ ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของประเทศนี้ มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เมื่อยิ่งรู้มากขึ้น ก็ยิ่งให้อยากรู้มากขึ้นให้ลึกต่อไปเรื่อย ๆ ได้อีก

เมืองกว้างใหญ่โตมโหฬารอย่างปารีส เล่นตลกให้ฉันเดินหลง..แข้งขาเริ่มเมื่อยล้าและเวลาก็เริ่มหมดลงไปเรื่อย ๆ  แต่ก็ยังดี ที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวฟรีอีกแห่ง ที่พิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d'Orsay) กับวันนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่ต้องเสียเงิน ส่วนพรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันหยุดของที่นี่ โอกาสดี ๆ ไม่ได้มีมาเรื่อย เรื่องปวดเมื่อยจึงต้องลืมไปก่อน

ภาพบน : ภายในพิพิธภัณฑ์ออร์แซ

พิพิธภัณฑ์ออร์แซ เป็นที่นิยมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ฉันต้องยืนเข้าคิวที่แถวยาวบิดไปเบี้ยวมาเป็นรูปตัวหนอน แต่เมื่อผ่านสนามยืนเข้าคิว “แวร์ซายน์” มาแล้ว คิวไหน ๆ ก็ไม่หนักหนาอะไรนักสำหรับฉัน ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นที่รวมศิลปะอิมเพรสชั่นนิสต์ไว้มากมายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ฉันชอบที่นี่มากกว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ด้วยมันมีขนาดเล็กกว่าและนำเสนอสิ่งที่ฉันชอบทั้งสิ้น ฉันชอบงานภาพวาดมากกว่ารูปปั้นหรือของโบราณที่ขุดค้นพบ การวิ่งหาภาพวาดของศิลปินชื่อดังแข่งกับเวลาที่จะปิดพิพิธภัณฑ์จึงไม่ต่างจากการแข่งวิ่งผลัด 4 คูณ400 เมตร

ภาพบน : สุดยอด

ภาพบน : ชาละวันฝรั่งรึป่าวนี่

ที่นี่มีทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ และภาพถ่าย แต่ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคืองานชิ้นเอกจากสมัยศิลปะอิมเพรสชันนิสม์และศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลังที่นี่มีภาพที่รวมทั้งงานของโคลด โมเนท์, เอดวด มาเนท์, เอ็ดการ์ เดอกาส์, ปีแยร์-ออกุสต์ เรอนัวร์, พอล เซซานน์, ชอร์ช ปิแยร์ เซอราต์, พอล โกแกง และฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ เป็นต้น

ภาพบน : ภาพสวย จัดวางงดงาม

 

ฉันวิ่งหาภาพวาดของศิลปิน “แวนโก๊ะ” เสียจนแทบหมดเวลา ที่ช้าเพราะโดนสกัดจุดให้เราสะดุดหยุดชมภาพงาม ๆ เสียมากกว่า ศิลปินปรมาจารย์เหล่านี้ เก่งกว่าช่างภาพเสียอีก เขาวาดได้เหมือนจริง แถมสีสันและแสงเงา จัดได้ตามใจปรารถนา ไม่ต้องเสียเวลามานั่งรอแสงธรรมชาติช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกอย่างเรา

ภาพบน : ภาพนี้ชื่อว่า The Floor-Scrapers ของ Gustave Caillebotte...อิฉันชอบมากค่ะ

ภาพบน : ภาพนี้ของจริง สวยตาค้าง ชื่อว่าภาพ le bassin aux nymphéas ของ โคลด โมเนท์  (Claude Monet)

ภาพบน : หลายคนคงเคยเห็นภาพนี้บ่อยกว่า ผลงานของแวนโก๊ะ

ความตื่นตาตื่นใจ ทำเอาฉันถ่ายภาพจนมือชาไปหมด สังขารตอนนี้คือปวดทั้งมือ ปวดทั้งขา จนเรียกได้ว่าวันนี้เป็นปวดแห่งชาติก็ว่าได้ เพราะฉันปวดเมื่อยที่สุดเท่าที่เดินทางมาทั้งหมดตลอดทริปกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา

ในช่วงปลายของการเดินทางในยุโรปนี้ ฉันพักผ่อนไม่เพียงพอ กินอาหารไม่เหมาะสม และใช้พลังงานในการเดินมาก ซึ่งเมื่อร่างกายไม่พร้อม ฉันจึงเกิดอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมในบางเวลา เป็นที่น่าหวาดเสียวกับตัวเองนัก

เมื่อทุกอย่างจบลงอย่างสุขสมอารมณ์หมาย ฉันเริ่มอุปาทานว่าขาตัวเองเริ่มใหญ่เท่าลำต้นกล้วยที่นักมวยใช้ซ้อมเตะ มันอาจจะเป็นเรื่องจริงหรืออาจเป็นเพราะฉันเดินมากจนเกินไป แต่อย่างไรเสีย ลำต้นกล้วยทั้งสองก็ยังต้องช่วยกันพยุงกลับไปยังจุดเริ่มต้นแห่งวัน

ฉากสุดท้ายสำหรับวันฟรีฟรีเช่นนี้...ไม่มีแม้คำบ่นกล่าว แต่เหลือไว้เพียงจินตนาการและความรัญจวนใจที่ได้รับจากพิพิธภัณฑ์

ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะจรรโลงใจฉันให้มีความสุขมากเท่ากับศิลปะ...ฉันรักศิลปะ...ขอบคุณประเทศฝรั่งเศสและพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายที่ยังเก็บความมหัศจรรย์แห่งภาพวาดและผลงานศิลปะต่าง ๆ ให้คนรุ่นหลังศึกษาไว้เป็นอย่างดี

...สำหรับวันนี้ ลำต้นกล้วยทั้งสองต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์ “บองนุย ปารีส์”.....

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net