วันที่ อังคาร ตุลาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เล่าสู่กันฟัง... “Seville ฝันที่เป็นจริงของโคลัมบัส”


“เซบียา” หนึ่งในจังหวัดสำคัญแห่งแคว้นอันตาลูเซีย

ที่เรียกได้ว่าจุดเด่นของสเปนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

เหล้าเชอรี่ วัวกระทิง หรือระบำฟลามิงโก รวมอยู่ด้วยกันที่นี่

     ด้วยภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่เหมาะสม

ทำให้กลุ่มคนที่ถือว่ามีอารยธรรมสูงหลายกลุ่ม

ผลัดกันเข้ามาครอบครองเซบียาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งจากแอฟริกา จากโรมัน  วิสิโโกธ อาหรับ

จนถึงสมัยพระนางอิซซาเบลล่าที่ 1 กับพระเจ้าเฟอร์ดินาน

ยกทัพมาตีและได้ครอบครองเซบียาในปี ค.ศ. 1448

     ดังนั้นสิ่งที่หลงเหลือจากที่เหล่าผู้ปกครองแต่ละยุคสมัยทิ้งไว้

คือ การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เห็นได้ทั้งจาก

โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวิทยาสาขาต่าง ๆ

หอฆิรัลดา เป็นหอสุเหร่าอาหรับสร้างขึ้นโดยเกเบร์

เจ้าตำหรับวิชาพีชคณิต ใน ค.ศ. 1197

แต่ปัจจุบันกลายเป็นหอระฆังของพระวิหารใหญ่แห่งเซบียา

บนยอดหลังคามีเทวรูปขนาดสูง 4 เมตร ยืนเหนือลูกโลกสัมฤทธิ์

ซึ่งหมุนได้รอบทิศเพื่อเป็นเครื่องชี้ทิศทางลม

บนขื่อใกล้หอสมุดโคลัมบีนา มีจรเข้สตาฟแขวนอยู่

เล่ากันว่าจรเข้ตัวนี้เป็นบรรณาการของสุลต่านแห่งไคโร

ส่งมาถวายพระเจ้าอัลฟองโซ พร้อมคำทูลขอพระราชธิดา

ใน ค.ศ. 1260

มหาวิหารแห่งเมืองเซบียา (Seville Cathedral)

มหาวิหารแห่งนี้เริ่มสร้างใน ค.ศ.1042 และสร้างเสร็จ ค.ศ.1519

ใช้เวลาในการก่อสร้างร้อยปีเศษ เป็นวิหารแบบโกธิคที่ใหญ่ที่สุดในสเปน

ฝีมือการตกแต่ง แกะสลัก หน้าต่างกระจกภาพสี แท่นบูชา

ล้วนประณีตด้วยฝีมือช่างชั้นยอดจากชาติต่าง ๆมากกว่ายี่สิบประเทศ

ภาพ “ซานอันโตนิโย” ของ มูรีโย จิตรกรชาวเซวียา

ประดับอยู่บนผนังในห้องรับศีลบัพติสมา

เป็นภาพนักบุญซานอันโตนิโยกำลังคุกเข่าอธิษฐานอยู่บนพื้น

ตอนบนของภาพเป็นกลุ่มทารกสวรรค์กำลังล่องลอยในท้องฟ้า

ตรงกลางมีภาพพระกุมารเยซูกำลังเสด็จสู่อ้อมแขนของนักบุญ

ภาพนี้ถือว่าเป็นจิตรกรรมที่งามเด่นที่สุดของเซบีย่า

     หลังการค้นพบโลกใหม่ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

ภายใต้การสนับสนุนของพระนางอิซซาเบลล่าที่ 1 และพระเจ้าเฟอร์ดินาน

การค้าขายกับโลกใหม่ทำให้เซบีย่ากลายเป็นศูนย์กลางการค้า

สินค้าที่ส่งไปขายในโลกใหม่ เช่น เหล้าองุ่น เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ

แม้ไม่ได้ผลิตในสเปน แต่ก็ต้องส่งผ่านท่าเรือที่เซบีย่า

แล้วเปลี่ยนเป็นโลหะสำคัญกลับมา......ทองคำ

     และด้วยเหตุนี้เองพ่อค้าผู้มั่งคั่งจึงสร้างคฤหาสน์หรู

และทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความมั่งคั่งมาถึงปัจจุบัน

     เมื่อโคลัมบัส กลายเป็นบุคคลสำคัญของเซบีย่าเช่นนี้

หีบศพของเขาจึงได้รับเกียรติยศอย่างสูง

ให้ตั้งไว้ในมหาวิหารแห่งนี้

หีบศพหินอ่อนของโคลัมบัสตั้งอยู่บนบ่่าของรูปสลักชายหนุ่ม 4 คน

ซึ่งเป็นผู้แทนของราชอาณาจักรของกษัตริย์คาธอลิคทั้ง  2 พระองค์

อันได้แก่คัสตีล เลออน อาราก็อน และนาวาร์เร

ตราสัญญลักษณ์ของ  4 แคว้น ที่เป็นตราประจำเรือของโคลัมบัส

ซึ่งใช้เดินทางในการสำรวจทางทะเลจนค้นพบ “โลกใหม่”

......................

ขออนุญาตเล่าเรืองราวของโคลัมบัสเพิ่มเติมค่ะ

......................

โคลัมบัสสนใจ และ ศึกษาเรื่องราวการเดินเรือในมหาสมุทรแอตแลนติค

เพื่อหาทางไปอินเดียที่สั้นกว่าการผ่านแหลมกู๊ดโฮป

หรือเดินทางบกไปทางตะวันออก และในที่สุดด้วยความเชื่อเรื่อง

“โลกกลม” เขาจึงเริ่มวางแผนเดินทางเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้

และพยายามหาเงินทุนโดยเข้าเฝ้าเสนอแผนการกับโปรตุเกส

แต่กลับถูกปฏิเสธ เขาจึงเดินทางมายังเซวีย่าใน ค.ศ. 1485

เพื่อเข้าเฝ้าพระนางอิซซาเบลล่าที่ 1 และพระเจ้าเฟอร์ดินาน

โคลัมบัสต้องใช้ความพยายามอยู่นานเพราะกษัตริย์คาธอลิคทั้ง 2

ยังทรงมีภาระในการปราบปรามพวกยิว และ มัวร์ อย่างหนัก

โคลัมบัสเข้าเฝ้าพระนางอิซซาเบลล่าที่ 1

เพื่อเสนอแผนการเดินทางไปทางตะวันตกในมหาสมุทรแอตแลนติก

ซึ่งในที่สุดพระนางพอพระทัยและทรงจำนำเครื่องเพชรส่วนพระองค์

จนสามารถเดินทางไปถึง “โลกใหม่” 

และกลับมาพร้อมนำความร่ำรวย และ

ประวัติการเดินเรือครั้งสำคัญของโลก

ในที่สุด ปี ค.ศ. 1492 ปีแห่งความสำเร็จของโคลัมบัส

ปีที่เดินทางไปถึง และ กลับสู่สเปนอย่างผู้ชนะ

ก็เป็นปีเดียวกับการพิชิตมัวร์อย่างเด็ดขาดของพระนางอิซซาเบลล่า

ปีแห่งความรุ่งเรืองของสเปน

เรือ “ซานตามาเรีย” จำลอง

1 ในเรือ 3 ลำที่เดินทางสู่การค้นพบโลกใหม่

     แต่ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน

โคลัมบัสผู้พิชิตต้องถูกจับ ถูกล่ามโซ๋ ส่งลงเรือกลับสเปน

ด้วยข้อหาทารุณกรรมต่อชาวพื้นเมือง แต่เมื่อกลับถึงสเปน

พระนางอิซซาเบลล่าที่ 1 ทรงปลดพันธนาการพร้อมทั้งคืนทรัพย์สิน

โคลัมบัสนำโซ๋ตรวนนั้นแขวนผนังห้องไว้เพื่อ....

“เป็นที่ระลึกและเครื่องหมายความดีความชอบในราชการ”

โคลัมบัสถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1506 โดยเชื่อว่าแผ่นดินที่เขาพบ

คือ....ดินแดนทวีปเอเชีย

 

ป้ารุ............รายงาน

โดย ป้ารุ

 

กลับไปที่ www.oknation.net