วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เล่าสู่กันฟัง “Alcazar แห่งเซบียา มรดกแห่งมัวร์ที่มิอาจถูกทำลาย”


ปราสาทอัลคาซาร์แห่งเซบีย่าอยู่ห่างจากมหาวิหาร

ที่กล่าวถึงไว้ในตอนที่แล้วไม่มากนัก

สร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 12 ในสมัยที่มัวร์ยังครอบครองเซบีย่า

แต่แม้พระนางอิซซาเบลล่าที่ 1 และพระเจ้าเฟอร์ดินาน

จะเอาชนะพวกมัวร์ และขับไล่ออกจากดินแดนสเปน

พระองค์มิได้ทำลายพระราชวังแห่งนี้แต่กลับทรงประทับอยู่เป็นเวลานาน

และปราสาทแห่งนี้ก็เป็นที่ประสูติของมกุฎราชกุมารฮวน

พระโอรสพระองค์เดียวของพระองค์

ด้วยเหตุผลแห่งความงามอย่างวิจิตรของปราสาทแห่งเซวีย่า

ประตูทางเข้าสู่ปราสาทอัลคาซาร์เป็นของเดิมแบบอาหรับ

ในสมัยที่มัวร์มีอำนาจ อัลคาซาร์แห่งเซบีย่า คือ ป้อมปราการสำคัญ

ที่มีการตกแต่งทั้งส่วนที่เป็นท้องพระโรง ส่วนที่พักอาศัย

และสวน ไว้อย่างงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เรียกว่า

“ลานสาวพรหมจารี” หรือ “ฮาเร็ม” ที่มีลักษณะเป็นลานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ล้อมรอบด้วยเฉลียงคานโค้งงดงาม รอบลานนี้แบ่งเป็นห้องบรรทม

แบบของกษัตริย์มัวร์ แต่ไม่เคยมีกษัตริย์มัวร์มาพักที่นี่

เพราะ...สิ่งก่อสร้างนี้สร้างเพิ่มเติมขึ้น

ในสมัยพระเจ้าเปโดรจอมโหด แห่งคาสตีล และลีออน

ซึ่งทรงโปรดให้สถาปนิกแขกมัวร์มาปฏิสังขรณ์และออกแบบเพิ่มเติม

ลานสาวพรหมจารี และ ตำหนักที่ล้อมรอบอยู่

ลองจินตนาการกลับไปในยุคที่มีเหล่าสาวพรหมจรรย์

เดินนวยนาดไปมา หยอกล้อกัน น่าจะเป็นภาพที่มีชีวิตชีวามากทีเดียว

ภาพประดับด้านบนของอาคาร เป็นเสา 2 ต้น และมีงูพันอยู่นั้น

แสดงถึงสัญญลักษณ์ตามความเชื่อเดิมคือ เสาทั้ง 2 ต้นหมายถึง

โลกที่ประกอบด้วย  2 ทวีป คือยุโรป กับ เอเชีย

ส่วนงูที่กำลังรัดเสาทั้ง 2 เข้าหากัน เปรียบเหมือนเฮอคิวริสที่พยายาม

ดึง 2 ทวีปเข้ามาเป็นแผ่นดินเดียวกัน แต่เมื่อโคลัมบัสค้นพบโลกใหม่

ภาพนี้ก็กลายเป็นเพียงภาพประดับอาคารเท่านั้น

ภายในห้องต้อนรับราชทูต และเป็นห้องที่กษัตริย์ใช้ปรึกษาราชการ

กับเหล่าขุนนางคนสำคัญ และหนึ่งในนั้นคือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

ส่วนที่งดงามที่โดดเด่นอีกส่วนหนึ่งของอัลคาซ่าร์แห่งเซบีย่า

คือส่วนของอุทยานที่เต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด

ทั้งต้นส้ม ต้นสน โอ๊ค กุหลาบ ฯลฯ

ส่วนหนึ่งของอุทยานที่กษัตริย์หลายพระองค์ของสเปน

ได้ปรับปรุงตกแต่ง ทำให้มีความงดงามอย่างต่อเนื่อง

และมีรูปแบบผสมผสานตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

คูหาจำลองแบบบาร็อคที่มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลา

น้ำพุข้างกำแพง ที่พุ่งลงสู่สระเลี้ยงปลา มีรูปเมอร์คิวรีประดับกลางสระ

     ภายนอกกำแพงอัลคาซาร์แห่งเซบีย่า

มีย่านที่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของยิว ในสมัยนั้นเมื่อตะวันตกดิน

เจ้าหน้าที่จะปิดประตูเพื่อคุ้มครองแก่พวกยิวยามค่ำคืน

แต่หลังจาก ค.ศ. 1492 ที่ยิวถูกขับไล่ออกจากประเทศสเปน

ชาวคริสเตียนได้สร้างวิหารซันตาครูซขึ้นแทนที่ และย่านนี้

จึงรู้จักกันในชื่อว่าเป็น ย่านซันตาครูซ

     แต่แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนอาคารบ้านเรือนไปอย่างไร

สิ่งที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้ คือ การมีซอยเล็ก ๆ

ที่ปูพื้นถนนด้วยอิฐ หรือ หินระหว่างกำแพง และซอยเหล่านั้น

ก็ยังคงชื่อเดิมไว้ เช่นเดียวกับในอดีต

ที่น่าสนใจ คือ ชื่อซอยทุกซอยจะเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้คน

ที่เคยมีชีวิต เคยใช้ชีวิตอยู่ในที่นั้น

ซอยนี้ชื่อซอย ซูโซนา (susona) ซึ่งเป็นซอยที่ระลึกถึง

สาวยิวผู้เลอโฉม และมากด้วยชายชู้ บิดาของเธอเป็นยิวหัวรุนแรง

ที่ต่อต้านระบบศาลศาสนาของสเปน (Spanish Inquisition)

ต่อมาถูกทางการจับตัวได้ และเสียชีวิตพร้อมชาวยิวอีกหลายคน

สาวซูโซนา จึงไปบวชเป็นชีคาธอลิคเพื่อล้างบาปของตน

และขอว่าเมื่อตนเองเสียชีวิตแล้ว ให้นำศีรษะไปตอกติดกับคฤหาสน์

เพื่อเป็นการประจานตนเองเกี่ยวกับความชั่วที่นางเคยกระทำ

     บรรยากาศของย่านนี้เป็นที่ประทับใจของผู้มีชื่อเสียงหลายคน

รวมทั้ง มูรีโย จิตรกรผู้วาดภาพ “ซานอันโตนิโย” 

ในมหาวิหารแห่งเมืองเซบียาที่ได้กล่าวถึงไว้ในตอนที่แล้ว

แม้คนเราจะมีความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งเหมือนกับว่า

ความแตกต่างนั้นมากมายจนแทบจะยืนอยู่บนแผ่นดินเดียวกันไม่ได้

แต่ก็ยังคงมีบางอย่างที่เป็นสุนทรียในจิตใจ ที่ทำให้ไม่อาจตัดใจ

ทำลายล้างมันลง และอยากเก็บไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

ความจริงเป็นเช่นนี้ เพียงแต่เราจะหามันพบหรือไม่..เท่านั้น

ป้ารุ.....รายงาน

โดย ป้ารุ

 

กลับไปที่ www.oknation.net