วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จับปากกาพาเที่ยวนราธิวาส : เช้านี้ที่นราฯ พาไปชมหมู่บ้านชาวประมงที่หาดนราทัศน์


จับปากกาพาเที่ยวนราธิวาส : เช้านี้ที่นราฯ พาไปชมหมู่บ้านชาวประมงที่หาดนราทัศน์

เช้ามืด ... เสียงตามสายแว่วลอดหน้าต่างเข้ามายังห้องพัก เข้าใจว่าเป็นเสียงที่พี่น้องชาวมุสลิมลุกขึ้นมาปฏิบัติศาสนกิจ ... ฉันตื่นจากหลับไหล แล้วมุ่งหน้าออกมายังระเบียง

ฉันมองเห็นแสงไฟตามถนนวับๆแวมๆ ดูสงบแปลกตาสำหรับคนจากแดนไกลอย่างฉัน ... อีกด้านหนึ่ง เป็นเงาสลัวของมัสยิดทียอดสูงพุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ทาบทากับท้องฟ้าสีฟ้าจัด จุดประกายความอยากรู้ให้คุโชน และตัดสินใจว่าจะตามไปดูในช่วงสายๆของวัน

ยามเช้า ณ ร้านน้ำชาที่หัวมุมถนนไม่ไกลจากที่พัก ... ชีวิตคนไทยมุสลิมผูกพันกับร้านน้ำชาอย่างยิ่ง ทุกตรอกซอกซอยทุกหมู่บ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เคยขาดร้านน้ำชา เพราะกฎเกณฑ์ทางศาสนาที่ห้ามมิให้ศาสนิกยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดองของเมาโดยเด็ดขาด ทำให้น้ำชา กาแฟ ชนิดต่างๆ กลายเป็นเครื่องดื่มประจำวงสนทนาไปโดยปริยาย

"ก๊ะ .. เอาแตออแก้วนึง" ... แว่วเสียงสั่งชาร้อนใส่น้ำตาลแว่วมาจากลูกค้า

"ก๊ะ" ในภาษามลายู หมายถึง พี่สาว ... ส่วน "แตออ" หมายถึงชาร้อนใส่น้ำตาล อันเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนที่นี่

หนุ่มน้อยจากกลุ่ม "เด็กสร้างหนัง" ... เดินไปตามถนน เก็บภาพชีวิตผู้คน

อาคารบ้านเรือนริมถนน ... ดูเหมือนเมืองเก่าอีกหลายๆแห่งที่ฉันเคยผ่านทาง ... ผู้คนเริ่มทะยอยออกมาเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวของเมือง

ใครๆก็คิดว่า ที่นราธิวาสรุนแรง ... จากการที่ฉันมาที่นี่ 3 ครั้งในปีนี้ ฉันคิดว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นทุกที่

ณ ดินแดนปลายด้ามขวานยังมีสถานที่เที่ยวอีกมากมายที่สวยงาม และพี่น้องที่นี่อัธยาศัยดี ต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรี

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นสักครั้ง คนก็พูดต่อๆกันไปว่ามันไม่ดี และเมื่อคนจากแดนไกลได้ยินต่อๆกันมา ก็เกิดมายาคติว่ามันน่ากลัวเหลือเกิน คนหมู่หนึ่งจึงขาดการปฏิสัมพันธ์กัน จนขาดโอกาสดีๆที่จะได้พบเห็น ได้สัมผัส และพูดคุยกับมิตรจากแดนไกล

ตลอดเวลาที่ฉันอยู่ที่นราธิวาส มองเห็นทหารเข้าประจำการทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามท้องถนน ... ดูแปลกตาสำหรับคนจากภาคอื่นที่ไม่คุ้นเคย แต่ก็ทำให้อุ่นใจว่าตลอดเวลาเราได้รับการปกป้อง คุ้มครองในทุกที่ ที่เราไป ... และทหารที่ฉันสัมผัสนั้นต่างน่ารักมาก ช่วยเหลือ และยิ้มแย้มแจ่มใส เปี่ยมไมตรี แม้จะมีปืนกระบอกโตในอุ้งมือ

ฉันเดินมาเรื่อยๆจนถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำบางนรา ... ที่นี่ยังมีเรือประมงสีสวยๆผ่านไปมา หรือจอดให้เห็น

ฉันเดินทางโดยรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง มุ่งหน้าไปยังมัสยิดที่เห็นเมื่อตอนเช้ามืด ... ช่วงหนึ่งผ่านบริเวณหอนาฬิกา

มัสยิดที่ฉันเห็นเมื่อเช้า คือ มัสยิดประจำจังหวัดนราธิวาส ... เราไม่ได้สามารถเข้าไปภายในมัสยิด จึงได้แต่ถ่ายภาพมาฝาก

ใกล้ๆมัสยิด เป็นหมู่บ้านชาวประมงใกล้ๆกับหาดนราทัศน์ ... วันนี้มองเห็นเรือจอดอยู่หลายลำ ... สีสันจัดจ้านของเรือขนาดเล็กและขนาดกลางเหล่านี้ แต่งแต้มสีสันให้หมู่บ้านแห่งนี้โดดเด่นสดใสขึ้นมามากมาย

เรือที่จอดอยู่ที่ฉันมองเห็น เข้าใจว่าอาจจะไม่ใช่เรือกอและลวดลายประณีตที่ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดนราธิวาส ...

เรือกอและแบบดั้งเดิม จะสร้างในขนาดราว 12 วา หรือราว 20 เมตร จุคนได้อย่างน้อย 30 คน ไม้ที่ใช้สร้างคือไม้ตะเคียนและไม้พะยอม

ส่วนประกอบของเรือกอและ ... มีตั้งแต่หัวเรือ บางา คือส่วนที่ทำไว้ผูกสมอเรือเวลาทิ้งสมอ .. ซางอ อันเป็นส่วนที่มีไว้พักเสากระโดงเรือ และเอาอวนมาแขวนไว้ .. กอแย ส่วนที่ใช้เกี่ยวไม้พายและผูกหางเสือ .. เสากระโดง .. พายเรือ .. สมอเรือ และตูมุง ซึ่งเป็นช่องในเรือที่คนสมัยก่อนจะเจาะไม้ให้กลวง ทำไว้ใส่ข้าวปลาอาหาร และส่วนก่อนสุดท้ายคือ ตาแย อันเป็นส่วนที่ใส่โอ่งน้ำ ... สุดท้าย คือหางเสือเรือ

ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของเรือกอและ คือสีและลายที่ข้างลำเรือ ซึ่งใช้ทั้งลายไทย และลายยาวอ ส่วนสีนั้นก็เป็นสีที่สดใสฉูดฉาดตามแบบแบบกอและแท้ๆ ซึ่งส่วนใหญ่สีหลักที่ใช้ได้แก่ สีน้ำเงิน ดำ แดง เขียว เหลือง

เรือกอและในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้นมีการระบายสี ตกแต่งลวดลายผิดกับเรือกอและที่ใช้ในมาเลเซีย จึงน่าจะเป็นไปได้ว่าชาวไทยมุสลิมที่เป็นช่างต่อเรือ อาจจะได้รับอิทธิพลการตกแต่งเรือให้งดงามตามแบบเรือพระราชพิธีของไทยภาคกลาง สมัยก่อนมีการแกะสลักอย่างสวยงาม แต่เมื่อช่างฝีมือแกะสลักหายากขึ้น จึงมีเพียงการระบายสีและลวดลายในเวลาต่อมา

ใครบางคนเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ความวิจิตรบรรจงที่ฝังลงบนเนื้อไม้ตะเคียนทอง มาพร้อมกับมูลค่าที่สูงเกินกว่าชาวเลจะอาจเอื้อมเป็นเจ้าของ

เรือประมงท้ายตัด ติดเครื่องยนต์ ดัดแปลงลวดลายพอฉาบฉวย ผิวเผิน ให้ดูเหมือนเรือกอและดั้งเดิม จึงเป็นทางเลือกที่ชาวเลส่วนใหญ่เลือกเข้ามาใช้แทน

ใครหลายคนเล่าว่า การทำประมงนั้นลำบาก ... ด้วยบางปีมีหน้ามรสุมนาน ทำให้ออกเรือไม่ได้ ด้วยคลื่นลมสูง ต้องรอจนหมดหน้รามรสึมจึงจะสามารถออกเรือได้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ท้องฟ้าไร้มรสุม ... สมอเรือจะถูกยก เครื่องยนต์เริ่มส่งเสียงคำราม บอกให้รู้ว่าตัวของมันพร้อมผู้เป็นนายพร้อมที่จะทะยานสู่อ้อมกอดของโค้งน้ำและแผ่นฟ้าอีกครั้ง

หมู่บ้านแห่งนี้ยังมีวิถีชีวิตชาวประมงอันเปี่ยมเสน่ห์ ... ภูมิปัญญาของชาวเลที่ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ โดยการเสริมแต่งแทบจะไม่มี

เครื่องยนต์ครางกระหึ่มแข่งกับระลอกคลื่น ก่อนเครื่องยนต์จะถูกเร่งและนำผู้คนสัญจรไปยังจุดหมายปลายทาง

ชาวบ้านบอกว่า เรือกอและเมืองนราฯนั้น เวลาออกทะเลจะโดดเด่นกว่าเรือหาปลาที่ไหนๆ เพราะลวดลายที่สวยงาม สะดุดตา รวมถึงลักษณะของลำเรือที่เรียวสวย มีความพลิ้วอ่อนช้อย จุได้เยอะทั้งคนและปลา

ปัจจุบัน "เรือกอและ" แบบดั้งเดิมนั้นมีลดน้อยลงจนน่าใจหาย เพราะไม้แพง ใช้เวลาทำเนิ่นนาน และอุปกรณ์ในการทำก็เยอะ จนชาวเลต้องหันมาใช้เรือท้ายตัด ติดเครื่องยนต์แทน

ชุมชนหลายแห่งจึงจัดตั้ง "ศูนย์ทำเรือกอและจำลอง" ขึ้น พร้อมกับนำเยาวชนมารวมกลุ่มเพื่อผลิตเรือกอและจำลองออกมา จนหลายคนจากความต้องการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ สนุก มีกลุ่ม มีเพื่อนในช่วงเริ่มต้น ได้กลายเป็นอาชีพหลักที่สำคัญในที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่

เรือกอและจำลอง ทำจากไม้กระท้อนล้วนๆ โดยนำไม้กระท้อนทั้งท่อนมาผ่าเป็นแผ่นๆ แล้ววาดลวดลาย จากนั้นแกะสลักหรือฉลุตามลายที่วาดไว้ แล้วลงสีเหลืองเพื่อรองพื้น เขียนลายทับอีกครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นลายไทย ลายชวา หรือลายอินโดนีเซีย แล้วจึงประกอบเป็นลำเรือ

หาดทรายของหาดนราทัศน์ ... อาณาเขตที่ผืนฟ้า ผืนน้ำ และผืนดินนัดมาพบกันด้วยท่าที่สงบเงียบ ... บรรยากาศปรกติสามัญที่คนในนราธิวาสคุ้นเคย และหลากหลายชีวิตยังคงดำเนินไปตามวิถีของตน

ฉันเดินเล่น และเดินทางไปเยือนสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะได้นำมาเล่าในโอกาสต่อไป

ช่วงพลบค่ำ กลับเข้ามาในเมือง ... แสงสี จากดวงไฟที่ล้อเลียนกับแสงทไวไลท์ผ่านกล้องถ่ายรูปนั้นงดงาม น่าประทับใจ จึงถือโอกาสนำรูปมาแบ่งปันกันค่ะ

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net